วิทยานิพนธ์
(ท), 266 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
(ฏ), 103 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ฐ, 100 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฐ, 171 หน้า ; 30 ซม.
นวนิยาย
368 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
294 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
422 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
416 หน้า ; 21 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฐ, 139 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฒ, 204 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฏ, 97 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฐ, 230 หน้า : ภาพประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฌ, 122 หน้า : ภาพประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฑ, 146 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ณ, 190 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ณ, 207 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฌ, 153 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฒ, 168 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
นวนิยาย
471 หน้า ; 21 ซม.
สารนิพนธ์
ต, 139 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ผ, 209 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฝ, 207 หน้า : ภาพรปะกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
น, 232 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ถ, 166 หน้า : ตารางประกอบ, ภาพประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ต, 111 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ณ, 104 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
วิทยานิพนธ์
ฎ, 135 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
The objectives of this thesis were; 1) In order to study the condition teaching Jataka Tales of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 2) to analyze the results of the application of virtues obtained From learning about Jataka Tales to apply in daily life of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 3) to analyze the results of having or without virtue by applying it in accordance with the events in real life events and fables of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province. The study was a qualitative research by non-participant Observation and in-depth interview. The results of the study found that: 1. Education management focus on students as a center for teaching and learning activities.Adhering to the principle all learners are able to learn and develop themselves and learners are the most important. Teaching and learning focuses on the interests of learners. Aim to cultivate and create desirable characteristics for learners by emphasizing morality good values and integrating knowledge in various matters in a balanced manner. Including skills training and process management of handing situations. Application of knowledge by the students have knowledge and experience in various matters. 2. The result of the application of virture from learning about Jataka Tales to apply in daily life of students is as follows. Jataka Tales about Tatira chadok teaches moral, reverence, can be used in daily life by worshiping parents and relatives. Jataka Tales about Ama chadok teaches morality knowing merit. To use in daily life by expressing gratitude to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Mittawintu chadok teaches obedience to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Rachowat chadok teaches moral leader of a harmer can be used in daily life with leaders having to behave as a good model. Jataka Tales about Nuntiwisan chadok teaches moral Piyawaja can be used daily life with sweet and pleasant words, listening and listening to the audience Jataka Tales about Suwanahung chadok virtue of greed can be used in daily life with confidence in what we have. Do not anything more than necessary. 3. The analysis of the results of having no virtue by using it in accordance withthe event with the story of Jataka Tales. Most students share the same opinions as follows. Respect is a good social etiquette. Respect can be used in 3 ways in real life: physical verbal and psychological. Gratitude to parent is a worthy thing to do because it makes life happy. Obedience to the parents is a very noble child and creates fuling. Good leaders must behave in 2 ways: to behave well in both body, word and heart and not being a bully. Each person has different backgrounds,both good and bad. There are many Wealthy and poor people, so they must rely on morality to control the behavior of people. In particular, the right words or speech are an anchor for the mind to make society peaceful. A person who knows the fit is not greedy with 4 aharma practices : Keeping the precepts, using mercy,keep giving merit and pray.
วิทยานิพนธ์
ช, 118 หน้า ; 30 ซม.
    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาพรรคการเมืองไทย 2) เพื่อศึกษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพวิเคราะห์เอกสารเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พุทธศักราช 2475 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทยคือกลุ่มคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันมุ่งหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล 2. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการที่ถือเสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญในการตัดสินใจที่จะเลือกผู้แทนโดยการผ่านสมาชิกของพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล 3. พรรคการเมืองไทยเป็นพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบสากล คือด้านการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งของไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และทางด้านอเมริกามีความสอดคล้องกันคือผู้รับสมัครลงเลือกตั้งต้องผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้นมาก่อน ส่วนทางด้านพรรคการเมืองของอังกฤษการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งไม่ผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้น และระบบพรรคการเมืองของสหรัฐอเมริกาและของอังกฤษจัดอยู่ในระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค ส่วนของพรรคการเมืองไทยมีแนวโน้มเป็นระบบสองพรรคเช่นกัน การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไทย ได้นำวิธีการในแบบสหรัฐอเมริกาและแบบอังกฤษมาปรับประยุกต์ใช้ และใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับอังกฤษ
