Search results

25 results in 0.07s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ 1. เพื่อศึกษาจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ 2. เพื่อศึกษาพุทธจริยศาสตร์ 3. เพื่อเปรียบเทียบจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ กับพุทธจริยศาสตร์ การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า 1.อิมมานูเอล คานท์ เสนอความคิดทางจริยศาสตร์ในเรื่องเกณฑ์ตัดสินความดี หลักสำคัญคือ การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสินการกระทำมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ความดี เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสอน เพียงแต่เขาใช้ปัญญาเขาจะเป็นคนดีได้ เจตนาของผู้กระทำ จริยศาสตร์ของคานท์มีลักษณะเป็นแบบแผนนิยม กล่าวคือ ความถูกต้องของการกระทำไม่ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ เจตนาดีกับหน้าที่ ค่าทางศีลธรรม ขึ้นอยู่กับเจตนาของปัจเจกชน ซึ่งแสดงออกมาและจะมีค่าทางศีลธรรมได้ก็ต้องเป็นการกระทำที่ทำจากหน้าที่ ในทัศนะของอิมานูเอล คานท์ เมื่อมีการกระทำหนึ่งๆ เกิดขึ้น แรงกระตุ้นของการกระทำมี 2 ประเภท คือ 1. การกระทำที่เกิดจากแรงโน้มของอารมณ์ 2.การกระทำที่เกิดจากการสำนึกในหน้าที่ คานท์ มีหลักแนวคิดที่น่าสนใจอื่นๆ อีก คือเกณฑ์การตัดสินความดี หลักของมนุษย์ในฐานะที่เป็นจุดหมายของตัวเอง กฎแห่งเสรีภาพ 2.พุทธจริยศาสตร์ มีรากฐานจากคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พุทธจริยศาสตร์เป็นหลักความประพฤติที่ดีงาม แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น บัญญัติไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักธรรม คือ เบญจศีล เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม 2) พุทธจริยศาสตร์ระดับกลาง พุทธจริยธรรมระดับกลาง เพื่อให้บุคคลขัดเกลาตนเองให้มีคุณธรรมสูงขึ้น หลักธรรม คือ ศีล 8 หรือ อัฎฐศีล, กุศลกรรมบถ 10 3) พุทธจริยศาสตร์ระดับสูง เป็นจริยศาสตร์เพื่อพัฒนาตนเป็นอริยบุคคล หลักธรรม คือมรรค 8 หรือ เรียกว่ามัชฌิมปฏิปทา ทางสายกลาง 3.จากการศึกษาจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ กับพุทธจริยศาสตร์ จริยศาสตร์ สามารถนำมาเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ ได้ 6 ข้อ คือ 1) เปรียบเทียบเกณฑ์การตัดสินความดี 2) เปรียบ เทียบกฎแห่งเสรีภาพ 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจ 4) เปรียบเทียบความเมตตากรุณา 5) เปรียบเทียบกฎแห่งศีลธรรม 6)เปรียบเทียบเป้าหมายสูงสุด
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ 1. เพื่อศึกษาจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ 2. เพื่อศึกษาพุทธจริยศาสตร์ 3. เพื่อเปรียบเทียบจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ กับพุทธจริยศาสตร์ การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า 1.อิมมานูเอล คานท์ เสนอความคิดทางจริยศาสตร์ในเรื่องเกณฑ์ตัดสินความดี หลักสำคัญคือ การใช้เจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสินการกระทำมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ความดี เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสอน เพียงแต่เขาใช้ปัญญาเขาจะเป็นคนดีได้ เจตนาของผู้กระทำ จริยศาสตร์ของคานท์มีลักษณะเป็นแบบแผนนิยม กล่าวคือ ความถูกต้องของการกระทำไม่ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ เจตนาดีกับหน้าที่ ค่าทางศีลธรรม ขึ้นอยู่กับเจตนาของปัจเจกชน ซึ่งแสดงออกมาและจะมีค่าทางศีลธรรมได้ก็ต้องเป็นการกระทำที่ทำจากหน้าที่ ในทัศนะของอิมานูเอล คานท์ เมื่อมีการกระทำหนึ่งๆ เกิดขึ้น แรงกระตุ้นของการกระทำมี 2 ประเภท คือ 1. การกระทำที่เกิดจากแรงโน้มของอารมณ์ 2.การกระทำที่เกิดจากการสำนึกในหน้าที่ คานท์ มีหลักแนวคิดที่น่าสนใจอื่นๆ อีก คือเกณฑ์การตัดสินความดี หลักของมนุษย์ในฐานะที่เป็นจุดหมายของตัวเอง กฎแห่งเสรีภาพ 2.พุทธจริยศาสตร์ มีรากฐานจากคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พุทธจริยศาสตร์เป็นหลักความประพฤติที่ดีงาม แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น บัญญัติไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักธรรม คือ เบญจศีล เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม 2) พุทธจริยศาสตร์ระดับกลาง พุทธจริยธรรมระดับกลาง เพื่อให้บุคคลขัดเกลาตนเองให้มีคุณธรรมสูงขึ้น หลักธรรม คือ ศีล 8 หรือ อัฎฐศีล, กุศลกรรมบถ 10 3) พุทธจริยศาสตร์ระดับสูง เป็นจริยศาสตร์เพื่อพัฒนาตนเป็นอริยบุคคล หลักธรรม คือมรรค 8 หรือ เรียกว่ามัชฌิมปฏิปทา ทางสายกลาง 3.จากการศึกษาจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์ กับพุทธจริยศาสตร์ จริยศาสตร์ สามารถนำมาเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ ได้ 6 ข้อ คือ 1) เปรียบเทียบเกณฑ์การตัดสินความดี 2) เปรียบ เทียบกฎแห่งเสรีภาพ 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจ 4) เปรียบเทียบความเมตตากรุณา 5) เปรียบเทียบกฎแห่งศีลธรรม 6)เปรียบเทียบเป้าหมายสูงสุด
