Search results

126 results in 0.06s

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to study and compare good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province,classified with different gender, age and occupation; and 3) to suggest good management in local affairs guidelines for community participation in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province.The research instruments were questionnaires. The sample group consisted of 148 community committees in Raikhing Municipality. Samples were randomly selected using Probability Sampling and replacement label for data collection.The usedstatistics were basic statistics such as frequency, percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.) and inference statistics or reference, includingT-test, one-way variance test, F-test (One-Way ANOVA). If a significant differencewas found, test with the difference of the average value in pairs was used by the Scheffé method, and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) The good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, in summary of all three aspects was at a high level. When considering each aspect by sorting the average from descending to the highest, the average value was the aspect of Information and the aspect of hearing opinions, followed by the aspect of planning and co-operation, and the least average aspect was the aspect of evaluation. 2) People with different gender, age and occupation had opinions on good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, with over all no difference. 3) Suggestions for good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : the municipality should hold a meeting to clarify the budget spending each year to the community committee; the municipality should allow the community committee to participate in the recognition of the budget more clearly ; and the municipality should allow the community committee to participate in the examination and evaluation of the work of the municipality more.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนประชากรทั้งหมด 13,286 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการเกิดขยะมูลฝอย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ ส่วน ด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอ ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชน ที่มี อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ ได้แก่ ภาครัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมายเห็นความสำคัญของการแยกประเภทขยะก่อนนำไปทิ้ง ภาครัฐควรจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการลดการเกิดขยะมูลฝอย จัดทำโครงการหรือประสานให้มีการดำเนินโครงการที่เน้นการลดและใช้ประโยชน์ขยะชุมชน จัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการคัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภท ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนประชากรทั้งหมด 13,286 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการเกิดขยะมูลฝอย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ ส่วน ด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอ ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชน ที่มี อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ ได้แก่ ภาครัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมายเห็นความสำคัญของการแยกประเภทขยะก่อนนำไปทิ้ง ภาครัฐควรจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการลดการเกิดขยะมูลฝอย จัดทำโครงการหรือประสานให้มีการดำเนินโครงการที่เน้นการลดและใช้ประโยชน์ขยะชุมชน จัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการคัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภท ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) To study the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province in terms of sexes, ages, degrees of education, occupations and monthly incomes as differently. 3) To study the suggestion were concerned with promotion on the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province. The population were people in in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province, totally 13,286 persons, sample size according to the table of R.V. Krejci and D.W.Morgan, got the sample at the number of 372 persons. The instrument for data collection was questionnaire both closed and open-end questions. Data analysis by package computer program, The statistics were used as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, F-test and LSD method. The results reveal that: 1) The management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province by overviews are at high level, when consider in each aspects from more to less find that the aspect of garbage reduce is the highest mean and follow up the aspect of reuse and the aspect of recycle is the lowest mean, respectively. 2) The comparative results of management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province in term of age find that there are different as statistical significance at .001, in term of degree of education find that there are different as statistical significance at .05, in term of sex, occupation and monthly income found that there were not different as statistical significance at .05. 3) The suggestion are concerned with promotion on management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province find that there should have campaign on garbage separation before throwing, to have training for more awareness in reduction of garbage, to have project for making a reduction and using of garbage in community in each types of garbage at home, school, and office for insert on the process of recycle
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำแนกตาม เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของพนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 233 คนใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample Random Sampling)ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน)โดยรวม อยู่ในระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคุ้มครองความปลอดภัย รองลงมา ด้านกฎระเบียบ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2) พนักงานที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) พนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ทำงานในส่วนที่มีฝุ่นละอองในอากาศมากควรใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควันในโรงงาน และควรดูแลเรื่องกลิ่นของสารเคมีควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทเรื่องความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างรัดกุม
