Search results

3,779 results in 0.04s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาธิในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง การรู้ในองค์ประกอบที่สำคัญเป็นกำลังที่ทำให้จิตรู้แจ้งทำลายอาสวะให้สิ้น คือสัมมาสมาธิ หมวดธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญย่อมมีการทำสมาธิเป็นหลักเช่น ไตรสิกขา อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8 ที่สำคัญคืออริยสัจสี่ ความจริงแท้สูงสุดที่มนุษย์ต้องรู้และปฏิบัติตามให้ได้เพื่อความสงบสุขที่แท้จริง 2) สถาบันพลังจิตตานุภาพก่อตั้งโดย พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) อายุ 15 ปีท่านได้บวชเป็นชีปะขาวและท่านได้เดินธุดงค์กับพระอาจารย์กงมาต่อมาได้ไปศึกษาสมาธิกรรมฐานกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์พระกรรมฐานใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีจนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการสอนสมาธิเพราะคำปรารภของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจึงได้เขียนตำราเป็นหนังสือหลักสูตรครูสมาธิใช้เวลาในการเขียนเป็นเวลา 5 ปีจึงสำเร็จเป็นการพัฒนาจิตพัฒนาปัญญาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นหลักสูตรครูสมาธิที่สอนสมาธิให้กับประชาชน ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) ในแต่ละหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 เทอม ๆ ละ 40 วันเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ผลการเรียนหลักสูตรครูสมาธิพบว่า ทำให้เกิดความสงบแก่จิตใจ ทำให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวทำให้เกิดความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจทำให้เกิดความสงบในสังคม 3) วิเคราะห์คุณค่าของการสอนสมาธิกรรมฐานตามแนวทางของสถาบันพลังจิตตานุภาพ พบว่า มีคุณค่าทางด้านผู้นำ คุณค่าด้านความสามัคคี คุณค่าด้านพัฒนาด้านจิตใจ และคุณค่าด้านพัฒนาตนเองจึงนับได้ว่าสมาธิกรรมฐานตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพนั้นมีคุณค่าอย่างแพร่หลายทั้งนี้ยังมีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติกว่าแสนคนได้เปิดสาขาเป็นศูนย์สมาธิ 180 สาขาทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ต่างประเทศอีก 9 สาขาเป็นเวลา 20 ปี
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาธิในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง การรู้ในองค์ประกอบที่สำคัญเป็นกำลังที่ทำให้จิตรู้แจ้งทำลายอาสวะให้สิ้น คือสัมมาสมาธิ หมวดธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญย่อมมีการทำสมาธิเป็นหลักเช่น ไตรสิกขา อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8 ที่สำคัญคืออริยสัจสี่ ความจริงแท้สูงสุดที่มนุษย์ต้องรู้และปฏิบัติตามให้ได้เพื่อความสงบสุขที่แท้จริง 2) สถาบันพลังจิตตานุภาพก่อตั้งโดย พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) อายุ 15 ปีท่านได้บวชเป็นชีปะขาวและท่านได้เดินธุดงค์กับพระอาจารย์กงมาต่อมาได้ไปศึกษาสมาธิกรรมฐานกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์พระกรรมฐานใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีจนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการสอนสมาธิเพราะคำปรารภของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจึงได้เขียนตำราเป็นหนังสือหลักสูตรครูสมาธิใช้เวลาในการเขียนเป็นเวลา 5 ปีจึงสำเร็จเป็นการพัฒนาจิตพัฒนาปัญญาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นหลักสูตรครูสมาธิที่สอนสมาธิให้กับประชาชน ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) ในแต่ละหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 เทอม ๆ ละ 40 วันเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ผลการเรียนหลักสูตรครูสมาธิพบว่า ทำให้เกิดความสงบแก่จิตใจ ทำให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวทำให้เกิดความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจทำให้เกิดความสงบในสังคม 3) วิเคราะห์คุณค่าของการสอนสมาธิกรรมฐานตามแนวทางของสถาบันพลังจิตตานุภาพ พบว่า มีคุณค่าทางด้านผู้นำ คุณค่าด้านความสามัคคี คุณค่าด้านพัฒนาด้านจิตใจ และคุณค่าด้านพัฒนาตนเองจึงนับได้ว่าสมาธิกรรมฐานตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพนั้นมีคุณค่าอย่างแพร่หลายทั้งนี้ยังมีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติกว่าแสนคนได้เปิดสาขาเป็นศูนย์สมาธิ 180 สาขาทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ต่างประเทศอีก 9 สาขาเป็นเวลา 20 ปี
The objectives of this thesis ware as follows 1) to study the teaching style of meditation in Theravada Buddhism, 2) to study the teaching style of meditation according to the Pathumwan Institute, and 3) to analyze the value of meditation according to the guidelines of the Institute of Moral Wisdom. The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1) Concentration in Theravada Buddhism means knowing in the essential elements as the power to enlighten the mind. Is the right concentration Category The main meditations are meditation, such as three organic, five physics, 5 Phayong 7 and 8 is the key Four Noble Truths. The utmost truth that man must know and follow for true peace. 2) Institute of Spirituality, founded by Dhamma Dhamma (Wisaran Sirindhorn), 15 years old, he was ordained as a hedonistic and he went on a pilgrimage with the Master Kong came to study meditation meditation with Luang Pu Pruittat. For 9 years, I was inspired to teach meditation, because of Luang Pu Puangtatto's foreword, so he wrote a book on meditation. It achieved a spiritual development of intelligence for the benefit of the world is of course a meditation teacher who taught meditation to the public. The duration of the 6-month course (200-hour course) is divided into 3 semesters of 40 hours per course. Then take a field test at Doi Inthanon, Chiang Mai for 4 days and 3 nights to complete the course and give a certificate of completion. Make peace of mind. Makes it possible to change selfish emotional behavior, resulting in harmony. Mental stability leads to peace in society. 