The thesis objectives are as follows: 1. to study the ethics of Immanuel Kant, 2. to study Buddhist ethics, and 3. to compare the ethics of Immanuel Kant and Buddhist ethics. The data of this research were mainly collected from the relevant primary and secondary sources. The results of the research were as follows: 1.Immanuel Kant offers an ethical idea of the criterion of virtue, and the key is to use intention as a criterion of action. If only a human uses his wisdom, he can be a good person as the intention of the doer. Kant's ethics is conventionally defined, that is to say, the validity of an act is independent of its consequences, good intentions and duties. Moral value depends on the individual's intentions, and it will have moral value depending on the act of duty. In the view of Immanuel Kant, when an action occurs, there are two types of impulses of actions: 1. Actions caused by emotional forces and 2. Actions arise from a sense of duty. Kant has other interesting conceptual principles: the judging criteria, the principle of man as his own destiny, and the law of liberty. 2.Buddhist ethics is rooted in the teachings of Buddhism. Buddhist ethics is a principle of good behavior divided into 3 levels: 1) Basic Buddhist ethics provided for the peace of society, and the Dhamma principle consists of the Five Precepts and the Five Virtues, 2) Buddhist ethics at the middle level aiming to refine oneself to have a higher morality. The principle consists of the 8 precepts and the tenfold wholesome course of action, and 3) high level of Buddhist ethics, which is to develop oneself as a noble person through the Noble Eightfold Path. 3.The ethics of Immanuel Kant and Buddhism can be compared in 6 aspects: 1) the criteria of judging good, 2) the law of liberty, 3) motivation, 4) the benevolence, 5) the laws of morality, and 6) the highest goals.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์(ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์(ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2551
ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2551
หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความหมายและแนวคิดของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า: 1. บัณฑิตมีความหมายและแนวคิด คือ ผู้ทรงความรู้ นักปราชญ์ หรือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญามี 3 ขั้น คือ บัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ส่วนบัณฑิตในทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาคติในประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง แนวคิดของบัณฑิตในพุทธปรัชญาจะมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต 2. คุณลักษณะของบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ไม่แนะนำสิ่งที่ไม่ดี แนะสิ่งที่ดี กล่าวตักเตือนไม่โกรธ รู้ระเบียบวินัย และคุณสมบัติ คือ ผู้ดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 กุศลกรรมบถ 10 หลักอริยบุคคล 8 และหน้าที่ของความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ประกอบด้วยหน้าที่ของบัณฑิตระดับตน ครอบครัว สังคม ชาติ และระดับโลก 3. วิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ความคนที่ฉลาด มีสติปัญญา ฉลาดในเหตุและผล ชุมชน ฉลาดในการแก้ปัญหา และชี้แนะแนวทางนั้นๆ เป็นอย่างดี เป็นผู้รู้ดี รู้ถูก รู้ชอบ เป็นผู้มีปกติคิดเรื่องที่ดีมีสาระ พูดเรื่องที่ดีมีสาระ ทำเรื่องที่ดีมีสาระ ผู้ประกอบด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา พร้อมกับเป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนจนถึงความเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความหมายและแนวคิดของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า: 1. บัณฑิตมีความหมายและแนวคิด คือ ผู้ทรงความรู้ นักปราชญ์ หรือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญามี 3 ขั้น คือ บัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ส่วนบัณฑิตในทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาคติในประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง แนวคิดของบัณฑิตในพุทธปรัชญาจะมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต 2. คุณลักษณะของบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ไม่แนะนำสิ่งที่ไม่ดี แนะสิ่งที่ดี กล่าวตักเตือนไม่โกรธ รู้ระเบียบวินัย และคุณสมบัติ คือ ผู้ดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 กุศลกรรมบถ 10 หลักอริยบุคคล 8 และหน้าที่ของความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ประกอบด้วยหน้าที่ของบัณฑิตระดับตน ครอบครัว สังคม ชาติ และระดับโลก 3. วิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ความคนที่ฉลาด มีสติปัญญา ฉลาดในเหตุและผล ชุมชน ฉลาดในการแก้ปัญหา และชี้แนะแนวทางนั้นๆ เป็นอย่างดี เป็นผู้รู้ดี รู้ถูก รู้ชอบ เป็นผู้มีปกติคิดเรื่องที่ดีมีสาระ พูดเรื่องที่ดีมีสาระ ทำเรื่องที่ดีมีสาระ ผู้ประกอบด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา พร้อมกับเป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนจนถึงความเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
The objectives of this thesis are as follows 1) to study the meaning and concept of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy, 2) to study the characteristics and qualifications of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to analyze concept of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy. It is a qualitative research which focuses on documents analysis. The results of research were found that: 1. The meaning and concept of being the Wise are to be an expert, scholar, or those who graduated with any of these three graduate degrees: Bachelor’s degree, Master’s degree, and Doctorate degree, but being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy means the Wise follow their lives with temporal welfare, spiritual welfare, and the final goal, i.e. Nibbana. A principle of being the Wise according to Buddhist philosophy has its own significance which is persons having good conduct in action (Kaya-sucarita), good conduct in word (Vaci-sucrita), and good conduct in thought (Mano-sucarita). 2. The characteristics of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy are not to advice the bad issues, to advice the good issues, not to get angry when others warn you, and to follow the discipline well. The qualifications of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy mean those who follow the five percepts (Sila), ten wholesome courses of action (Kusala-kammapatha), eight principles of being the Noble one (Ariya-puggala), and duty of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy comprises their responsibilities at the individual, family, social, national, and world level. 3. An analyze concept of being the Wise according to Theravada Buddhist philosophy is those who know the law, cause and effect, themselves, moderation, time and society. The Wise always have kind thoughts, kind words, and kind actions; consist of diagnosis as knowledge (Nata-parinna), diagnosis as judgment (Trana-parinna), and diagnosis as abandoning (Pahana-parinna); and develop themselves from the normal one to the noble one as a stream-enterer (Sotapanna), an Once-returner (Sakadagami), a non-returner (Anagami), and the worthy One (Arahanta).
