Search results

30,051 results in 0.06s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการสร้างสันติสุขตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิ ในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิที่ปรากฏในพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นองค์ ต้นทางแห่งมรรค โดยที่องค์มรรคอีกทั้ง ๗ ข้อ ก็มีคำว่า สัมมา อยู่ข้างหน้าทุกองค์ ๒ และจะเห็นว่า “สัมมา” แปลว่า “ชอบ” หรือ “ถูก” และ “ทิฏฐิ” แปลว่า “ความเห็น” สัมมาทิฏฐินั้นเปรียบประดุจแกนนำ หรือในมุมของปฏิจจสมุปบาท ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำวิถีชีวิตก็จะดำเนินไปในสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) หรือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ การสร้างสันติสุขมี ๒ ปัจจัย ได้แก่ (๑) ปัจจัยภายนอก สำหรับคนสามัญนั้นต้องอาศัยการชี้แนะจากคนดี มีปัญญา มีคุณธรรม ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นมีความเห็นถูกและคล้อยไปตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่ายและจะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธีด้วยตนเองได้ เป็นกัลยาณมิตรโดยแท้มี ๒ ด้าน คือ (๑) คุณสมบัติที่แสดงออกภายนอก คือ คุณสมบัติมิตรที่ดี ๗ ได้แก่ ๑) มิตรมีใจงามชนิดอุปการะ ๒) ทมะ ๓) มิตรมีใจงามชนิดมีใจรัก ๔) สัจจะ ๕) ขันติ ๖) มิตรมีใจงามชนิดร่วมทุกข์ร่วมสุข ๗) มิตรมีใจงามชนิดแนะนำประโยชน์ (๒) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ผลการวิเคราะห์สัมมาทิฏฐในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยนั้น ก่อให้เกิดความเห็นถูก เห็นชอบซึ่งต้องตั้งต้นด้วยความเห็นชอบเสมอ อีกทั้งเพื่อให้มีความสมดุล ในด้านต่างๆเช่น ด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อมจากวัฒนธรรมอื่นที่หลั่งไหลเข้ามาจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการสร้างสันติสุขตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิ ในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิที่ปรากฏในพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นองค์ ต้นทางแห่งมรรค โดยที่องค์มรรคอีกทั้ง ๗ ข้อ ก็มีคำว่า สัมมา อยู่ข้างหน้าทุกองค์ ๒ และจะเห็นว่า “สัมมา” แปลว่า “ชอบ” หรือ “ถูก” และ “ทิฏฐิ” แปลว่า “ความเห็น” สัมมาทิฏฐินั้นเปรียบประดุจแกนนำ หรือในมุมของปฏิจจสมุปบาท ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำวิถีชีวิตก็จะดำเนินไปในสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) หรือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ การสร้างสันติสุขมี ๒ ปัจจัย ได้แก่ (๑) ปัจจัยภายนอก สำหรับคนสามัญนั้นต้องอาศัยการชี้แนะจากคนดี มีปัญญา มีคุณธรรม ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นมีความเห็นถูกและคล้อยไปตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่ายและจะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธีด้วยตนเองได้ เป็นกัลยาณมิตรโดยแท้มี ๒ ด้าน คือ (๑) คุณสมบัติที่แสดงออกภายนอก คือ คุณสมบัติมิตรที่ดี ๗ ได้แก่ ๑) มิตรมีใจงามชนิดอุปการะ ๒) ทมะ ๓) มิตรมีใจงามชนิดมีใจรัก ๔) สัจจะ ๕) ขันติ ๖) มิตรมีใจงามชนิดร่วมทุกข์ร่วมสุข ๗) มิตรมีใจงามชนิดแนะนำประโยชน์ (๒) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ผลการวิเคราะห์สัมมาทิฏฐในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยนั้น ก่อให้เกิดความเห็นถูก เห็นชอบซึ่งต้องตั้งต้นด้วยความเห็นชอบเสมอ อีกทั้งเพื่อให้มีความสมดุล ในด้านต่างๆเช่น ด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อมจากวัฒนธรรมอื่นที่หลั่งไหลเข้ามาจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
This thesis serves the purposes: 1) to study Right Understanding in Theravada Buddhist philosophy, 2) to study creating peace in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to analyze right understanding to create peace of Thai’s society in Theravada Buddhist Philosophy. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. The results of the research were found that: The righteous thoughts are the first element of the eight paths of the path. By the 7 other paragraphs, the word is right in front of all 2, and see that “right” means “right” or “right” and “point” means “opinion”. There are two levels of peace building: (1) external factors For ordinary people, it requires the guidance of the good, the wise, the virtuous, the help, the instruction, the instruction to others, the right opinion, and follow the instructions to induce the smart and easy to practice to be able to use the right thinking. The analysis of the expected results when applied Sammathit to create peace in Thai society. It is for the opinion to be approved, which must always be initiated with approval. Also to be balanced. In such areas as education, social and environmental, to be ready to accommodate the rapid and widespread change in education, society, environment, from other cultures flowing from the outside world as well.
