Search results

89 results in 0.11s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อทั่วไป 2)เพื่อศึกษาหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท เพื่อประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อทั่วไป คือ ความเชื่อทางธรรมชาติ เทพเทวา วิญาณ คำสอนทางศาสนา ไสยศาสตร์ ลักษณะความเชื่อเกิดจากความสงสัย ความกลัว การสืบทอดอำนาจ และหวังโชคลาภสักการะ ความเชื่อสังคมไทยปัจจุบัน เชื่อในประเพณี วัฒนธรรม และโลกโซเซียล กาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท คือหลักธรรมคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จักใช้เหตุผลและปัญญา ก่อนตัดสินปลงใจเชื่อ มี 10 ประการ คือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าได้ฟังตามกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าถือปฏิบัติสืบทอดกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าเป็นข่าวลือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่ามาจากตำราหรือคัมภีร์ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักตรรกะ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักอนุมาน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรึกตรองเอาตามอาการที่ปรากฏ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสิ่งนั้นเข้ากันได้กับความคิดเห็นหรือทฤษฎีของตน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าผู้พูดดูน่าเชื่อถือ และอย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสมณะผู้นี้เป็นครูเรา คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 1) การใช้ปัญญามากกว่าศรัทธา คือ ความเชื่อศรัทธาแบบดั่งเดิมปฏิบัติกันมา จนชินกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรม และแบบแผน อาจเป็นความเชื่อที่งมงาย กาลามสูตรเน้นสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินความถูกต้องเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 2) การปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คือ การศึกษาเรียนรู้ เป็นเพียงอวิชชา ไม่อาจรู้จริง กาลามสูตรสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 3) การพึงพาตนเองมากกว่าพึงคนอื่น คือ การอาศัยสิ่งอื่นที่คิดว่าดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์ เช่น เชื่อในเทพเจ้าสูงสุด ผีเรือน ผีบ้าน พระภูมิ กาลามสูตรจึงสอนให้พึงตนเองโดยการปฏิบัติตนเองจนให้รู้แจ้งเห็นจริง 4) การเชื่อในกฎแห่งกรรมมากกว่าพิธีกรรม คือ การเชื่อเรื่องเทพเทวา ไสยศาสตร์ อำนาจลึกลับ จนกลายเป็นพิธีกรรม กาลามสูตรจึงสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม คือ การกระทำ ทางกาย วาจาและใจ เชื่อว่าผลของกรรม เชื่อว่ากรรมที่บุคคลกระทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมก่อให้เกิดผลตามสมควรแก่เหตุเสมอ และเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน และ5) การใช้ปัญญามากกว่าเชื่อโลก Social Network การส่งและรับสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ ทำให้มีการเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง จนกลายเป็นสังคมฐานความเชื่อ กาลามสูตรสอนให้ใช้เหตุผลก่อน โดยใช้ปัญญาตรวจสอบค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบให้แน่ชัด โดยไม่ควรเชื่อปราศจากข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้น หลักกาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ ถ้าทำได้อย่างนี้ ถือว่าสมกับเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เพียงไร
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อทั่วไป 2)เพื่อศึกษาหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท เพื่อประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อทั่วไป คือ ความเชื่อทางธรรมชาติ เทพเทวา วิญาณ คำสอนทางศาสนา ไสยศาสตร์ ลักษณะความเชื่อเกิดจากความสงสัย ความกลัว การสืบทอดอำนาจ และหวังโชคลาภสักการะ ความเชื่อสังคมไทยปัจจุบัน เชื่อในประเพณี วัฒนธรรม และโลกโซเซียล กาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท คือหลักธรรมคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จักใช้เหตุผลและปัญญา ก่อนตัดสินปลงใจเชื่อ มี 10 ประการ คือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าได้ฟังตามกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าถือปฏิบัติสืบทอดกันมา อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าเป็นข่าวลือ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่ามาจากตำราหรือคัมภีร์ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักตรรกะ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรงกับหลักอนุมาน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าตรึกตรองเอาตามอาการที่ปรากฏ อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสิ่งนั้นเข้ากันได้กับความคิดเห็นหรือทฤษฎีของตน อย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าผู้พูดดูน่าเชื่อถือ และอย่าพึ่งเชื่อเพราะอ้างว่าสมณะผู้นี้เป็นครูเรา คุณค่าหลักกาลามสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท 1) การใช้ปัญญามากกว่าศรัทธา คือ ความเชื่อศรัทธาแบบดั่งเดิมปฏิบัติกันมา จนชินกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรม และแบบแผน อาจเป็นความเชื่อที่งมงาย กาลามสูตรเน้นสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินความถูกต้องเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 2) การปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คือ การศึกษาเรียนรู้ เป็นเพียงอวิชชา ไม่อาจรู้จริง กาลามสูตรสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ 3) การพึงพาตนเองมากกว่าพึงคนอื่น คือ การอาศัยสิ่งอื่นที่คิดว่าดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์ เช่น เชื่อในเทพเจ้าสูงสุด ผีเรือน ผีบ้าน พระภูมิ กาลามสูตรจึงสอนให้พึงตนเองโดยการปฏิบัติตนเองจนให้รู้แจ้งเห็นจริง 4) การเชื่อในกฎแห่งกรรมมากกว่าพิธีกรรม คือ การเชื่อเรื่องเทพเทวา ไสยศาสตร์ อำนาจลึกลับ จนกลายเป็นพิธีกรรม กาลามสูตรจึงสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม คือ การกระทำ ทางกาย วาจาและใจ เชื่อว่าผลของกรรม เชื่อว่ากรรมที่บุคคลกระทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมก่อให้เกิดผลตามสมควรแก่เหตุเสมอ และเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน และ5) การใช้ปัญญามากกว่าเชื่อโลก Social Network การส่งและรับสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ ทำให้มีการเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง จนกลายเป็นสังคมฐานความเชื่อ กาลามสูตรสอนให้ใช้เหตุผลก่อน โดยใช้ปัญญาตรวจสอบค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบให้แน่ชัด โดยไม่ควรเชื่อปราศจากข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้น หลักกาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ ถ้าทำได้อย่างนี้ ถือว่าสมกับเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เพียงไร
The thesis served the purposes: 1) to study beliefs in general, 2) to pursue the rule of beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy, 3) to analyze values of the rule of beliefs in it for applying in the current Thai society. Results of the research have found the following findings: Beliefs in general embrace those in natural phenomena, gods and deities, souls, religious teachings, and superstitions; such beliefs arise out of doubts, frights, transmission of powers, hopes of pitfalls and free offerings, conditions of current Thai societies, traditions, cultures, and social media. The case in point for dealing with beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy refers to the Buddha’s own teachings; he intentionally teaches his disciples how to contemplate using their logical solutions and wisdom prior to making their decisions on firm beliefs. The rule of beliefs in Kalama Sutta is comprised of ten headings that: “Do not be led by 1) reports, 2) traditions, 3) hearsays, 4) the authority of the texts, 5) mere logics, 6) inference, 7) appearance, 8) responding to their own ideas and theories, 9) reliability, 10) the idea of being one’s own teachers. The values of beliefs in Kalama Sutta of Theravada Buddhist philosophy have been found that: 1) The use of ones’ faiths rather than wisdom, i.e. individuals cling to their original faiths from one generation to another until they are accustomed to such faiths to the greatest extent that their faiths become their traditions, cultures, and formats, which in fact their original faiths may be blind ones. That is why Kalama Sutta puts the emphasis on teaching Buddhists to use their wisdom to judge advantages or disadvantages prior to making decisions on their firm beliefs. 2) The use of practices rather than theories, i.e. learning is merely ignorant, learners may superficially know. Hence, it teaches practices to realize the facts prior to jumping into firm beliefs. 3) Reliance on oneself rather than others, i.e. they solely depend on what they think that other things are destined to bring about bliss and suffering to them, e.g. they believe in supreme gods, household spirits, village spirits, and premises guardian spirits. Thus, it teaches individuals to rely on themselves by practices so much so that they have realized what they really are. 4) Beliefs in law of karma rather than rites and ceremonies, i.e., they firmly believe in gods and deities, superstitions, mysterious powers so much that the latter have become their rites and ceremonies. As a result, it teaches individuals to believe in past karmas (actions), i.e. physical, verbal and mental actions; either good or bad ones they have done will always yield results conducive to the causes. In addition, individuals have to believe that they have karma of their own. 5) The use of wisdom rather than social networks, that is, messages between senders and receivers that are sent and received through social networks prompt both positive and negative understandings that the messages have become the belief-based society. As a consequence, it teaches individuals to find out reasons beforehand by using their wisdom to check data and surf them to gain correct answers, not merely believing all the information with fake data. Therefore, the whole rule of beliefs in Kalamasutta is instrumental in taking messages into proper consideration before making one’s own decisions on believing them. In having done so, it is suitable for individuals to be regarded as ‘Buddhists’. In other words, they must not believe any message without a reliable reason prior to taking the message into proper consideration whether or not it ought to believe and how it ought to do.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท, ๒) เพื่อศึกษาความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การประทุษร้ายทางร่างกาย วาจา และทางจิตใจ ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่นทีมีผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ความรุนแรงระดับเบา ระดับกลาง และระดับหนัก ส่วนสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากต้นตอหรือรากเหง้าของกิเลสที่เรียกว่า อกุศลมูล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน หลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า หลักสาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกันหลักการอยู่ร่วมกันเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท, ๒) เพื่อศึกษาความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อศึกษาหลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การประทุษร้ายทางร่างกาย วาจา และทางจิตใจ ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่นทีมีผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ความรุนแรงระดับเบา ระดับกลาง และระดับหนัก ส่วนสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากต้นตอหรือรากเหง้าของกิเลสที่เรียกว่า อกุศลมูล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน หลักสาราณียธรรมเพื่อลดความรุนแรงในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า หลักสาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกันหลักการอยู่ร่วมกันเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
