Search results

32 results in 0.08s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ของพระสงฆ์ที่มี อายุ พรรษา และวุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ พระสงฆ์มีรายชื่อในทะเบียนวัด อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 159 รูป กำหนดขนาดตัวอย่างโดยวิธี เทียบตารางของเครจซีและมอร์แกน (R.V. Krejcie and D.W. Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ห้าระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA :F- test) และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประกอบการวิเคราะห์ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) สัมภาษณ์ผู้รู้หรือผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant Interview) โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive Selection) ได้แก่ พระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 7 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured or guided interviews) กล้องถ่ายรูป และเทปบันทึกเสียง ผลการวิจัยพบว่า พบว่า 1) ความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อย โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทั้งสามด้าน ลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านสาธารณูปการ ด้านการปกครองคณะสงฆ์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) ) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เรียงลำดับความถี่จากมากไปหาน้อยสามอันดับแรก มีดังนี้ ควรมีการจัดประชุมพระภิกษุสามเณรเพื่ออบรมสั่งสอนด้านข้อวัตรปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยเป็นประจำ ควรจัดให้มีการบรรยายธรรมทางหอกระจายข่าวของหมู่บ่ายทุกวันพระ และควรเป็นสถานที่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อมีผู้ประสบภัย
วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ของพระสงฆ์ที่มี อายุ พรรษา และวุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ พระสงฆ์มีรายชื่อในทะเบียนวัด อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 159 รูป กำหนดขนาดตัวอย่างโดยวิธี เทียบตารางของเครจซีและมอร์แกน (R.V. Krejcie and D.W. Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ห้าระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA :F- test) และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประกอบการวิเคราะห์ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) สัมภาษณ์ผู้รู้หรือผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant Interview) โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive Selection) ได้แก่ พระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 7 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured or guided interviews) กล้องถ่ายรูป และเทปบันทึกเสียง ผลการวิจัยพบว่า พบว่า 1) ความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อย โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทั้งสามด้าน ลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านสาธารณูปการ ด้านการปกครองคณะสงฆ์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) ) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อต่อบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เรียงลำดับความถี่จากมากไปหาน้อยสามอันดับแรก มีดังนี้ ควรมีการจัดประชุมพระภิกษุสามเณรเพื่ออบรมสั่งสอนด้านข้อวัตรปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยเป็นประจำ ควรจัดให้มีการบรรยายธรรมทางหอกระจายข่าวของหมู่บ่ายทุกวันพระ และควรเป็นสถานที่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อมีผู้ประสบภัย
This thesis Comprehensive Mixed Methods Research (Quantitative Research) and qualitative research (1) to study the opinions of the monks on the role of the monastic administration in district 2) to compare the opinions on the role of the monk's administration. in district Roi ed 3) to study the suggestions for the development of the role of monks in the administration of monks. In district Roi ed Research samples include: The monks were listed in the register of Wat Chang District, Roi Et Province. RV Krejcie and DW Morgan. The tool used in this study was a five-level rating scale questionnaire. The reliability of the questionnaire was 94 items. Used in data analysis including mean, percentage, and standard deviation. One-way ANOVA (F-test) and computer-analytical software. Qualitative Research is an in-depth interview, interview, or key informant interview, with a Purposive Selection. Monk in chang han district The instruments used in the interview were semi-structured interview. Semi-structured or guided interviews, cameras and tape recorders. The results of the research indicated the following findings: 1) the opinions of the monks on the role of monks in chang han district, Hundreds were at a high level. When considering each aspect. Is on a very high level on all three sides. The order of the average is from the least to the least. Monastic administration 2) The results of the hypothesis test showed that the monks with different education levels were different. Opinions on the role of the monk's administration in the district. Roi ed 3) Suggestions for the development of the monk's role in the administration of the monks in the district. Roi ed Sort the frequencies from the top three to the least. There should be a meeting of monks and novices to teach the practice of the discipline on a regular basis. There should be a lecture on the morning news broadcasts. And should be a place to provide relief when victims.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2552
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2552
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559