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาพรรคการเมืองไทย 2) เพื่อศึกษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพวิเคราะห์เอกสารเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พุทธศักราช 2475 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทยคือกลุ่มคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันมุ่งหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล 2. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการที่ถือเสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญในการตัดสินใจที่จะเลือกผู้แทนโดยการผ่านสมาชิกของพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล 3. พรรคการเมืองไทยเป็นพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบสากล คือด้านการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งของไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และทางด้านอเมริกามีความสอดคล้องกันคือผู้รับสมัครลงเลือกตั้งต้องผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้นมาก่อน ส่วนทางด้านพรรคการเมืองของอังกฤษการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งไม่ผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้น และระบบพรรคการเมืองของสหรัฐอเมริกาและของอังกฤษจัดอยู่ในระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค ส่วนของพรรคการเมืองไทยมีแนวโน้มเป็นระบบสองพรรคเช่นกัน การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไทย ได้นำวิธีการในแบบสหรัฐอเมริกาและแบบอังกฤษมาปรับประยุกต์ใช้ และใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับอังกฤษ
The objectives of this thesis were as follows; 1) to study Thai political party development, 2) to study democratic government system, and 3) to analyze the Thai political party development according to the democracy. The data of this qualitative research were collected from documents, analyzed by content analysis, and presented by by a descriptive method. The study results found that; 1. The Thai political parties were founded after changing the rule from absolute monarchy to democracy in 1932, and they continued gradual development. From past to present, the Thai political parties were groups of people with the same or similar concept and ideology aimed to establish a government. 2. The democracy is the government based on majority votes of people through representatives of political parties by election. 3. In the development of Thai political party according to the democracy, Thai political parties are democratic relevant to universal democratic system. The fielding of the party candidates to election in Thailand was similar to that in the United States of America, but different from that in the United Kingdom which had shorter time in canvassing before the election. The tendency of Thai political party could be grouped into two main parties as in the United States of America and in England. In the development of Thai political party in democracy, long time canvassing before the election as in the United States of America and democratic form of government with the King as Head of state may be applied.
สารนิพนธ์
ด, 129 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
The objectives of this thematic paper were: 1) to study implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality; 2) to study and compare implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, classified with different gender, age and education level and 3) to suggest guidelines for implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. The used tools in the research were questionnaires. The sample group was 251 people who came to use one stop service. Convenience Random Sampling was used in data collection. The statistics used are Use descriptive statistics such as frequency, percentage, average ( ), standard deviation (SD) and inference statistics or reference, such as t-test, one-way variance test, F-test. (One-Way ANOVA). If significant differences were found, the mean difference will be tested in pairs by means of LSD (Least Significant Difference) and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) Implementation of one-stop service policy on Raikhing Municipality was at a high level. Considering each aspect, it was found that the most was the aspect of service personnel, followed by the aspect of facilitation and the lowest was the aspect of service process. 2) In the hypothesis testing, it was found that people with different sex and age had no different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. But the people with different education had different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, as a whole, with statistical significance at the level of 0.05. 3) The people had suggested guidelines for the one stop policy formulation as follows: There should improve the parking place to be sufficient for the people who used the service center; there should explore the needs of the people about the one stop service; and there should be added to serve the elderly and people with disabilities such as wheelchair and drinking water services.
สารนิพนธ์
ณ, 132 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi � Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi � Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the factors affecting voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province 2) to study the relationship between factors that affected the voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality and personal factors 3) to suggest guidelines for voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality. This research was a quantitative research. Sample groups included 393 residents in Raikhing Municipality, who had the right to vote at the age of 18 years. A simple random method was used by drawing lots. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.88 The statistics used for data analysis were frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and testing of Chi-Square. The results of the research were found as follows : 1) The level of public decision making and the factors that affected the voting decision for the parliamentary members of the people in Raikhing Municipality including 3 aspects, were at a high level. When considering each aspect, it was at a high level in all aspects, with the average value in descending order as follows : the highest average value was the party policy, followed by the candidate's qualifications, and the least was the political party, respectively 2) Gender and age of the people did not correlate with the factors that affected the voting decision for parliamentary members. The educational level of the people was related to factors that affected the voting decision for parliamentary members, with statistical significance at the level of 0.05 3) Suggestions for guidelines for voting decision for parliamentary members were as follows : 1) The aspect of qualifications of candidates : Candidates should think well, do good, have morals and ethics, like to help society, never had a bad record, and not taking advantage of others. 2) The aspect of political party, a political party should be credible, work honestly, adhere to morality, and not be biased. 3) The aspect of the party policy, the political policy should be implemented to encourage people, the elderly and the unemployed to have income, to reduce product prices and cost of living, to improve the environment and pollution, to help people to have housing, not to collect income from tax increases from the people, to have welfare for the disabled and to promote Thai products.