หนังสือ

    การศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จำนวนทั้งสิ้น 25 ราย คัดเลือกผู้ที่อาศัยในพื้นที่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า : การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เกิดจากสภาพวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตและปัจจุบัน ประกอบด้วยด้านครอบครัว ด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านการปกครอง ด้านศาสนาและวัฒนธรรม และด้านเทคโนโลยี และมีสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชน ประกอบด้วยสาเหตุภายใน ได้แก่ สาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ความต้องการทางด้านวัตถุ การยอมรับประเพณีและวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามาในชุมชน สาเหตุจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เมื่อรับวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงแปลงไปด้วย และสาเหตุจากความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ส่วนสาเหตุภายนอก ได้แก่ เกิดจากสาเหตุด้านการพัฒนาของภาครัฐ และสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จำนวนทั้งสิ้น 25 ราย คัดเลือกผู้ที่อาศัยในพื้นที่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า : การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เกิดจากสภาพวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตและปัจจุบัน ประกอบด้วยด้านครอบครัว ด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านการปกครอง ด้านศาสนาและวัฒนธรรม และด้านเทคโนโลยี และมีสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชน ประกอบด้วยสาเหตุภายใน ได้แก่ สาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ความต้องการทางด้านวัตถุ การยอมรับประเพณีและวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามาในชุมชน สาเหตุจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เมื่อรับวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงแปลงไปด้วย และสาเหตุจากความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ส่วนสาเหตุภายนอก ได้แก่ เกิดจากสาเหตุด้านการพัฒนาของภาครัฐ และสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
This is the study of the lifestyle and change of the Karen community in Phra Bath Huai Tom village, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province. This study aimed to study the lifestyle and changes of the Karen community in Phra Bath Huai Tom village, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province. The sample in this study was the 25 people who lived in Ban Phra Bath Huai Tom Karen community, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province. All of the participant must have lived in the area for at least 30 years. The research designed qualitatively in order to investigate the phenomena of the lifestyle changes of the Karen community in Ban Phra Bath Huai Tom, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province. Interviewing was the tool for data collection. The research finds that : Lifestyle changes of the Karen community Ban Phra Bath Huai Tom, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province are, most of data analysis presented comparing, a result of the past and present community lifestyle which was consisting of family, career, education, administration, religion and culture, and technology. Those are reasons why the cause changes in lifestyle in the community. The changes were consisting of internal causes because of the increasing of their population, the materialism trend, and the accepting of new traditions and cultures. That is the main reason why their lifestyle was changing. When Karen people received external culture, this makes the way of life changing as well as beliefs, traditions and culture. The external cause is affected by the development of local and centered government which changed their lifestyle of Karen community in Ban Phra Bath Huai Tom community, Na Sai Sub-district, Li District, Lamphun Province.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อทั่วไป 2)เพื่อศึกษาหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท เพื่อประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อทั่วไป คือ ความเชื่อทางธรรมชาติ เทพเทวา วิญาณ คำสอนทางศาสนา ไสยศาสตร์ ลักษณะความเชื่อเกิดจากความสงสัย ความกลัว การสืบทอดอำนาจ และหวังโชคลาภสักการะ ความเชื่อสังคมไทยปัจจุบัน เชื่อในประเพณี วัฒนธรรม และโลกโซเซียล กาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท คือหลักธรรมคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จักใช้เหตุผลและปัญญา ก่อนตัดสินปลงใจเชื่อ มี 10 ประการ คือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าได้ฟังตามกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าถือปฏิบัติสืบทอดกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าเป็นข่าวลือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่ามาจากตำราหรือคัมภีร์ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักตรรกะ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักอนุมาน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรึกตรองเอาตามอาการที่ปรากฏ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสิ่งนั้นเข้ากันได้กับความคิดเห็นหรือทฤษฎีของตน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าผู้พูดดูน่าเชื่อถือ และอย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสมณะผู้นี้เป็นครูเรา คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 1) การใช้ปัญญามากกว่าศรัทธา คือ ความเชื่อศรัทธาแบบดั่งเดิมปฏิบัติกันมา จนชินกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรม และแบบแผน อาจเป็นความเชื่อที่งมงาย กาลามสูตรเน้นสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินความถูกต้องเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 2) การปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คือ การศึกษาเรียนรู้ เป็นเพียงอวิชชา ไม่อาจรู้จริง กาลามสูตรสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 3) การพึงพาตนเองมากกว่าพึงคนอื่น คือ การอาศัยสิ่งอื่นที่คิดว่าดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์ เช่น เชื่อในเทพเจ้าสูงสุด ผีเรือน ผีบ้าน พระภูมิ กาลามสูตรจึงสอนให้พึงตนเองโดยการปฏิบัติตนเองจนให้รู้แจ้งเห็นจริง 4) การเชื่อในกฎแห่งกรรมมากกว่าพิธีกรรม คือ การเชื่อเรื่องเทพเทวา ไสยศาสตร์ อำนาจลึกลับ จนกลายเป็นพิธีกรรม กาลามสูตรจึงสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม คือ การกระทำ ทางกาย วาจาและใจ เชื่อว่าผลของกรรม เชื่อว่ากรรมที่บุคคลกระทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมก่อให้เกิดผลตามสมควรแก่เหตุเสมอ และเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน และ5) การใช้ปัญญามากกว่าเชื่อโลก Social Network การส่งและรับสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ ทำให้มีการเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง จนกลายเป็นสังคมฐานความเชื่อ กาลามสูตรสอนให้ใช้เหตุผลก่อน โดยใช้ปัญญาตรวจสอบค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบให้แน่ชัด โดยไม่ควรเชื่อปราศจากข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้น หลักกาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ ถ้าทำได้อย่างนี้ ถือว่าสมกับเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เพียงไร
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อทั่วไป 2)เพื่อศึกษาหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท เพื่อประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อทั่วไป คือ ความเชื่อทางธรรมชาติ เทพเทวา วิญาณ คำสอนทางศาสนา ไสยศาสตร์ ลักษณะความเชื่อเกิดจากความสงสัย ความกลัว การสืบทอดอำนาจ และหวังโชคลาภสักการะ ความเชื่อสังคมไทยปัจจุบัน เชื่อในประเพณี วัฒนธรรม และโลกโซเซียล กาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท คือหลักธรรมคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จักใช้เหตุผลและปัญญา ก่อนตัดสินปลงใจเชื่อ มี 10 ประการ คือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าได้ฟังตามกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าถือปฏิบัติสืบทอดกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าเป็นข่าวลือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่ามาจากตำราหรือคัมภีร์ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักตรรกะ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักอนุมาน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรึกตรองเอาตามอาการที่ปรากฏ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสิ่งนั้นเข้ากันได้กับความคิดเห็นหรือทฤษฎีของตน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าผู้พูดดูน่าเชื่อถือ และอย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสมณะผู้นี้เป็นครูเรา คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 1) การใช้ปัญญามากกว่าศรัทธา คือ ความเชื่อศรัทธาแบบดั่งเดิมปฏิบัติกันมา จนชินกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรม และแบบแผน อาจเป็นความเชื่อที่งมงาย กาลามสูตรเน้นสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินความถูกต้องเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 2) การปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คือ การศึกษาเรียนรู้ เป็นเพียงอวิชชา ไม่อาจรู้จริง กาลามสูตรสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 3) การพึงพาตนเองมากกว่าพึงคนอื่น คือ การอาศัยสิ่งอื่นที่คิดว่าดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์ เช่น เชื่อในเทพเจ้าสูงสุด ผีเรือน ผีบ้าน พระภูมิ กาลามสูตรจึงสอนให้พึงตนเองโดยการปฏิบัติตนเองจนให้รู้แจ้งเห็นจริง 4) การเชื่อในกฎแห่งกรรมมากกว่าพิธีกรรม คือ การเชื่อเรื่องเทพเทวา ไสยศาสตร์ อำนาจลึกลับ จนกลายเป็นพิธีกรรม กาลามสูตรจึงสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม คือ การกระทำ ทางกาย วาจาและใจ เชื่อว่าผลของกรรม เชื่อว่ากรรมที่บุคคลกระทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมก่อให้เกิดผลตามสมควรแก่เหตุเสมอ และเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน และ5) การใช้ปัญญามากกว่าเชื่อโลก Social Network การส่งและรับสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ ทำให้มีการเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง จนกลายเป็นสังคมฐานความเชื่อ กาลามสูตรสอนให้ใช้เหตุผลก่อน โดยใช้ปัญญาตรวจสอบค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบให้แน่ชัด โดยไม่ควรเชื่อปราศจากข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้น หลักกาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ ถ้าทำได้อย่างนี้ ถือว่าสมกับเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เพียงไร