3) Analyze the value of meditation teaching according to the guidelines of the Institute of Psychic Power. Harmony values Mental development And the value of self-development is that meditation meditation under the Institute of psychic powers is widely available. in Thailand 9 foreign branches for 20 years.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) และ ๓) เพื่อวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และหนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทโดยทั่วไปนั้น จึงเป็นประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตใจ หรือเป็นงานของใจ ในพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญของจิตใจ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อจิตใจสงบ จิตใจก็เป็นสมาธิ เมื่อยกใจจากสมาธิให้สูงขึ้นด้วยการพิจารณาก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นงานของใจโดยเฉพาะ การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท คือ การสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า การพิจารณากรรมฐานขั้นพื้นฐานที่ได้รับมาจากพระอุปัชฌาย์ พิจารณาความไม่สวยงามของร่างกาย พิจารณาปัจจัยสี่ การพิจารณามหาสติปัฏฐานสี่ คือ การนั่ง การเดิน การยืน และการนอนเพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ จากนั้นพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ก็ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ตามที่สงบต่างๆ จนกระทั่งพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้ความรู้แจ้งแทงตลอด การศึกษาวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงทำให้ทราบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร)นั้นได้เริ่มตั้งแต่พรรษาแรกจนถึงพรรษาที่ ๔๓ และแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงแรก คือพรรษาที่ ๑ ถึง ๑๗ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานแบบ สมถกรรมฐาน เมื่อได้สมาธิสูงสุดแล้วก็ทำให้สมาธิเสื่อม หลวงปู่ศรี มหาวีโร จึงได้ยกระดับสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐาน คือ เข้าถึงความรู้แจ้ง เห็นจริงแห่งสังขารตามกฎของไตรลักษณ์
วิทยานิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) และ ๓) เพื่อวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และหนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทโดยทั่วไปนั้น จึงเป็นประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตใจ หรือเป็นงานของใจ ในพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญของจิตใจ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อจิตใจสงบ จิตใจก็เป็นสมาธิ เมื่อยกใจจากสมาธิให้สูงขึ้นด้วยการพิจารณาก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นงานของใจโดยเฉพาะ การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท คือ การสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า การพิจารณากรรมฐานขั้นพื้นฐานที่ได้รับมาจากพระอุปัชฌาย์ พิจารณาความไม่สวยงามของร่างกาย พิจารณาปัจจัยสี่ การพิจารณามหาสติปัฏฐานสี่ คือ การนั่ง การเดิน การยืน และการนอนเพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ จากนั้นพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ก็ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ตามที่สงบต่างๆ จนกระทั่งพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้ความรู้แจ้งแทงตลอด การศึกษาวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงทำให้ทราบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร)นั้นได้เริ่มตั้งแต่พรรษาแรกจนถึงพรรษาที่ ๔๓ และแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงแรก คือพรรษาที่ ๑ ถึง ๑๗ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานแบบ สมถกรรมฐาน เมื่อได้สมาธิสูงสุดแล้วก็ทำให้สมาธิเสื่อม หลวงปู่ศรี มหาวีโร จึงได้ยกระดับสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐาน คือ เข้าถึงความรู้แจ้ง เห็นจริงแห่งสังขารตามกฎของไตรลักษณ์
The purposes of this thesis were: 1) to study the practices of meditation in Theravada Buddhism, 2) to study those based upon the approaches of Phra Thepvisuddhimongkol (Sri Mahaviro) and 3) to analyze those based upon his approaches. It was the qualitative research whereby its data were collected from Tipitaka and relevant texts. The results of the research were found that: The practices of meditation in general in Theravada Buddhism have to do with mind, the task of training it to be calm. The practices of meditation put the main emphasis on training it since one’s mind is regarded as the prime master and the subject of all deeds. The fact in point is when one’s mind has become absolutely calm, it is far too easy to proceed to concentration. In practice, when the level of mind is raised from concentration to the higher level through meditation, it gains insight into realization. In other words, the practices of meditation in Theravada Buddhism is the only matter of mind in particular. The practices of meditation performed by Phrathepvisuddhimonkol (Sr iMahaviro) was exactly the same as those in Theravada