หนังสือ

    ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต 3. เพื่อวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีลักษณะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลักษณะการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมีลักษณะเป็นภูเขาสลับพื้นราบประกอบอาชีพทำไร่และปลูกผักนานาชนิดและเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้รับประทาน สถานที่สำคัญของชุมชนได้แก่ “หอแหย่” มีลักษณะคล้ายศาลาและมีบริเวณกว้าง สำหรับไว้ประกอบพิธีกรรมและการละเล่นต่างๆของชุมชน หลักพุทธปรัชญาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตของชนเผ่า ได้แก่ ศีล โดยเฉพาะศีล 5 ข้อที่เป็นหลักปฏิบัติต่อกันของคนในชุมชน สมาธิ คือการมุ่งมั่นแน่วแน่ในการประกอบอาชีพและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ปัญญา รู้และเข้าใจในการปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวที การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการปลูกฝังให้ชุมชนประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ทั้งทางด้านภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นต่อๆไป
ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต 3. เพื่อวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีลักษณะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลักษณะการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมีลักษณะเป็นภูเขาสลับพื้นราบประกอบอาชีพทำไร่และปลูกผักนานาชนิดและเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้รับประทาน สถานที่สำคัญของชุมชนได้แก่ “หอแหย่” มีลักษณะคล้ายศาลาและมีบริเวณกว้าง สำหรับไว้ประกอบพิธีกรรมและการละเล่นต่างๆของชุมชน หลักพุทธปรัชญาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตของชนเผ่า ได้แก่ ศีล โดยเฉพาะศีล 5 ข้อที่เป็นหลักปฏิบัติต่อกันของคนในชุมชน สมาธิ คือการมุ่งมั่นแน่วแน่ในการประกอบอาชีพและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ปัญญา รู้และเข้าใจในการปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวที การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการปลูกฝังให้ชุมชนประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ทั้งทางด้านภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นต่อๆไป
The objectives of this research were: 1) to study the lifestyle of the Lahu tribe, 2) to study the principles of Theravada Buddhist philosophy about living a life, and 3) to analyze the lifestyle of the Lahu tribe according to Theravada Buddhist philosophy. The population in this research were 7community leaders and village scholars in Mae Suai district of Chiang Rai Province. The research results were found as follows: The Lahu people live together in group on the mountainous area. They work on farm, plant vegetables and raise animals for food. The sacred place in community is called “Ho Yae” similar to a pavillian with wide space for performing rituals and activies of the people in community. The significant principle of Buddhist philosophy in living a life of Lahu people is Sila or precept, especially the five precepts, for interaction with each other in community, Samadhi to focus on their career and preserving the tribal traditions and cultures, and Panna or wisdom to realize and understand the ancestors’ ways of life on the principle of gratitude. The lifestyle of Lahu people according to Theravada Buddhist philosophy is to implant the Buddhist practice and the ancestors’ ways of life to younger generations on tribal language, tradition, custom and culture.
หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) พุทธศาสนาและปรัชญา-มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) พุทธศาสนาและปรัชญา-มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพุทธจริยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาประวัติและภูมิหลังของจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อวิเคราะห์พุทธจริยศาสตร์ และคุณค่าในจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) และศึกษาจากข้อมูลเอกสารต่างๆ ทั้งในภาพจิตรกรรม รูป สิ่งพิมพ์ เสียงบันทึก ในการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า : พุทธจริยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เป็นหลักการ วิธีคิด และวิถีการปฏิบัติ เพื่อพัฒนามนุษย์สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติทางพุทธศาสนาเถรวาท โดยการปฏิบัติตามศีล 5 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับต้น การปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ 10 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับกลาง และการปฏิบัติตามมรรค 8 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับสูง ก่อให้เกิดความพฤติกรรมที่ดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข มีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือนิพพาน ประวัติและภูมิหลังของจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ภาพจิตรกรรมแบบเล่าเรื่อง สุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างสรรค์ โดย เจ๊กเส็ง ช่างฝีมือชาวจีน โดยใช้เทคนิคการลงสีฝุ่น ภาพจิตรกรรมนี้ได้รับอิทธิพลศิลปกรรมจากตะวันตก ประยุกต์เข้ากับรูปแบบงานจิตรกรรมไทย และล้านนา จิตรกรได้หยิบยกวรรณกรรมที่นิยมของคนในสังคมยุคนั้น จึงเห็นได้ถึงอิทธิพลทางการเมือง การรับวัฒนธรรมต่างถิ่น การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม วิเคราะห์พุทธจริยศาสตร์ และคุณค่าในจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า จิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดกปรากฏพุทธจริยศาสตร์ทั้ง 3 ระดับ วิถีอัตลักษณ์ล้านนาในเนื้องานสามารถสะท้อนวิถีชีวิตผู้คนในอดีต ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมทางมโนธรรมสำนึก และแนวทางการปฏิบัติตามพุทธจริยศาสตร์ คุณค่า โทษของการละเมิดพุทธจริยศาสตร์ สร้างสำนึกทางจริยธรรม มีการพัฒนาชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ก่อให้เกิดผลเชิงจริยธรรม และดึงดูดความสนใจธรรมะให้ควบคู่ไปกับงานศิลปะได้