สารนิพนธ์
ฑ, 98 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheff?) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheff?) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to compare solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, of people with different gender, age and occupation; and 3) to suggest solid waste management guidelines for the Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province. It was a survey research. The sample consisted of 203 people living in the Nisachon community. The researcher used a random sampling method to use probability, with simple random methods by drawing a replacement label. The tools used in the research were questionnaires with the reliability of 0.95. The statistics used for data analysis were statistics, frequency (percentage), mean( ) and standard deviation (SD). T-test and One-Way ANOVA test were used when there were significant differences at the level of 0.05, and the differences were analyzed by pairing, and by the method of Scheff?. The research was found as follows: 1) In the Solid Waste Management of the Nisachon Community, including the three aspects, was at the highest level. When considered by sorting the average from descending to the highest, it was found that the reduction of solid waste was with the highest mean value, followed by reuse of solid waste, and reuse of processed solid waste was with the least average. 2) In the Solid Waste Management of the Nisachon community, It was found that people with different gender, age and occupation had no different solid waste management, including 3 aspects. 3) In the Guidelines for Nisachon Community Solid Waste Management, it was suggested as follows: (1) In the Reduction of Solid Waste Should, there should have a policy to encourage people in the Nisachon community to be aware of the problems of solid waste and the benefits of reducing waste and waste disposal correctly, and to make the community cleaner and more livable; (2) In the Reuse of Solid Waste, there should be a policy of using solid waste that had been recycled and reused in the form of good corporate core policies, there should be continuous public action, and publicizing policies into other examples for other communities; and (3) In the Transformation and Reuse of Solid waste, there should be promoting policies in families and providing knowledge about the processing of solid waste to be used and reused or resold to increase income for people in the community and having a policy to promote as examples for other communities
วิทยานิพนธ์
ฒ, 159 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 20 คน ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ การวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลจาก เนื้อหา บทสัมภาษณ์ และทฤษฎีต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครผู้นำชุมชนมีบทบาท ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สำคัญ มีความคิด ความสามารถ มีความรู้ เพื่อมาวางแผน กำหนดนโยบาย โดยประสานทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมที่จะนำทรัพยากรในชุมชนเป็นความรับผิดชอบในการทำกิจกรรม ความมีสภาวะผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ นำสิ่งที่ถูกที่ควร สอดคล้องกับค่านิยมและความคาดหวังของชุมชน 2.การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร หนองจอกเป็นพื้นที่มีผู้นำชุมชนมากที่สุดของกรุงเทพมหานคร พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำหรับผู้นำที่ต้องรู้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบทบาทผู้นำชุมชนด้านเมตตา ความรัก กรุณา มุทิตา, อุเบกขา ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ยินดีปราศจากไม่อิจฉา ความเที่ยงธรรม 3.เพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนเป็นคณะดำเนินการงานที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของชุมชน จำเป็นต้องนำหลักธรรมของผู้นำโดยเฉพาะพรหมวิหาร 4 ให้มีความรู้ มีธรรม เป็นภาคภูมิกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยวิธีต่าง ๆ ที่เหมะสม
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 20 คน ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ การวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลจาก เนื้อหา บทสัมภาษณ์ และทฤษฎีต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครผู้นำชุมชนมีบทบาท ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สำคัญ มีความคิด ความสามารถ มีความรู้ เพื่อมาวางแผน กำหนดนโยบาย โดยประสานทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมที่จะนำทรัพยากรในชุมชนเป็นความรับผิดชอบในการทำกิจกรรม ความมีสภาวะผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ นำสิ่งที่ถูกที่ควร สอดคล้องกับค่านิยมและความคาดหวังของชุมชน 2.การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร หนองจอกเป็นพื้นที่มีผู้นำชุมชนมากที่สุดของกรุงเทพมหานคร พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำหรับผู้นำที่ต้องรู้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบทบาทผู้นำชุมชนด้านเมตตา ความรัก กรุณา มุทิตา, อุเบกขา ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ยินดีปราศจากไม่อิจฉา ความเที่ยงธรรม 3.เพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนเป็นคณะดำเนินการงานที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของชุมชน จำเป็นต้องนำหลักธรรมของผู้นำโดยเฉพาะพรหมวิหาร 4 ให้มีความรู้ มีธรรม เป็นภาคภูมิกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยวิธีต่าง ๆ ที่เหมะสม
The objective of this research was to study the application of Brahmaviharadhamma in community leader�s role development in Nong Chok district of Bangkok. The data of this qualitative research were collected from 20 samples by patterned interview form, and then analyzed by content analysis. The results of the study were found that: 1. The state of community leaders� role in Nong Chok district, the community leaders are significant, responsible, sincere, honest, and have knowledge and ability in planning, policy setting, and cooperating with people in work and activity in consistency with community value and expectation. 2. The application of Brahmaviharadhamma in development of community leader�s role, Nong Chok district area has a number of community leaders the most in Bangkok. It is necessary for the community leaders to apply the principles of Loving-kindness, Compassion, Sympathetic Joy, and Equanimity in Brahmavihara Dhamma in their duty performance. 3. A suggestion for application of Brahmaviharadhamma, the community leaders have to take care of the advantages of people and give services to people, so they must apply the principles of Brahmaviharadhamma in their duty performance appropriately.