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำแนกตาม เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของพนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 233 คนใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample Random Sampling)ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน)โดยรวม อยู่ในระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคุ้มครองความปลอดภัย รองลงมา ด้านกฎระเบียบ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2) พนักงานที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) พนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ทำงานในส่วนที่มีฝุ่นละอองในอากาศมากควรใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควันในโรงงาน และควรดูแลเรื่องกลิ่นของสารเคมีควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทเรื่องความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างรัดกุม
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) To study the opinions of employees on the effectiveness of safety performance, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited; 2) to compare the opinions of employees on the efficiency of the safety system, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited, classified by gender, age and work experience; and 3) to suggest guidelines for the safety of company employees of Thai Nam Plastic Public Company Limited. The used tools in the research were questionnaires. The sample consisted of 233 employees of Thai Nam Plastics Public Company Limited. A Sample Random Sampling was used to collect data. The descriptive statistics were used such as frequency, percentage, average ( ), standard deviation (SD) and inference statistics or reference, such as t-test, one-way variance test, F-test. (One-Way ANOVA). If a significant difference was found, test in the difference of the average value in pairs was used by the Scheffé method and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) Workers of Thainam Plastic Public Company Limited had opinions on the efficiency of the safety system, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited, being overall at a high level. The highest mean was In the aspect of safety protection, followed by the aspect of regulations, and the lowest mean was the aspect of working environment. 2) Workers of Thai Nam Plastic Public Company Limited with different gender, age and work experience had no different opinions about the effectiveness of the safety system. And occupational health of the company Thainam Plastic Public Company Limited, both in total aspects and each aspect. 3) Workers of Thai Nam Plastic Public Company Limited had suggested guidelines for occupational safety and health as follows: there should install air purifiers in the work area in the area where there was a lot of dust in the air; there should wear a dust mask in the factory; and should care about the smell of chemicals; and there should follow the rules of the company on safety and occupational health.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลางอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมคุณภาพให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ทั้งหมด 360 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้บริการอย่างทันเวลา ให้บริการมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประชาชน ที่มีเพศต่างกัน ได้รับคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีอาชีพต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ เจ้าหน้าที่ควรมีการจัดลำดับก่อนหลังในการให้บริการ ควรให้บริการทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ค่อยช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการมีความกระตือรือร้นและตั้งใจในการบริการ เจ้าหน้าที่ควรให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการติดต่อขอใช้บริการ และควรแจ้งระยะเวลาในการให้บริการจัดรูปแบบของการบริการต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจง่าย แจ้งข้อมูลต่าง ๆ มีการปรับปรุงระบบอยู่เสมอและทันสมัยช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลางอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมคุณภาพให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ทั้งหมด 360 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้บริการอย่างทันเวลา ให้บริการมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประชาชน ที่มีเพศต่างกัน ได้รับคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีอาชีพต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ เจ้าหน้าที่ควรมีการจัดลำดับก่อนหลังในการให้บริการ ควรให้บริการทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ค่อยช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการมีความกระตือรือร้นและตั้งใจในการบริการ เจ้าหน้าที่ควรให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการติดต่อขอใช้บริการ และควรแจ้งระยะเวลาในการให้บริการจัดรูปแบบของการบริการต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจง่าย แจ้งข้อมูลต่าง ๆ มีการปรับปรุงระบบอยู่เสมอและทันสมัยช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น
The objectives of this thematic paper were as follows : 1) To study The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province. in terms of sexes, ages, degrees of education, occupations and monthly incomes as differently. 3) To study the suggestion to promote The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province.The population were composed of people in Changklang sub district administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat provincetotally 360 persons sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, got the sample at the number of 186 persons, the instrument for this research was questionnaire both closed and open ended question. Data analysis by package computer program The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, F-test and LSD method. The results reveal that 1) The quality of service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province by overviews in five aspects are at high level, while consider in each aspects from more to less find that the aspect of equal service is the highest mean and follow up the aspect of ample service and the aspect of adequate service is lowest mean respectively. 2) The result ofquality for service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province by all are not different, in terms of sexes, ages and occupations reveal that there are different asstatistical significance at .05, and monthly incomesfind that there are different as statistical significance at .05 3) The suggestion to promote in quality of service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat provincefind that there should keep queue for service providing, there should service as adequate and taking care of recipient as enthusiasm and give easy for all form of service, public information throughout reduction of process.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