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพุทธจริยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาประวัติและภูมิหลังของจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อวิเคราะห์พุทธจริยศาสตร์ และคุณค่าในจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) และศึกษาจากข้อมูลเอกสารต่างๆ ทั้งในภาพจิตรกรรม รูป สิ่งพิมพ์ เสียงบันทึก ในการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า : พุทธจริยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เป็นหลักการ วิธีคิด และวิถีการปฏิบัติ เพื่อพัฒนามนุษย์สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติทางพุทธศาสนาเถรวาท โดยการปฏิบัติตามศีล 5 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับต้น การปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ 10 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับกลาง และการปฏิบัติตามมรรค 8 ทำให้บรรลุจริยศาสตร์ระดับสูง ก่อให้เกิดความพฤติกรรมที่ดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข มีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือนิพพาน ประวัติและภูมิหลังของจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ภาพจิตรกรรมแบบเล่าเรื่อง สุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างสรรค์ โดย เจ๊กเส็ง ช่างฝีมือชาวจีน โดยใช้เทคนิคการลงสีฝุ่น ภาพจิตรกรรมนี้ได้รับอิทธิพลศิลปกรรมจากตะวันตก ประยุกต์เข้ากับรูปแบบงานจิตรกรรมไทย และล้านนา จิตรกรได้หยิบยกวรรณกรรมที่นิยมของคนในสังคมยุคนั้น จึงเห็นได้ถึงอิทธิพลทางการเมือง การรับวัฒนธรรมต่างถิ่น การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม วิเคราะห์พุทธจริยศาสตร์ และคุณค่าในจิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดก วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า จิตรกรรมฝาผนังสุวัณณสังขชาดกปรากฏพุทธจริยศาสตร์ทั้ง 3 ระดับ วิถีอัตลักษณ์ล้านนาในเนื้องานสามารถสะท้อนวิถีชีวิตผู้คนในอดีต ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมทางมโนธรรมสำนึก และแนวทางการปฏิบัติตามพุทธจริยศาสตร์ คุณค่า โทษของการละเมิดพุทธจริยศาสตร์ สร้างสำนึกทางจริยธรรม มีการพัฒนาชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ก่อให้เกิดผลเชิงจริยธรรม และดึงดูดความสนใจธรรมะให้ควบคู่ไปกับงานศิลปะได้
The objectives of this thesis were as follows; 1) to study Buddhist ethics In Theravada Buddhist Philosophy, 2) to study history and background in the murals on Suwannasangkhajataka of Wat Phrasingh Waramahavihan, Chiang Mai province, and 3) to analyze Buddhist ethics and value in the murals on Suwannasangkhajataka of Wat Phrasingh Waramahavihan, Chiang Mai province. It was a qualitative research or documentary research implying in-depth interview and study from various documents including paintings, photographs, publications and sound recording in collecting data. The results of research were found that : Buddhist Ethics in Theravada Buddhism was found that it was a principle, a way of thinking and a way of practice to develop human beings into perfect humanity according to the ideals of Theravada Buddhism. The practice of 5 precepts led to achieve primary ethics, the practice of tenfold wholesome courses of action led to achieve intermediate ethics and the practice of Noble Eightfold Path led to achieving high ethics. These practices caused good behaviors for living together in a peaceful society with the ultimate aim as Nibbāna. History and background of Suwannasangkhajataka in Wat Phrasingh Waramahavihan, Chiang Mai province were found that story-telling paintings of Suwannana Sangkhachatok, Wat Phra Singh Woramahawihan, assumed that it was created by Jek Seng, a Chinese craftsman by using powder painting techniques. This painting had been influenced by western art by applying the styles of Thai and Lanna paintings. The painter brought up the popular literature of the people in that society. Therefore, the political influence, the acceptance of foreign cultures and the flow of culture could be seen here. Analysis of ethics and value in the murals Suwannasangkhajataka of Wat Phrasingh Waramahavihan, Chiang Mai province was found that Suwannasangkhajataka the Buddhist ethics appeared in the murals at all 3 levels. Lanna’s identity in the work could reflect the way of life of people in the past that caused a feeling of conscience and guidelines for the practice of Buddhist ethics, values and the penalty for violation of Buddhist ethics. It built ethical awareness with the development of life according to the Buddhist ethics creating ethical results and attracting the attention in Dhamma along with art work.
หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554