Buddhism. As a matter of his daily routine when performing his mental meditation at dawn and before dust, his undertakings were: paying homage to Triple Gems, reciting discourses (Sutras) to recall Triple Gems’ great contribution, performing his preceptor’s fundamental meditation by taking into account the impermanence of his physique, paying attention to proper consumption for four necessities of life, and focusing on one of four foundations of mindfulness (Satipatthana) in order to raise awareness of sitting, standing and lying postures so as to enable him to gain mindfulness and clear comprehension for leading to the state of calm mind and concentration. In his bids to performing sight mediation, he carried out austere practices (Thutanga), wandering through numerous forests, jungles, caves and serene places of mountains. Eventually, he achieved his concentration and insight. The analytical study on practices of meditation based upon his approaches made it clear that his whole time of practices was divided into two sessions, ranging from the first year of his monkhood to 43th year. His first session for pursuing mental meditation happened between the first and seventeenth years of his monkhood. His last session was dedicated to performing insight meditation due to declines of concentration when his practice reached its highest state. Accordingly, he raised the level of his concentration on insight meditation, thereby succeeding in achieving realization and truth of compounded things (Sangkhara) conducive to Rule of Three Characteristics (Tilakkhana).
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีธรรมชาติของมนุษย์, ๒) เพื่อศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีใจสูง รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการตัดสินใจ และรู้จักเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดจากองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสสารหรือรูป (กาย) และส่วนที่เป็นอสสารหรือนาม (จิตหรือวิญญาณ) กายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากหน่วยพื้นฐาน คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยรับรู้โลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัส ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างจะมีอารมณ์หรือวัตถุที่เป็นของเฉพาะตน จิตหรือวิญญาณของมนุษย์มีอยู่จริง โดยอาศัยร่างกายเป็นที่อยู่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีรูปร่าง จิตเป็นนามธรรมมีความสัมพันธ์กับร่างกาย และมีความสำคัญกว่าร่างกาย มนุษย์มีจิตหรือวิญญาณเป็นธรรมชาติพิเศษ และมีศักยภาพสูงในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นสัตว์ที่มีปัญญาหรือมีเหตุผลในการดำเนินชีวิต ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถดำรงอยู่ในภาวะเดิมตลอดไปได้ (อนิจจตา) และถูกบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอยู่ตลอดเวลา (ทุกขตา) มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสังคมมาแต่กำเนิด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ คอยเป็นแรงผลักดันให้ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม มนุษย์ควรแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อผู้อื่นและสังคม ควรมีมิตรภาพต่อคนรอบข้าง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น เป็นปรากฏการณ์ของกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตลอดเวลา และเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามกฎธรรมนิยาม ไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติของพรหมหรือเทพตนใดมาดลบันดาลให้มนุษย์มีธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีธรรมชาติของมนุษย์, ๒) เพื่อศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีใจสูง รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการตัดสินใจ และรู้จักเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดจากองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสสารหรือรูป (กาย) และส่วนที่เป็นอสสารหรือนาม (จิตหรือวิญญาณ) กายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากหน่วยพื้นฐาน คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยรับรู้โลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัส ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างจะมีอารมณ์หรือวัตถุที่เป็นของเฉพาะตน จิตหรือวิญญาณของมนุษย์มีอยู่จริง โดยอาศัยร่างกายเป็นที่อยู่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีรูปร่าง จิตเป็นนามธรรมมีความสัมพันธ์กับร่างกาย และมีความสำคัญกว่าร่างกาย มนุษย์มีจิตหรือวิญญาณเป็นธรรมชาติพิเศษ และมีศักยภาพสูงในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นสัตว์ที่มีปัญญาหรือมีเหตุผลในการดำเนินชีวิต ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถดำรงอยู่ในภาวะเดิมตลอดไปได้ (อนิจจตา) และถูกบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอยู่ตลอดเวลา (ทุกขตา) มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสังคมมาแต่กำเนิด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ คอยเป็นแรงผลักดันให้ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม มนุษย์ควรแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อผู้อื่นและสังคม ควรมีมิตรภาพต่อคนรอบข้าง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น เป็นปรากฏการณ์ของกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตลอดเวลา และเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามกฎธรรมนิยาม ไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติของพรหมหรือเทพตนใดมาดลบันดาลให้มนุษย์มีธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้