The thesis served the purposes: 1) to study beliefs in general, 2) to pursue the rule of beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy, 3) to analyze values of the rule of beliefs in it for applying in the current Thai society. Results of the research have found the following findings: Beliefs in general embrace those in natural phenomena, gods and deities, souls, religious teachings, and superstitions; such beliefs arise out of doubts, frights, transmission of powers, hopes of pitfalls and free offerings, conditions of current Thai societies, traditions, cultures, and social media. The case in point for dealing with beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy refers to the Buddha’s own teachings; he intentionally teaches his disciples how to contemplate using their logical solutions and wisdom prior to making their decisions on firm beliefs. The rule of beliefs in Kalama Sutta is comprised of ten headings that: “Do not be led by 1) reports, 2) traditions, 3) hearsays, 4) the authority of the texts, 5) mere logics, 6) inference, 7) appearance, 8) responding to their own ideas and theories, 9) reliability, 10) the idea of being one’s own teachers. The values of beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy have been found that: 1) The use of ones’ faiths rather than wisdom, i.e. individuals cling to their original faiths from one generation to another until they are accustomed to such faiths to the greatest extent that their faiths become their traditions, cultures, and formats, which in fact their original faiths may be blind ones. That is why Kalama Sutta puts the emphasis on teaching Buddhists to use their wisdom to judge advantages or disadvantages prior to making decisions on their firm beliefs. 2) The use of practices rather than theories, i.e. learning is merely ignorant, learners may superficially know. Hence, it teaches practices to realize the facts prior to jumping into firm beliefs. 3) Reliance on oneself rather than others, i.e. they solely depend on what they think that other things are destined to bring about bliss and suffering to them, e.g. they believe in supreme gods, household spirits, village spirits, and premises guardian spirits. Thus, it teaches individuals to rely on themselves by practices so much so that they have realized what they really are. 4) Beliefs in law of karma rather than rites and ceremonies, i.e., they firmly believe in gods and deities, superstitions, mysterious powers so much that the latter have become their rites and ceremonies. As a result, it teaches individuals to believe in past karmas (actions), i.e. physical, verbal and mental actions; either good or bad ones they have done will always yield results conducive to the causes. In addition, individuals have to believe that they have karma of their own. 5) The use of wisdom rather than social networks, that is, messages between senders and receivers that are sent and received through social networks prompt both positive and negative understandings that the messages have become the belief-based society. As a consequence, it teaches individuals to find out reasons beforehand by using their wisdom to check data and surf them to gain correct answers, not merely believing all the information with fake data. Therefore, the whole rule of beliefs in Kalamasutta is instrumental in taking messages into proper consideration before making one’s own decisions on believing them. In having done so, it is suitable for individuals to be regarded as ‘Buddhists’. In other words, they must not believe any message without a reliable reason prior to taking the message into proper consideration whether or not it ought to believe and how it ought to do.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาหลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาพละ ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน ๓) เพื่อเปรียบเทียบหลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับมหายาน ผลการวิจัยพบว่า หลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ หลักธรรมที่เป็นกำลัง เป็นหลักธรรมเป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง (อภิญญาเทสิตธรรม) เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องวัดความพร้อมและบ่งชี้ความก้าวหน้าของบุคคลในการปฏิบัติธรรม ประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นอกจากนี้ยังเป็นหลักธรรมคอยเกื้อหนุนหลักธรรมอื่น เช่น สติปัฎฐาน ๔ สัมปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ อริยมรรคมีองค์ ๘ หลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน คือ หลักธรรมที่เป็นกำลังมุ่งเพื่อเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นหลักธรรมที่เกื้อหนุนที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ หรือความสูงสุดในธรรมะพระโพธิสัตว์บำเพ็ญ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยหลักมหาปัญญา มหากรุณา และมหาอุบาย และมีปรากฏในการบำเพ็ญบารมี และการบำเพ็ญพระโพธิสัตว์ หลักธรรมส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ประเภทการบำเพ็ญบารมีจึงเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ทุกข์ยากให้รอดพ้นจากความทุกข์นานาประการ การเปรียบเทียบพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับมหายาน พบว่า ความหมายของพละ ๕ เหมือนกัน ประเภทของพละ ๕ ในการปฏิบัติพุทธปรัชญา มี ๕ ประการ ประกอบด้วย สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ส่วนมหายาน มุ่งปฏิบัติเพียง ๒ สองอย่าง ปัญญากับวิริยะ จุดมุ่งหมายเพื่อการหลุดพ้นเหมือนกัน แต่การปฏิบัติแตกต่างกัน คือ พุทธปรัชญามุ่งการหลุดพ้นและการนำเวไนยสัตว์สู่จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน พละ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน พยายามเอาเหตุผลเข้าจับพุทธพจน์ แล้วเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีบางประการ ตัดบ้าง เติมบ้าง สุดแล้วแต่เห็นควรไม่เคร่งครัดในวินัยนัก เกี่ยวกับองค์พระพุทธเจ้าจุดหมายหลักธรรมที่เป็นกำลังในการบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ เพื่อให้ได้ความเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนจึงเข้าสู่พระนิพาน
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาหลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาพละ ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน ๓) เพื่อเปรียบเทียบหลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับมหายาน ผลการวิจัยพบว่า หลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ หลักธรรมที่เป็นกำลัง เป็นหลักธรรมเป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง (อภิญญาเทสิตธรรม) เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องวัดความพร้อมและบ่งชี้ความก้าวหน้าของบุคคลในการปฏิบัติธรรม ประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นอกจากนี้ยังเป็นหลักธรรมคอยเกื้อหนุนหลักธรรมอื่น เช่น สติปัฎฐาน ๔ สัมปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ อริยมรรคมีองค์ ๘ หลักพละ ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน คือ หลักธรรมที่เป็นกำลังมุ่งเพื่อเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นหลักธรรมที่เกื้อหนุนที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ หรือความสูงสุดในธรรมะพระโพธิสัตว์บำเพ็ญ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยหลักมหาปัญญา มหากรุณา และมหาอุบาย และมีปรากฏในการบำเพ็ญบารมี และการบำเพ็ญพระโพธิสัตว์ หลักธรรมส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ประเภทการบำเพ็ญบารมีจึงเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ทุกข์ยากให้รอดพ้นจากความทุกข์นานาประการ การเปรียบเทียบพละ ๕ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับมหายาน พบว่า ความหมายของพละ ๕ เหมือนกัน ประเภทของพละ ๕ ในการปฏิบัติพุทธปรัชญา มี ๕ ประการ ประกอบด้วย สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ส่วนมหายาน มุ่งปฏิบัติเพียง ๒ สองอย่าง ปัญญากับวิริยะ จุดมุ่งหมายเพื่อการหลุดพ้นเหมือนกัน แต่การปฏิบัติแตกต่างกัน คือ พุทธปรัชญามุ่งการหลุดพ้นและการนำเวไนยสัตว์สู่จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน พละ๕ ในพุทธปรัชญามหายาน พยายามเอาเหตุผลเข้าจับพุทธพจน์ แล้วเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีบางประการ ตัดบ้าง เติมบ้าง สุดแล้วแต่เห็นควรไม่เคร่งครัดในวินัยนัก เกี่ยวกับองค์พระพุทธเจ้าจุดหมายหลักธรรมที่เป็นกำลังในการบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ เพื่อให้ได้ความเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนจึงเข้าสู่พระนิพาน
The purposes of the thesis were: 1) to study the teaching on five powers (Bala) in Theravada Buddhist philosophies, 2) to pursue the teaching on five powers (Bala) in Mahayana Buddhist philosophies, 3) to compare both teachings on five powers in Theravada and Mahayana Buddhist philosophies. Results of the research have found the following findings : The teaching on five powers (Bala) in Theravada Buddhist philosophies deals with strengthening powers conducive to supreme knowledge regarded as the superb, awakening, purifying, investigating, and observing powers for liberating oneself from defilements. The case in point of five powers is the indicator and pointer on being a Noble One’s states and those on their readiness and progress of observing five powers - confidence (Saddha), energy (Viriya), mindfulness (Sati), concentration (Samadhi), and wisdom (Panya). In addition, the observance of five powers is also treated as the stepping stone to observing other types of dharma like fourfold foundations of mindfulness (Satipatthana), foufold efforts (Padhana), fourfold bases of success (Iddhipada), fivefold faculties (Indriya) and noble eightfold paths (Ariyamagga). The teaching on five powers in Mahayana Buddhist philosophies deals with the teaching leading to enlightenment. It supports Bodhisatvas’ observance or the summit of their practice towards Buddhahood, which comprises the teaching on : great wisdom (Mahapanya), great loving-kindness (Mahakaruna) and great policy (Maha-upaya), and appears in undertaking