This thesis serves the purposes: 1) to study the states of conciliation in Theravada Buddhist philosophy, 2) to study violence in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to study the states of conciliation for alleviate violence in Theravada Buddhist philosophy. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. The results of the research were found that: Fairness refers to fairness as a cause for commendation. Make love Make a respect is for the welfare for no strife to unity for the same integrity. Violence in Theravada Buddhist philosophy refers to physical, verbal, and psychological harms both to oneself and to others as a result of suffering. There are three levels of violence: lighter intensity Intermediate and heavy. The cause of the violence is caused by the origin or the root of the passion, which is called sensuality, i.e., sensuality, anger, rationality that causes suffering. The main principle of sustenance to reduce violence in Theravada Buddhist philosophy is that the principle of the states of conciliation 6 is the place of remembrance. Dhamma is a remembrance of the principle of coexistence for the welfare. Harmony is for brawling for unity.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวความคิดปรัชญาการศึกษาของกฤษณมูรติ เพื่อศึกษาแนวความคิดปรัชญาการศึกษาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) และเพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบปรัชญาการศึกษาของกฤษณมูรติและพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ที่มีอิทธิพลต่อสังคม จากการศึกษาวิจัยพบว่าปรัชญาการศึกษาในทัศนะของกฤษณมูรติกับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) นั้น ในด้านความหมายการศึกษานั้นมีประเด็นที่เหมือนกันคือการพัฒนาชีวิตให้ถึงจุดหมายอันสูงสุด ให้พบกับอิสรภาพทั้งภายในทั้งภายนอก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความสามารถที่จะรู้สึกร่วมและสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นโดยตรงได้จริงๆ การศึกษาที่ถูกต้องเป็นการเรียนรู้ชีวิตทั้งหมดให้เกิดความเป็นเอกภาพ ในด้านจุดมุ่งหมายของการศึกษาทั้งกฤษณมูรติกับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) มองว่าการศึกษากับชีวิตนั้นเป็นเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งสองท่านมีแนวคิดที่เหมือนกันในสองประเด็นนี้ คือ ๑.จุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้รับความรู้ในสาขาต่างก่อให้เกิดความชำนิชำนาญที่สุดทางวิชาการและเทคโนโลยี ๒. จุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต้องเป็นที่ยอมรับว่าจุดมุ่งหมายของท่านทั้งสองนั้นมีความเหมือนกันในแง่ของจุดมุ่งหมาย และท่านทั้งสองก็เน้นจุดมุ่งหมายของการศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อันเป็นสิ่งที่ท่านทั้งสองมองว่าเป็นการศึกษาที่แท้จริงปรัชญาการศึกษาของทั้งสองชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการศึกษาปัจจุบันว่าเป็นเรื่องของการสะสมข้อมูลและความรู้จากตำรา การเล่าเรียนสะสมข้อเท็จจริงและฝึกทักษะต่างๆ ในแนวคิดของท่านทั้งสองต้องการให้การศึกษานั้นพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อันที่สุดของการศึกษาในทัศนะของกฤษณมูรติมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ใช่บุคคลที่สะสมความรู้และไม่ใช่บุคคลสำรวจชีวิตข้างใน แต่มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเป็นทั้งสองสิ่งอยู่ด้วยกัน คือรู้จักตัวเองสามารถมีความสัมพันธ์อย่างถูกต้องกับบุคคล ความคิดและสรรพสิ่งประกอบด้วยสติปัญญาจึงมีความอิสระอย่างแท้จริง แม้ในทัศนะของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ก็มีประเด็นที่คล้ายกันที่ว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นต้องอยู่ด้วยปัญญามีชีวิตที่สามารถสัมพันธ์กลมกลืนกับธรรมชาติได้ จุดมุ่งหมายของการศึกษาของท่านทั้งสองที่สอดคล้องกัน คือเน้นจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่การศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อันเป็นสิ่งที่ท่านทั้งสองว่าเป็นการศึกษาแท้จริง และส่วนที่ต่างกันคือการศึกษาที่จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีวิธีการที่แตกต่างกัน โดยที่กฤษณมูรตินั้นใช้การเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงภายในความคิดด้วยความใส่ใจ การเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตโดยไม่มีการสะสมข้อมูล ส่วนพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) นั้นมีวิธีการศึกษาที่ก่อให้เกิดความรู้ภายในเรียกว่าโยนิโสมนสิการ ได้แก่การศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจอันแยบคาย มีการคิดถูกวิธีความรู้จักคิดหรือคิดเป็นนั่นเอง
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวความคิดปรัชญาการศึกษาของกฤษณมูรติ เพื่อศึกษาแนวความคิดปรัชญาการศึกษาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) และเพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบปรัชญาการศึกษาของกฤษณมูรติและพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ที่มีอิทธิพลต่อสังคม จากการศึกษาวิจัยพบว่าปรัชญาการศึกษาในทัศนะของกฤษณมูรติกับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) นั้น ในด้านความหมายการศึกษานั้นมีประเด็นที่เหมือนกันคือการพัฒนาชีวิตให้ถึงจุดหมายอันสูงสุด ให้พบกับอิสรภาพทั้งภายในทั้งภายนอก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความสามารถที่จะรู้สึกร่วมและสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นโดยตรงได้จริงๆ การศึกษาที่ถูกต้องเป็นการเรียนรู้ชีวิตทั้งหมดให้เกิดความเป็นเอกภาพ ในด้านจุดมุ่งหมายของการศึกษาทั้งกฤษณมูรติกับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) มองว่าการศึกษากับชีวิตนั้นเป็นเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งสองท่านมีแนวคิดที่เหมือนกันในสองประเด็นนี้ คือ ๑.จุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้รับความรู้ในสาขาต่างก่อให้เกิดความชำนิชำนาญที่สุดทางวิชาการและเทคโนโลยี ๒. จุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต้องเป็นที่ยอมรับว่าจุดมุ่งหมายของท่านทั้งสองนั้นมีความเหมือนกันในแง่ของจุดมุ่งหมาย และท่านทั้งสองก็เน้นจุดมุ่งหมายของการศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อันเป็นสิ่งที่ท่านทั้งสองมองว่าเป็นการศึกษาที่แท้จริงปรัชญาการศึกษาของทั้งสองชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการศึกษาปัจจุบันว่าเป็นเรื่องของการสะสมข้อมูลและความรู้จากตำรา การเล่าเรียนสะสมข้อเท็จจริงและฝึกทักษะต่างๆ ในแนวคิดของท่านทั้งสองต้องการให้การศึกษานั้นพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อันที่สุดของการศึกษาในทัศนะของกฤษณมูรติมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ใช่บุคคลที่สะสมความรู้และไม่ใช่บุคคลสำรวจชีวิตข้างใน แต่มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเป็นทั้งสองสิ่งอยู่ด้วยกัน คือรู้จักตัวเองสามารถมีความสัมพันธ์อย่างถูกต้องกับบุคคล ความคิดและสรรพสิ่งประกอบด้วยสติปัญญาจึงมีความอิสระอย่างแท้จริง แม้ในทัศนะของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ก็มีประเด็นที่คล้ายกันที่ว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นต้องอยู่ด้วยปัญญามีชีวิตที่สามารถสัมพันธ์กลมกลืนกับธรรมชาติได้ จุดมุ่งหมายของการศึกษาของท่านทั้งสองที่สอดคล้องกัน คือเน้นจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่การศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อันเป็นสิ่งที่ท่านทั้งสองว่าเป็นการศึกษาแท้จริง และส่วนที่ต่างกันคือการศึกษาที่จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีวิธีการที่แตกต่างกัน โดยที่กฤษณมูรตินั้นใช้การเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงภายในความคิดด้วยความใส่ใจ การเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตโดยไม่มีการสะสมข้อมูล ส่วนพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) นั้นมีวิธีการศึกษาที่ก่อให้เกิดความรู้ภายในเรียกว่าโยนิโสมนสิการ ได้แก่การศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจอันแยบคาย มีการคิดถูกวิธีความรู้จักคิดหรือคิดเป็นนั่นเอง
The purposes of the thesis were: 1) to study conceptsthe educational philosophies pertaining to Krisanamurati, 2) to study conceptsthe educational philosophies pertaining to Phradhammakosacaraya (Buddhadasa Bhikkhu)pursue, 3) to compare study on educational philosophies pertaining to Krisanamurati and Phradhammakosacaraya (Buddhadasa Bhikkhu). The research yields the underlying results: Meaning of education in their educational philosophies has the same issue in that education is developing one’s life for the highest goal, having one’s life experience both internal and external freedom to become a perfect human being, enabling each to share common feelings and actually touching them directly, The correct education is learning through one’s whole life for the sake of unity. In their aims of education, both krisnamurati and Venerable Buddhadasa point out that education and life are the same matter; they have the same opinion in two issues of education and life, namely education for gaining knowledge in different domains culminating in garnering academic and technological competency, and education for bringing about change to become a perfect huma being. Each of which they consider education and life as the real education. Obviously, their educational philosophies stress perils of current education that it is just the matter of collecting data and knowledge out of texts. According to their opinions in so doing, they demand education develop human beings to become perfect ones, which is the highest aim of education, In Krisanamurati’s view, the perfect human being is yet to collect knowledge and yet to explore one’s internal life. Generally, human beings are of education and life together, i.e. having known his/her own self, having correct relation with others, having thoughts and coping with all things with consciousness and wisdom. Even in Venerable Buddhadasa Bhikkhu’s view, it has the similar issue in that the perfect human being must live his/her life through wisdom, having one’s life capable of having relation with the nature in harmony. Their aim of education is correlated in that it put the emphasis on bringing about changing one to become a perfect human being, which they both consider it as the actual education. In stark difference, Krisnamurati’s education emphasizing the development of changing a human being to become the perfect one is of a different method by keeping observing things with that actually occur inside one’s thoughts. To put it simply, it is the study by keeping observing data, but without collecting them. In Venerable Buddhadasa Bhikkhu’s view, he presents the method of the study that generates internal knowledge called “Yonisomanasikara”, Proper Attention, that is, studying life and all things by having a thorough method of systematic attention in one’s thought.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการสร้างสันติสุขตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิ ในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิที่ปรากฏในพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นองค์ ต้นทางแห่งมรรค โดยที่องค์มรรคอีกทั้ง ๗ ข้อ ก็มีคำว่า สัมมา อยู่ข้างหน้าทุกองค์ ๒ และจะเห็นว่า “สัมมา” แปลว่า “ชอบ” หรือ “ถูก” และ “ทิฏฐิ” แปลว่า “ความเห็น” สัมมาทิฏฐินั้นเปรียบประดุจแกนนำ หรือในมุมของปฏิจจสมุปบาท ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำวิถีชีวิตก็จะดำเนินไปในสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) หรือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ การสร้างสันติสุขมี ๒ ปัจจัย ได้แก่ (๑) ปัจจัยภายนอก สำหรับคนสามัญนั้นต้องอาศัยการชี้แนะจากคนดี มีปัญญา มีคุณธรรม ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นมีความเห็นถูกและคล้อยไปตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่ายและจะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธีด้วยตนเองได้ เป็นกัลยาณมิตรโดยแท้มี ๒ ด้าน คือ (๑) คุณสมบัติที่แสดงออกภายนอก คือ คุณสมบัติมิตรที่ดี ๗ ได้แก่ ๑) มิตรมีใจงามชนิดอุปการะ ๒) ทมะ ๓) มิตรมีใจงามชนิดมีใจรัก ๔) สัจจะ ๕) ขันติ ๖) มิตรมีใจงามชนิดร่วมทุกข์ร่วมสุข ๗) มิตรมีใจงามชนิดแนะนำประโยชน์ (๒) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ผลการวิเคราะห์สัมมาทิฏฐในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยนั้น ก่อให้เกิดความเห็นถูก เห็นชอบซึ่งต้องตั้งต้นด้วยความเห็นชอบเสมอ อีกทั้งเพื่อให้มีความสมดุล ในด้านต่างๆเช่น ด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อมจากวัฒนธรรมอื่นที่หลั่งไหลเข้ามาจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการสร้างสันติสุขตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิ ในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิที่ปรากฏในพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นองค์ ต้นทางแห่งมรรค โดยที่องค์มรรคอีกทั้ง ๗ ข้อ ก็มีคำว่า สัมมา อยู่ข้างหน้าทุกองค์ ๒ และจะเห็นว่า “สัมมา” แปลว่า “ชอบ” หรือ “ถูก” และ “ทิฏฐิ” แปลว่า “ความเห็น” สัมมาทิฏฐินั้นเปรียบประดุจแกนนำ หรือในมุมของปฏิจจสมุปบาท ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำวิถีชีวิตก็จะดำเนินไปในสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) หรือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ การสร้างสันติสุขมี ๒ ปัจจัย ได้แก่ (๑) ปัจจัยภายนอก สำหรับคนสามัญนั้นต้องอาศัยการชี้แนะจากคนดี มีปัญญา มีคุณธรรม ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นมีความเห็นถูกและคล้อยไปตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่ายและจะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธีด้วยตนเองได้ เป็นกัลยาณมิตรโดยแท้มี ๒ ด้าน คือ (๑) คุณสมบัติที่แสดงออกภายนอก คือ คุณสมบัติมิตรที่ดี ๗ ได้แก่ ๑) มิตรมีใจงามชนิดอุปการะ ๒) ทมะ ๓) มิตรมีใจงามชนิดมีใจรัก ๔) สัจจะ ๕) ขันติ ๖) มิตรมีใจงามชนิดร่วมทุกข์ร่วมสุข ๗) มิตรมีใจงามชนิดแนะนำประโยชน์ (๒) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ผลการวิเคราะห์สัมมาทิฏฐในการสร้างสันติสุขในสังคมไทยนั้น ก่อให้เกิดความเห็นถูก เห็นชอบซึ่งต้องตั้งต้นด้วยความเห็นชอบเสมอ อีกทั้งเพื่อให้มีความสมดุล ในด้านต่างๆเช่น ด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อมจากวัฒนธรรมอื่นที่หลั่งไหลเข้ามาจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
This thesis serves the purposes: 1) to study Right Understanding in Theravada Buddhist philosophy, 2) to study creating peace in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to analyze right understanding to create peace of Thai’s society in Theravada Buddhist Philosophy. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. The results of the research were found that: The righteous thoughts are the first element of the eight paths of the path. By the 7 other paragraphs, the word is right in front of all 2, and see that “right” means “right” or “right” and “point” means “opinion”. There are two levels of peace building: (1) external factors For ordinary people, it requires the guidance of the good, the wise, the virtuous, the help, the instruction, the instruction to others, the right opinion, and follow the instructions to induce the smart and easy to practice to be able to use the right thinking. The analysis of the expected results when applied Sammathit to create peace in Thai society. It is for the opinion to be approved, which must always be initiated with approval. Also to be balanced. In such areas as education, social and environmental, to be ready to accommodate the rapid and widespread change in education, society, environment, from other cultures flowing from the outside world as well.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาพุทธกิจของพระพุทธเจ้า ๒) เพื่อศึกษาการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ และ ๓) เพื่อวิเคราะห์พุทธกิจในการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัย พบว่า พุทธกิจ เป็นกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ การงานที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ ๕ อย่างเป็นปกติหรือเป็นกิจวัตรในแต่ละวันและปฏิบัติตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา ซึ่งการปฏิบัติพุทธกิจนี้ ถือเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่มีต่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหมือนกันทุกพระองค์ โดยอาศัยพุทธคุณ คือพระปัญญาคุณ เป็นหลักจึงทำให้พระพุทธเจ้ามีความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว และต้องอาศัยพุทธคุณ คือ พระกรุณาคุณ เป็นหลัก จึงมีการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น การประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ หลังจากแสดงยมกปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ปรากฏแล้ว พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จจากจงกรมแก้วที่นิรมิตขึ้นเหนือยอดไม้คัณฑามพฤกษ์ก้าว พระบาทขวาเหยียบยอดภูเขายุคันธร แล้วยกพระบาทซ้ายก้าวเหยียบยอดเขาสิเนรุ เสด็จขึ้นไปประทับ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ซึ่งเป็นพระแท่นที่ประทับของพระอินทร์ ภายใต้ร่มไม้ปาริชาต ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา อันเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติมาในอดีต พระบรมศาสดาพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารและจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพเป็นเวลา ๓ เดือน แล้วจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่โลกในวันมหาปวารณาออกพรรษา พระพุทธองค์ได้ทรงโปรดแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ สนองคุณมารดา ทำให้พระพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นอนาคามี และจะได้เลื่อนระดับชั้นไปสู่พระนิพพานในที่สุด วิเคราะห์พุทธกิจในการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ พุทธกิจในการประกาศพุทธธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงอาศัยพระญาณนี้เป็นหลักประกันความมั่นใจของพุทธสาวกหรือผู้ฟังพระธรรมเทศนาว่าพระองค์นั้นได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการโดยรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงที่ว่า ทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับอาสวะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะได้
