ดุษฎีนิพนธ์
ณ, 218 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม 3) เพื่อบูรณาการการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ �รูปแบบการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ� ผู้วิจัยรวบรวมจากข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ พระไตรปิฎก และข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ อรรถกถา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิทางพุทธศาสนาและสันติศึกษา รวมจำนวน 20 รูป/คน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม เป็นวิธีการสร้างให้สังคมให้้เกิดความสงบ มี 2 แนวคิด คือ 1) การสร้างสันติประชาคมตามทัศนะต่าง ๆ ได้แก่ (1) การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน (2) การไม่ใช้ความรุนแรงในการเรียกร้องสิทธิ และ (3) การเจรจาไกล่เกลี่ย 2) การสร้างสันติประชาคมตามแนวพระพุทธศาสนา ได้แก่ (1) การระงับความขัดแย้งด้วยหลักอธิกรณสมถะ (2) การพัฒนากาย จิต และปัญญาด้วยหลักไตรสิกขา และ (3) การสร้างความเมตตา ความสามัคคีในสังคมด้วยหลักสาราณียธรรมและหลักอปริหานิยธรรม 2. หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม มีหลักธรรม 6 ประการ ได้แก่ หลักไตรสิกขา เป็นหลักพัฒนากาย จิต ปัญญาของตนเอง หลักสาราณียธรรม หลักอปริหานิยธรรม เป็นหลักเชื่อมความเมตตา ความสามัคคีของคนในสังคมเข้าด้วยกัน หลักกัลยาณมิตร หลักโยนิโสมนสิการ และหลักอภัยทาน เป็นหลักที่ใช้ระงับความขัดแย้ง 3. บูรณาการการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ มีการสร้าง 4 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างสันติทางกาย 2) การสร้างสันติทางจิต 3) การสร้างสันติทางปัญญา ทั้ง 3 ข้อนี้สร้างด้วยหลักไตรสิกขา และ 4) การสร้างสันติทางสังคม สร้างจากบุคคลภายในครอบครัว ไปสู่ชุมชน และสังคมโลก มีการสร้าง 2 แนวทาง คือ 1. การสร้างสันติทางสังคมด้วยหลักสาราณียธรรมและหลักอปริหานิยธรรม โดยให้บุคคลทุกสถานภาพทางสังคมมีการปฏิบัติต่อกันด้วยดี 2. การสร้างสันติทางสังคมด้วยหลักไกล่เกลี่ยคนกลางเข้ามาระงับความขัดแย้งในสังคม ประกอบด้วยหลักธรรม 3 ประการคือ 1. หลักกัลยาณมิตร 2. หลักโยนิโสมนสิการ 3. หลักอภัยทาน และ 4. รูปแบบการสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคมแนวพุทธ คือ �CPAP MODEL
ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม 3) เพื่อบูรณาการการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ �รูปแบบการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ� ผู้วิจัยรวบรวมจากข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ พระไตรปิฎก และข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ อรรถกถา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิทางพุทธศาสนาและสันติศึกษา รวมจำนวน 20 รูป/คน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม เป็นวิธีการสร้างให้สังคมให้้เกิดความสงบ มี 2 แนวคิด คือ 1) การสร้างสันติประชาคมตามทัศนะต่าง ๆ ได้แก่ (1) การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน (2) การไม่ใช้ความรุนแรงในการเรียกร้องสิทธิ และ (3) การเจรจาไกล่เกลี่ย 2) การสร้างสันติประชาคมตามแนวพระพุทธศาสนา ได้แก่ (1) การระงับความขัดแย้งด้วยหลักอธิกรณสมถะ (2) การพัฒนากาย จิต และปัญญาด้วยหลักไตรสิกขา และ (3) การสร้างความเมตตา ความสามัคคีในสังคมด้วยหลักสาราณียธรรมและหลักอปริหานิยธรรม 2. หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคม มีหลักธรรม 6 ประการ ได้แก่ หลักไตรสิกขา เป็นหลักพัฒนากาย จิต ปัญญาของตนเอง หลักสาราณียธรรม หลักอปริหานิยธรรม เป็นหลักเชื่อมความเมตตา ความสามัคคีของคนในสังคมเข้าด้วยกัน หลักกัลยาณมิตร หลักโยนิโสมนสิการ และหลักอภัยทาน เป็นหลักที่ใช้ระงับความขัดแย้ง 3. บูรณาการการสร้างสันติประชาคมตามแนวพุทธ มีการสร้าง 4 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างสันติทางกาย 2) การสร้างสันติทางจิต 3) การสร้างสันติทางปัญญา ทั้ง 3 ข้อนี้สร้างด้วยหลักไตรสิกขา และ 4) การสร้างสันติทางสังคม สร้างจากบุคคลภายในครอบครัว ไปสู่ชุมชน และสังคมโลก มีการสร้าง 2 แนวทาง คือ 1. การสร้างสันติทางสังคมด้วยหลักสาราณียธรรมและหลักอปริหานิยธรรม โดยให้บุคคลทุกสถานภาพทางสังคมมีการปฏิบัติต่อกันด้วยดี 2. การสร้างสันติทางสังคมด้วยหลักไกล่เกลี่ยคนกลางเข้ามาระงับความขัดแย้งในสังคม ประกอบด้วยหลักธรรม 3 ประการคือ 1. หลักกัลยาณมิตร 2. หลักโยนิโสมนสิการ 3. หลักอภัยทาน และ 4. รูปแบบการสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการสร้างสันติประชาคมแนวพุทธ คือ �CPAP MODEL
The objectives of this dissertation were as follows: 1) to study the concept of building a peaceful community, 2) to study the Buddhadhamma related to building a peaceful community, 3) to integrate building a peaceful community according to Buddhism, and 4) to propose a guideline and new body of knowledge about building a peaceful community according to Buddhism. The data of this qualitative study were collected from the Tipitaka, other related texts and documents along with in-depth interviews with 20 scholars in Buddhism and Peace Study. The data were analyzed, synthesized and then presented in a descriptive method. The results of the study were found that: 1. There are 2 concepts of community peace building; 1) Community peace building according to various views; (1) Compliance with human rights principles, (2) Non-violence in claiming rights, and (3) Mediation negotiations, and 2) Community peace building according to Buddhism; (1) Conflict suppression with the principles of Adhikara?asamatha, (2) Development of body, mind, and wisdom with Threefold Training, and (3) Building loving-kindness and harmony in society by the principles of S?ra??yadhamma and Aparih?niyadhamma. 