วิทยานิพนธ์
ท, 263 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมา ภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การวิจัยครั้งนี้ มีประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุในเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 236 รูป เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปร ปรวนแบบทางเดียว (F-test or One-way ANOVA) หากพบความแตกต่างทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) พระภิกษุกลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยมีดังนี้ ด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศาสนศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล และด้านการสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาล ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า พระภิกษุที่มี พรรษา และวุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุที่มีระดับ อายุ และวุฒิการศึกษาทางโลก ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เห็นว่า งานด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเป็นงานที่ต้องใช้การควบคุม สอดส่องดูแล พระภิกษุ สามเณร รวมถึงศิษย์วัดให้ปฏิบัติตามกรอบพระธรรมวินัย กฏระเบียบมหาเถรสมาคม ส่วนด้านการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ภาพรวมส่วนใหญ่พระสังฆาธิการมีการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม บาลี แผนกสามัญตามระเบียบของมหาเถรสมาคม ส่วนด้านศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะการให้การสงเคราะห์ด้านการฝึกอบรมแก่พระภิกษุ สามเณร และการสงเคราะห์เยาวชนให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนในลักษณะของการแจกทุนการศึกษาด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการทำงานของคณะสงฆ์โดยรวม ที่เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนทั้งในวัด นอกวัด ชื่อว่า เป็นภารกิจด้านการเผยแผ่ทั้งสิ้น ส่วนด้านสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการทำงานลักษณะการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งการพัฒนาวัดในด้านวัตถุทุกอย่าง และการบำรุงดูแลรักษาถาวรวัตถุ หรือสาธารณสมบัติของวัด และด้านสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล กิจการคณะสงฆ์ด้านนี้ เป็นภารกิจที่วัด หรือพระภิกษุ ดำเนินการช่วยเหลือสังคม และผู้ประสบภัยพิบัติในลักษณะต่าง ๆ ดังนั้นกิจการคณะสงฆ์ทุกด้านต้องใช้คุณธรรมนำการบริหารให้คำปรึกษากับคณะสงฆ์เมื่อเกิดปัญหา จัดประชุมเปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการมีส่วนร่วม แต่การทำงานก็ต้องนำหลักของกฎหมาย หลักความโปร่งใส คุ้มค่าตรวจสอบได้
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมา ภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การวิจัยครั้งนี้ มีประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุในเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 236 รูป เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปร ปรวนแบบทางเดียว (F-test or One-way ANOVA) หากพบความแตกต่างทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) พระภิกษุกลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยมีดังนี้ ด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศาสนศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล และด้านการสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาล ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า พระภิกษุที่มี พรรษา และวุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุที่มีระดับ อายุ และวุฒิการศึกษาทางโลก ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เห็นว่า งานด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเป็นงานที่ต้องใช้การควบคุม สอดส่องดูแล พระภิกษุ สามเณร รวมถึงศิษย์วัดให้ปฏิบัติตามกรอบพระธรรมวินัย กฏระเบียบมหาเถรสมาคม ส่วนด้านการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ภาพรวมส่วนใหญ่พระสังฆาธิการมีการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม บาลี แผนกสามัญตามระเบียบของมหาเถรสมาคม ส่วนด้านศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะการให้การสงเคราะห์ด้านการฝึกอบรมแก่พระภิกษุ สามเณร และการสงเคราะห์เยาวชนให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนในลักษณะของการแจกทุนการศึกษาด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการทำงานของคณะสงฆ์โดยรวม ที่เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนทั้งในวัด นอกวัด ชื่อว่า เป็นภารกิจด้านการเผยแผ่ทั้งสิ้น ส่วนด้านสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการทำงานลักษณะการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งการพัฒนาวัดในด้านวัตถุทุกอย่าง และการบำรุงดูแลรักษาถาวรวัตถุ หรือสาธารณสมบัติของวัด และด้านสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล กิจการคณะสงฆ์ด้านนี้ เป็นภารกิจที่วัด หรือพระภิกษุ ดำเนินการช่วยเหลือสังคม และผู้ประสบภัยพิบัติในลักษณะต่าง ๆ ดังนั้นกิจการคณะสงฆ์ทุกด้านต้องใช้คุณธรรมนำการบริหารให้คำปรึกษากับคณะสงฆ์เมื่อเกิดปัญหา จัดประชุมเปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการมีส่วนร่วม แต่การทำงานก็ต้องนำหลักของกฎหมาย หลักความโปร่งใส คุ้มค่าตรวจสอบได้
The objectives of the thesis are: 1) to study Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province, 2) to compare Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province based on their different ages, years in monkhood, and educational backgrounds, and 3) to study guidelines of Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province. The data were collected from 236 monks in Nakhon Chaisi district through questionnaires and analyzed by frequency, percentile, mean, standard deviation, t-test, F-test or One-way ANOVA and Least Significant Difference test. (LSD.) The results of research were found that: 1) The opinion of monks on Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province was at a high level overall. The highest level was on Buddhist propagation according to Good Governance, followed by Public Welfare according to Good Governance, Religious study according to Good Governance, Government according to Good Governance, Educational welfare according to Good Governance, and Public Assistance according to Good Governance respectively. 