The objectives of this thesis were as follows: 1) to study the beliefs affecting an environment, 2) to study the principles of beliefs according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to propose the way of beliefs that affect the environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy. 443 samples were used in the study. The data were analyzed by descriptive method and multiple regression statistics. The results of research were found that: 1)The beliefs according to the concept of Mahidol University’s personnel to the environment could be divided into 4 categories; (1) the belief in making merit about releasing animal life has the average value in the middle level, (2) the belief in traditions has the average value at the middle level, (3) the belief in talismans has the average value in the low level, and (4) the belief in hunting and consuming wildlife meat has the average in the least level. 2)The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 1 level including beliefs in hunting and consuming wild life meat. The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 2 levels including beliefs in both hunting and consuming wildlife meat and talismans. 3)The belief that affects the environment of the Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy is ranging from medium to low. And it affects both the natural environment and manmade environment. The opinions in the open-ended questionnaire revealed that releasing animals was to gain merit but environment impacts and natural balance should be considered for the released animals. These beliefs are correspondent with susceptible faith in Theravada Buddhist philosophy.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
This thesis has the following objectives : 1) to study the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy of local government organization employees In Pluak Daeng District, Rayong Province, 2) to compare the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy In Pluak Daeng District of Rayong Province of employees with different gender, age, educational level and work experiences, and 3) to propose guidelines for working under the concept of sufficiency economy philosophy of employees in local government organizations In Pluak Daeng District, Rayong Province. The data were collected by questionnaire from 253 samples determined the sample size by using the formula of "Taro Yamane" Convenience Random Sampling and by in-depth interviews with 5 key informant. The research tools were questionnaires and interview forms. The statistics used in this research are descriptive statistics; frequency, percentage, mean (x ̅) standard deviation (S.D.) and inferential statistics including t-test and variance test (f-test) or (One – Way ANOVA). If there are significant statistical differences, the methods of LSD (Least Significant Difference) will be used. The research findings revealed that: 1) The work performance under the concept of sufficiency economy philosophy in 5 areas is at a high level in total. When arranged in 3 sequences from the highest to the least, it starts with moderation in the work, followed by morality and ethics in work performance, and reason in the work performance respectively. 2) In research hypothesis testing, employees with different genders, ages and work experiences have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy indifferently. The employees with different educational levels have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy differently with a significantly statistical figure at 0.05 3) Based on interviews with key informants, working under the concept of sufficiency economy philosophy is essential and practical based on moderation, saving, not being extravagant, discreet, making decisions with reason, planning, and applying knowledge in work to strengthen and immunize oneself. In addition, it is a preparation to confront with risks and problems to be happened. Knowledge is a key factor in work operation. Therefore, employees should keep learning, exchanging experiences with each other, and should have morality, ethics, honesty, transparency, and abide by Dhamma in living a life and work.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
The objectives of this thesis were: 1) to study personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2, 2) to study teachers’ commitments in schools under Primary Educational Service Area Office 2, and 3) to study of personnel management affecting the teachers’ commitments in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2. The data were collected from 280 samples in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 by questionnaire, and then analyzed by frequency, percentage, Average, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that: 1. The personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level overall. The highest level was on providing counseling and solving work problems for teachers and personnel in schools, followed by teacher and personnel development to perform duty effectively, promotion of morale for teachers and personnel, and qualified personnel recruitment respectively. 2. The commitment of teachers in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level totally. The highest level was on work commitment, and the least level was on organization commitment. 3. Personnel management affecting teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found that the arrangement of personnel suitable for their responsibilities (X2) and providing counseling and problem-solving for teachers and personnel in schools (X5) affected the binding of teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the .01 level. As for the development of teachers and personnel in schools to be able to perform duty effectively (X3) affected teachers’ engagement in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the level of .05 The relationship can be written in the form of raw scores forecasting equations and standard scores as follows: "Y" ̂=.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
หนังสือ

    View TOC
TOC:
  • ความท้าทายใหม่ในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลง
  • ในรอยต่อของยุคเปลี่ยนผ่าน
  • จุดประกายทางความคิด พลิกฟื้นยุคดิจิทัล
  • สร้างเหตุปัจจัย นำไปฟื้นวัด
หนังสือ

    View TOC
TOC:
  • ก่อร่างสร้างวัด จัดการบวชเรียน
  • ตรวจตราผลลัพธ์ บวชพระให้ถึงธรรม?
  • เจาะลึกกรณีศึกษา : ไตรสิกขาเปลี่ยนชีวิต
  • เปิดหลักสูตร : เรียนรู้อย่างบูรณาการ รอบด้าน ทุกมิติ
  • กระบวนการเรียนการสอนจากห้องเรียน สู่สังฆะ
  • ถอดบทเรียนรู้ : ปัจจัยสู่การบวชพระให้ถึงธรรม
  • บทสรุป : เก็บบทเรียน เป็นเทียนนำทาง