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาพุทธกิจของพระพุทธเจ้า ๒) เพื่อศึกษาการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ และ ๓) เพื่อวิเคราะห์พุทธกิจในการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัย พบว่า พุทธกิจ เป็นกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ การงานที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ ๕ อย่างเป็นปกติหรือเป็นกิจวัตรในแต่ละวันและปฏิบัติตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา ซึ่งการปฏิบัติพุทธกิจนี้ ถือเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่มีต่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหมือนกันทุกพระองค์ โดยอาศัยพุทธคุณ คือพระปัญญาคุณ เป็นหลักจึงทำให้พระพุทธเจ้ามีความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว และต้องอาศัยพุทธคุณ คือ พระกรุณาคุณ เป็นหลัก จึงมีการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น การประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ หลังจากแสดงยมกปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ปรากฏแล้ว พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จจากจงกรมแก้วที่นิรมิตขึ้นเหนือยอดไม้คัณฑามพฤกษ์ก้าว พระบาทขวาเหยียบยอดภูเขายุคันธร แล้วยกพระบาทซ้ายก้าวเหยียบยอดเขาสิเนรุ เสด็จขึ้นไปประทับ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ซึ่งเป็นพระแท่นที่ประทับของพระอินทร์ ภายใต้ร่มไม้ปาริชาต ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา อันเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติมาในอดีต พระบรมศาสดาพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารและจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพเป็นเวลา ๓ เดือน แล้วจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่โลกในวันมหาปวารณาออกพรรษา พระพุทธองค์ได้ทรงโปรดแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ สนองคุณมารดา ทำให้พระพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นอนาคามี และจะได้เลื่อนระดับชั้นไปสู่พระนิพพานในที่สุด วิเคราะห์พุทธกิจในการประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาที่ ๗ พุทธกิจในการประกาศพุทธธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงอาศัยพระญาณนี้เป็นหลักประกันความมั่นใจของพุทธสาวกหรือผู้ฟังพระธรรมเทศนาว่าพระองค์นั้นได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการโดยรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงที่ว่า ทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับอาสวะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะได้
The objectives of the thesis were : 1) to study the Buddha’s task, 2) to study the dissemination of Buddhism in seventh year, and 3) to analyze the dissemination of Buddhism in seventh year. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. Outcomes of the research: Buddhism refers to the activities that the Buddha performed, the Buddha's work done five normal or routine each day, and practice throughout the 45 years of the Buddhist practice. It is the duty of the Buddha in the past, present and future to all angels and men alike. By virtue Is your wisdom As a matter of fact, the Buddha is ready for his own benefit. His ministry has been completed. And the grace of mercy is your main virtue, so it is for the benefit of others. Buddhism for the benefit of others. The announcement of Buddhism in the 7th birthday after the show of the miracle to appear. The Supreme Patriarch Mahamudra comes from a stately temple at the top of the tree. Step on the right foot of the mountain. Then left foot step foot stepped. Ascended to the altar at the temple. Which is the inscription of Indra. Under the umbrella In paradise To display the sermon, please mother Buddha. The tradition of the Buddha in the past. The Prophet sallallaahu 's sermon, the devil and the dead at Wat Daengpipipip for 3 months, will return to the world on the day of the Buddhist Lent. The Buddha showed the Metaphysics 7 scriptures satisfy the mother to achieve the mother of the motherhood of the mother. And will advance to nirvana eventually. Buddhist analysis in the announcement of Buddhism in the 7th Buddhist mission in the Buddhist mission statement. The Buddha is to rely on this knowledge as a guarantee of the confidence of the disciples, disciples, listeners or sermons that he has enlightened the Four Noble Truths by realizing that this suffering causes suffering. This sorrow this practice to sorrow. This is the cause of defilement. This is the practice of the fire.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาหน้าที่ชาวพุทธในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาหลักพรหมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อศึกษาหน้าที่ชาวพุทธตามหลักพรมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า หน้าที่ชาวพุทธ หมายถึง สิ่งที่ต้องทำหรือธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องทำเหมือนชาวนาก็มีหน้าที่ต้องทำนาพ่อค้าก็มีหน้าที่ต้องค้าขายครูมีหน้าที่ต้องสอนหนังสือเป็นต้นหากจะชี้แจงในที่นี้ก็มากเหลือที่จะกล่าวได้โดยสิ้นเชิงแต่ถ้ารวบรวมกล่าวให้สั้นแล้วหน้าที่ของคนก็มีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นคือหน้าที่ที่ต้องทำแก่ตนเองอย่างหนึ่งและหน้าที่ที่ต้องทำให้แก่คนอื่นอย่างหนึ่งบรรดาหน้าที่ทั้งสองอย่างนั้นหน้าที่ที่ต้องทำแก่ตนเองในฐานะที่เกิดมาเป็นคนนั้นเบื้องต้นต้องพยายามสร้างตนให้มีหลักฐานหลักแหล่งสมกับที่เกิดมาในโลกนี้ให้ได้ก่อนโดยบำเพ็ญคุณธรรมสี่ข้ออันเป็นหลักทำประโยชน์ที่ตนต้องการในปัจจุบันให้สำเร็จ พรหมชาลสูตร เป็นข่ายที่ทำให้สมณพราหมณ์หลงอยู่ในความเห็นผิด (ทิฏฐิ ๖๒ ประการ) จนต้องติดข้องอยู่กับเวียนว่ายตายเกิด ดุจข่ายคลุมไว้ อาศัยอยู่ในข่ายนี้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ ในข่ายนี้ ถูกข่ายคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาว ประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำเล็กๆ เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ใหญ่ๆ ในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแห คลุมไว้ ติดอยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแหนี้ ถูกแห คลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้น หน้าที่ชาวพุทธตามหลักพรมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท “เบญจศีล” หรือศีลทั้ง ๕ ข้อ เป็นศีลข้อกำหนดสำหรับชาวพุทธทั่วไปควรรักษา คุณค่าของเบญจศีลนี้ “เบญจศีล” เป็นหลักควบคุมความประพฤติเบื้องต้นของมนุษย์ ให้มนุษย์ตั้งอยู่ในคุณธรรม เพื่อให้ประพฤติความดียิ่งขึ้นไป ดังเช่นคนเราจะเขียนหนังสือได้ดี และตรงสวยงาม เริ่มแรกจำต้องอาศัยเส้นบรรทัดเป็นหลัก ตัวอักษรที่ปรากฏจะตรงดี และเรียบร้อย หาไม่ก็จะคดเคี้ยวขาดความสวยงาม ครั้นเมื่อชำนาญดีแล้ว ก็สามารถเขียนให้ตรงโดยไม่อาศัยเส้นบรรทัดได้ การประพฤติธรรม ประพฤติความดี ก็ฉันนั้น เริ่มแรกจำต้องอาศัยอะไรสักอย่างเป็นหลัก ให้เกิดความมั่นคง และเป็นพื้นฐาน