2. There are 6 Buddhist principles related to community peace building: The Threefold Training for developing body, mind, and wisdom, S?ra??yadhamma and Aparih?niyadhamma to combine mercy and harmony of people in the society together, and Kalay??amittat?, Yonisomanasikara and Abhayad?na for suppressing conflicts. 3. The integration of building a peaceful community according to Buddhism has 4 steps: 1) Building bodily peace, 2) Building mental peace, and 3) Building wisdom peace by the Threefold Training, and 4) Building social peace starting from individuals within family to community and the world society in 2 ways as follows: 1. Building social peace with S?ra??yadhamma and Aparih?niyadhamma for individuals in every status treat one another with good wishes, and 2. Building social peace by using mediation principles and mediators in social conflicts. This method is based on the principles of: (1) Kalay??amittat?, (2) Yonisomanasik?ra, and (3) Abhayad?na. 4. The guideline and body of knowledge concerning the building a peaceful community according to Buddhism could be concluded in "CPAP MODEL"
วิทยานิพนธ์
ฐ, 171 หน้า ; 30 ซม.
ดุษฎีนิพนธ์
ฒ, 254 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
ดุษฎีนิพนธ์
ณ, 201 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
ดุษฎีนิพนธ์
ด, 290 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฎ, 135 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
The objectives of this thesis were; 1) In order to study the condition teaching Jataka Tales of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 2) to analyze the results of the application of virtues obtained From learning about Jataka Tales to apply in daily life of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 3) to analyze the results of having or without virtue by applying it in accordance with the events in real life events and fables of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province. The study was a qualitative research by non-participant Observation and in-depth interview. The results of the study found that: 1. Education management focus on students as a center for teaching and learning activities.Adhering to the principle all learners are able to learn and develop themselves and learners are the most important. Teaching and learning focuses on the interests of learners. Aim to cultivate and create desirable characteristics for learners by emphasizing morality good values and integrating knowledge in various matters in a balanced manner. Including skills training and process management of handing situations. Application of knowledge by the students have knowledge and experience in various matters. 2. The result of the application of virture from learning about Jataka Tales to apply in daily life of students is as follows. Jataka Tales about Tatira chadok teaches moral, reverence, can be used in daily life by worshiping parents and relatives. Jataka Tales about Ama chadok teaches morality knowing merit. To use in daily life by expressing gratitude to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Mittawintu chadok teaches obedience to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Rachowat chadok teaches moral leader of a harmer can be used in daily life with leaders having to behave as a good model. Jataka Tales about Nuntiwisan chadok teaches moral Piyawaja can be used daily life with sweet and pleasant words, listening and listening to the audience Jataka Tales about Suwanahung chadok virtue of greed can be used in daily life with confidence in what we have. Do not anything more than necessary. 3. The analysis of the results of having no virtue by using it in accordance withthe event with the story of Jataka Tales. Most students share the same opinions as follows. Respect is a good social etiquette. Respect can be used in 3 ways in real life: physical verbal and psychological. Gratitude to parent is a worthy thing to do because it makes life happy. Obedience to the parents is a very noble child and creates fuling. Good leaders must behave in 2 ways: to behave well in both body, word and heart and not being a bully. Each person has different backgrounds,both good and bad. There are many Wealthy and poor people, so they must rely on morality to control the behavior of people. In particular, the right words or speech are an anchor for the mind to make society peaceful. A person who knows the fit is not greedy with 4 aharma practices : Keeping the precepts, using mercy,keep giving merit and pray.
วิทยานิพนธ์
ฐ, 230 หน้า : ภาพประกอบ ; 30 ซม.