Bodhisatvas’ perfection (Parami) and observance. Its main teaching is comprised of morality (Bila), concentration (Samadhi) and wisdom (Panya). Rigidly, Bodhisatvas’ observance puts the emphasis on assisting others in distress in order to make them survive from hardship of countless concerns. Their unique observance in Mahayana Buddhist philosophies initially lies in their absolute decisions on the great four accomplishments, that is, (1) eradicating all defilements, (2) paying utmost attention to studying the entire dharma, (3) assisting all beings, and (4) training oneself to achieve enlightenment. The comparative results of teachings on five powers in Theravada and Mahayana Buddhist philosophies have proven similar. Such teachings in both philosophies are placed as the fundamental base for the rule of mental practice towards direct liberation. Five powers in Theravada Buddhist philosophies are : (1) confidence, faith; (2) energy, endeavour; 3) mindfulness, consciousness; 4) concentration, firm intention; (5) wisdom, thorough knowledge. Five powers in Mahayana Buddhist philosophies refer to the teaching that supports Bodhisatvas’ observance or makes contribution to anyone wishing to become a Buddha, to attain enlightenment, that is, the insight of four noble truths – sufferings, causes of suffering, cessation of sufferings, and ways leading to cessation of sufferings. Five powers are counted as powerful device to be considerably used in Buddhism but they refer to the excellence in one’s observance of dharma in one step. Additionally, the meaning of five powers embraces the most excellence in practice of dharma in Buddhism, that is, the extinction of defilements. Mahayana Buddhism’s teaching characterizes five powers in term of undertaking perfection (Parami) to a lesser extent, for its only objective is liberation to lead all beings to the highest goal, that is, Nirvana. On a contrary, five powers in Theravada Buddhist philosophies prefer conservative, strict traditions more than Mahayana Buddhist ones, of which the latter’s philosophy tries to interpret the Buddha’s teachings by logical reasoning and change some customs and traditions by doing away with some teachings and adding other ones as deemed appropriate. In other words, Mahayana Buddhist philosophies are not strict with codes of conduct as stipulated by the Buddha.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท, ๒) เพื่อศึกษาความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การประทุษร้ายทางร่างกาย วาจา และทางจิตใจ ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่นทีมีผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ความรุนแรงระดับเบา ระดับกลาง และระดับหนัก ส่วนสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากต้นตอหรือรากเหง้าของกิเลสที่เรียกว่า อกุศลมูล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน หลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า หลักสาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกันหลักการอยู่ร่วมกันเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท, ๒) เพื่อศึกษาความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การประทุษร้ายทางร่างกาย วาจา และทางจิตใจ ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่นทีมีผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ความรุนแรงระดับเบา ระดับกลาง และระดับหนัก ส่วนสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากต้นตอหรือรากเหง้าของกิเลสที่เรียกว่า อกุศลมูล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน หลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า หลักสาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกันหลักการอยู่ร่วมกันเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
This thesis serves the purposes: 1) to study the states of conciliation in Theravada Buddhist philosophy, 2) to study violence in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to study the states of conciliation for alleviate violence in Theravada Buddhist philosophy. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. The results of the research were found that: Fairness refers to fairness as a cause for commendation. Make love Make a respect is for the welfare for no strife to unity for the same integrity. Violence in Theravada Buddhist philosophy refers to physical, verbal, and psychological harms both to oneself and to others as a result of suffering. There are three levels of violence: lighter intensity Intermediate and heavy. The cause of the violence is caused by the origin or the root of the passion, which is called sensuality, i.e., sensuality, anger, rationality that causes suffering. The main principle of sustenance to reduce violence in Theravada Buddhist philosophy is that the principle of the states of conciliation 6 is the place of remembrance. Dhamma is a remembrance of the principle of coexistence for the welfare. Harmony is for brawling for unity.