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาหน้าที่ชาวพุทธในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาหลักพรหมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อศึกษาหน้าที่ชาวพุทธตามหลักพรมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า หน้าที่ชาวพุทธ หมายถึง สิ่งที่ต้องทำหรือธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องทำเหมือนชาวนาก็มีหน้าที่ต้องทำนาพ่อค้าก็มีหน้าที่ต้องค้าขายครูมีหน้าที่ต้องสอนหนังสือเป็นต้นหากจะชี้แจงในที่นี้ก็มากเหลือที่จะกล่าวได้โดยสิ้นเชิงแต่ถ้ารวบรวมกล่าวให้สั้นแล้วหน้าที่ของคนก็มีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นคือหน้าที่ที่ต้องทำแก่ตนเองอย่างหนึ่งและหน้าที่ที่ต้องทำให้แก่คนอื่นอย่างหนึ่งบรรดาหน้าที่ทั้งสองอย่างนั้นหน้าที่ที่ต้องทำแก่ตนเองในฐานะที่เกิดมาเป็นคนนั้นเบื้องต้นต้องพยายามสร้างตนให้มีหลักฐานหลักแหล่งสมกับที่เกิดมาในโลกนี้ให้ได้ก่อนโดยบำเพ็ญคุณธรรมสี่ข้ออันเป็นหลักทำประโยชน์ที่ตนต้องการในปัจจุบันให้สำเร็จ พรหมชาลสูตร เป็นข่ายที่ทำให้สมณพราหมณ์หลงอยู่ในความเห็นผิด (ทิฏฐิ ๖๒ ประการ) จนต้องติดข้องอยู่กับเวียนว่ายตายเกิด ดุจข่ายคลุมไว้ อาศัยอยู่ในข่ายนี้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ ในข่ายนี้ ถูกข่ายคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาว ประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำเล็กๆ เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ใหญ่ๆ ในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแห คลุมไว้ ติดอยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแหนี้ ถูกแห คลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้น หน้าที่ชาวพุทธตามหลักพรมชาลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท “เบญจศีล” หรือศีลทั้ง ๕ ข้อ เป็นศีลข้อกำหนดสำหรับชาวพุทธทั่วไปควรรักษา คุณค่าของเบญจศีลนี้ “เบญจศีล” เป็นหลักควบคุมความประพฤติเบื้องต้นของมนุษย์ ให้มนุษย์ตั้งอยู่ในคุณธรรม เพื่อให้ประพฤติความดียิ่งขึ้นไป ดังเช่นคนเราจะเขียนหนังสือได้ดี และตรงสวยงาม เริ่มแรกจำต้องอาศัยเส้นบรรทัดเป็นหลัก ตัวอักษรที่ปรากฏจะตรงดี และเรียบร้อย หาไม่ก็จะคดเคี้ยวขาดความสวยงาม ครั้นเมื่อชำนาญดีแล้ว ก็สามารถเขียนให้ตรงโดยไม่อาศัยเส้นบรรทัดได้ การประพฤติธรรม ประพฤติความดี ก็ฉันนั้น เริ่มแรกจำต้องอาศัยอะไรสักอย่างเป็นหลัก ให้เกิดความมั่นคง และเป็นพื้นฐาน
This thesis serves the purposes: 1) to study Buddhist duties in Theravada Buddhist Philosophy, 2) to study on Brahmajala Sutta in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to study Buddhist duties according to Brahmajala Sutta in Theravada Buddhist Philosophy. Using the document research method Is studying the Buddhist scriptures. Relevant research and other textbooks. The results of the research were found that: The Buddhist duties mean something to do or business, something that needs to be done like a farmer is obliged to do the farmer, it is obliged to trade, the teacher is obliged to teach the book, etc. If you clarify here, it is very much. But to summarize briefly, there are only two functions: one's own duty and one's own. To make one the other, both of these duties must be done to themselves as they are born, in the first place, to try to establish oneself with the first place in the world. Four virtuous virtues are the four main virtues that they are doing today. Brahmajala Sutta is a net that made Brahmins in the wrong opinion. That causes the Brahmin monks to commit wrongdoing (62 Views), so that they must be involved in the death penalty. As the sutras say, "Monks are everywhere. It is a monk or a Brahman. The past is good, defining of the future, define of the past and of the future is good. There are opinions in both past and future. All these Brahmans were involved in 62 views. As veiled Live in this world when it pops out, it is in this network attached to the pitfall net is covered. The role of the Buddhists in accordance with the principles of ritual Buddhist Theravada Buddhist philosophy “Panca Sila” or the five precepts as a precept. The value of this Benjamin, “Benjamin” is the primary control of human conduct. To be human in virtue, to keep up the good as a man, we will write well and beautifully. Initially, we need to rely on the lines. The letters appear to be straight and good, not to be twisted beautiful. Now when it is good it can be written straight without lines and good conduct. First of all, I have to rely on something to secure and as a basis.