2) The monks with different years in monkhood and Dhamma educational levels had different opinion levels towards Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province with a statistically significant figure at 0.05, but those with different ages and general education levels showed no different opinion level on Sangha�s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province. 3) Recommendations and suggestions: On the government according to Good Governance, the duty is to administrate, monitor, and take care of monks and novices under the Dhammavinaya and regulations of the Sangha Council. On the education according to Good Governance, the administrative monks support and promote the study of Dhamma, Palia and general education. On Education Welfare according to Good Governance, the administrative monks provide trainings and funds in study for monks, novices and children. On Propagation according to Good Governance, the temple internal and external teachings and trainings of administrative monks are all included in religious propagation. On Public Assistance according to Good Governance, the work and duty cover the development, renovation, restoration and preservation of the temple buildings, properties and objects. And on Public Welfare according to Good Governance, it is the burden of monks and temples to provide assistances to society and victims of disaster. The Sangha�s affairs should be administrated based on virtue, cooperation, laws and regulations that can lead to transparency, worthiness, and accountability.
สารนิพนธ์
ด, 114 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province; 2) to compare the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon Province, classified with different gender, age and income; and 3) to suggest guidelines for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province. It was a quantitative research. The sample group consisted of 345 elderly people living in Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization. Taro Yamane's formula and simple sampling methods were used for data collection. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.80. The used statistics were frequency, percentage, mean, standard deviation. T-test and One-Way ANOVA test. When differences were found, they were compared in pairs with the LSD (Least Significant Difference) method. The results of research were found as follows: 1. The elderly people who responded to the questionnaires had opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, by sorting the average from descending order to being in the aspect of good health, the aspect of recreation and the aspect of employment and income respectively. 2. The comparison of the hypothesis of the research was found that the elderly with different gender and age had overall no different opinions about the role of local government organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Subdistrict Administrative Organization. But the elderly people with different incomes had different opinions on the elderly welfare management, with statistical significance at the level of 0.05. 3. Suggestions for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, were as follows: 1) In the aspect of good health, there should have training in knowledge about eating, drug use and health care for the elderly, to the elderly people and family members; 2) In the aspect of employment and income generation, there should be more vocational training programs for the elderly people; there should have a lending fund to support the occupation by arranging the product distribution location in the appropriate area; and there should have public relations to help subsidize the products of the elderly people; and 3) in the aspect of recreation, there should increase the stimulus program to encourage the elderly people to exercise more; there should have a public park or health park that was convenient, and safe, and there should have adequate exercise equipment suitable for the elderly people.
นวนิยาย
512 หน้า ; 19 ซม.
นวนิยาย
219 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
212 หน้า : แผนที่ ; 21 ซม.
    รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2557
Note: รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2557
วิทยานิพนธ์
(ก-ญ) 94 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ก-ญ) 109 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
นวนิยาย
551 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
376 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
410 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
443 หน้า ; 21 ซม.
นวนิยาย
543 หน้า ; 21 ซม.
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 75 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 83 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 75 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ซ), 110 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 73 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(จ), 108 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 78 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(จ), 50 หน้า : ภาพประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
สารนิพนธ์
(ฉ), 115 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฌ), 208 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ซ), 82 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ซ), 93 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 79 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ต), 159 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 66 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
วิทยานิพนธ์
(ฉ), 137 หน้า ; 30 ซม.
    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561