The thesis objectives were the follows: 1) to study the conception of the Human Nature, 2) to study the Human Nature in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to Analyze the Human Nature in Theravada Buddhist Philosophy. It has been conducted through the qualitative research methodology. The data were mainly collected from the Tipitaka, books, magazines, documents, commentaries and related research works. The results of the research were found that: Humans are high spirits. Know what is useful and not useful. Have a reasonable feeling decision making and know what to choose. Human is an animal that is made up of two parts are: the substance or the body and the substance (mind or spiritual). The human body consists of four basic elements are: earth, water, wind, and the outside world through the senses. Each sensory or emotional object is unique, the mind or soul of man exists, by living the body is a natural place without shape. Spirituality is the relationship with the body and is more important than the body. Human beings have a mind or spiritual nature. They have the potential to develop themselves, an animal with intelligence or reason to live. The nature of the human body has changed. It cannot exist in the same condition forever (invisible) and is subjected to internal changes all the time. Human beings are related to society. Because of humans are creatures with both high and low instincts. To be motivated to be involved in society, human beings should show good behavior towards others and society, and should have friends around. For living together peacefully and the nature of man in view of Theravada Buddhist Philosophy is a phenomenon of the flow of factors. The occurrence is up and down all the time and the flow of factors that depend on each other according to the rules. There is no supernatural power of the Brahma or the goddess to come to human nature.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาล, 2) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการบริหารที่ว่าด้วยการสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมให้มีประสิทธิภาพตามหลักกฎหมาย โดยอาศัยหลัก 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของรัฐหรือในองค์การ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและองค์การ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2) การบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือ การดำเนินการของผู้บริหารในการนำเอาหลักธรรมที่ปรากฏในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 สังคหวัตถุ 4 ไปใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือมีคุณค่า ด้านความยุติธรรมในองค์การ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำในองค์การ และด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาล, 2) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการบริหารที่ว่าด้วยการสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมให้มีประสิทธิภาพตามหลักกฎหมาย โดยอาศัยหลัก 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของรัฐหรือในองค์การ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและองค์การ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2) การบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือ การดำเนินการของผู้บริหารในการนำเอาหลักธรรมที่ปรากฏในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 สังคหวัตถุ 4 ไปใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือมีคุณค่า ด้านความยุติธรรมในองค์การ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำในองค์การ และด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
The objectives of this thesis ware as follows 1) to study the Organization Administration by the Principle of Good Governance, 2) to study the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach and 3) to analyze the value of the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach. The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1) The Principle of Good Governance for the Organization Administration is the good method for the management of the whole country including public sector, business sector, private sector and people sector to achieve the everyone happiness and well-being by the six principles as follows : (1) the principle of law (2) the principle of virtue (3) the principle of openness and transparency (4) the principle of participation (5) the principle of accountability and (6) the principle of effectiveness. 2) The Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach is the management of the organization following the Buddhist Doctrines to achieve effectively the given objectives including Brahmavihara 4, Iddhipada 4, Sappurisa-dhamma 7, Noble Eightfold Path and Raja-dhamma. 3) The results of the analysis of the values of the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach are the value of the justice, the value of the reduction of the inequality and the value of the efficiency and effectiveness in the organization.
หนังสือ

หนังสือ

eBook

eBook

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
หนังสือ

หนังสือ