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาการพัฒนามนุษย์ในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาหลักฆราวาสธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท แล้ว ๓) เพื่อศึกษาการพัฒนามนุษย์ตามหลักฆราวาสธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า พระพุทธศาสนามีคำสอนที่เป็นความจริงระดับสัจธรรม ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพระพุทธเจ้าที่ทรงทดลองค้นคว้าหาความจริงด้วยพระองค์เองและบรรลุผลในทางปฏิบัติ และอีกทั้งหลักคำสอนมีเป้าหมายที่ชัดเจนจึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ให้สามารถบรรลุผลได้ แนวคิดการพัฒนามนุษย์ในทางพระพุทธศาสนามาจากความคิดที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้คิดด้วยเหตุผลและเป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาได้จนถึงจุดสูงสุดเป็นพุทธะ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สูงสุด ฆราวาสธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับฆราวาสธรรมสำหรับการครองเรือนหลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเป็นหลักสำคัญที่จะให้เกิดความไว้วางใจและไมตรีจิตสนิทต่อกัน ทมะ คือ การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกันรู้จักฝึกฝนปรับปรุงตนแก้ไขข้อบกพร่องปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้นต่อความหนักและความร้ายแรงทั้งหลาย จาคะ คือ ความเสียสละความเผื่อแผ่แบ่งปันตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน การพัฒนามนุษย์ตามหลักฆราวาสธรรม ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ เพื่อมุ่งหมายให้ใช้ประชาชนทั่วไปในชีวิตการครองเรือนทั้งหมดยึดถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานของจิตใจในการที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับคนทั้งหลายที่จะอยู่ร่วมหรือติดต่อเกี่ยวข้องกันให้เหมาะสมตามฐานะนั้นๆ เพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเองและแก่ชีวิตของคนอื่นๆ ในสังคม
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาการพัฒนามนุษย์ในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาหลักฆราวาสธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท แล้ว ๓) เพื่อศึกษาการพัฒนามนุษย์ตามหลักฆราวาสธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร คือ ศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราอื่นๆ ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า พระพุทธศาสนามีคำสอนที่เป็นความจริงระดับสัจธรรม ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพระพุทธเจ้าที่ทรงทดลองค้นคว้าหาความจริงด้วยพระองค์เองและบรรลุผลในทางปฏิบัติ และอีกทั้งหลักคำสอนมีเป้าหมายที่ชัดเจนจึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ให้สามารถบรรลุผลได้ แนวคิดการพัฒนามนุษย์ในทางพระพุทธศาสนามาจากความคิดที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้คิดด้วยเหตุผลและเป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาได้จนถึงจุดสูงสุดเป็นพุทธะ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สูงสุด ฆราวาสธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับฆราวาสธรรมสำหรับการครองเรือนหลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเป็นหลักสำคัญที่จะให้เกิดความไว้วางใจและไมตรีจิตสนิทต่อกัน ทมะ คือ การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกันรู้จักฝึกฝนปรับปรุงตนแก้ไขข้อบกพร่องปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้นต่อความหนักและความร้ายแรงทั้งหลาย จาคะ คือ ความเสียสละความเผื่อแผ่แบ่งปันตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน การพัฒนามนุษย์ตามหลักฆราวาสธรรม ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ เพื่อมุ่งหมายให้ใช้ประชาชนทั่วไปในชีวิตการครองเรือนทั้งหมดยึดถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานของจิตใจในการที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับคนทั้งหลายที่จะอยู่ร่วมหรือติดต่อเกี่ยวข้องกันให้เหมาะสมตามฐานะนั้นๆ เพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเองและแก่ชีวิตของคนอื่นๆ ในสังคม
This thesis serves the purposes: 1) to study human development in Theravada Buddhist Philosophy, 2) to study the rule of a good household life in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to study human development following rule of a good household life in Theravada Buddhist Philosophy. It has been carried out with qualitative research methodology, of which its sources include The Tipitaka, relevant researches and other texts to supplement it. The results of the research were found that: Buddhism is a truth-level teaching. This is due to the experience of the Buddha, who tried to find his own truth and attain practical results. Also, the doctrine has clear goals that can be used as a tool for human development to achieve results. The concept of human development in Buddhism comes from the idea that Human beings are rational creatures and animals that can develop to the highest point are enlightened. The Buddha is the model of the highest development. Secular Dharma means the Dharma for the secular Dharma for the four princes of the family. The truth is the sincerity and sincerity of each other, is the key to the trust and goodwill towards each other is to control emotions. To restrain the sense of each other's weaknesses, to know how to improve and correct their defects, adjust the habit and harmony to harmonize. The weave together tolerance is not tolerance to heavy and serious, it is necessary to sacrifice their generous sharing through the generous contributions of each other. Human development based on four secular principles, namely, Suthatha, Khan, and Jaga, aiming at using the general public in the life of the whole household to uphold the basic virtue of mind in order to build good relationships with people who will. To co-operate or contact each other to the appropriate position. To benefit both their own lives and the lives of others in society.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาหลักอบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2. เพื่อศึกษาอบายมุขในการดำเนินชีวิตประจำวัน และ3. เพื่อศึกษาหลักอบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวัน ผลการวิจัยพบว่า อบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ ความเป็นนักเลงหญิง หญิงโสเภณี หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ มีราคะจริตแรงกล้า ความเป็นนักเลงสุรา ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเที่ยวดูการละเล่น ติดการพนัน คบคนชั่ว และเกียจคร้านการงาน วัฒนามุขในการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เป็นเสมือนประตูชัยอันเปิดไปสู่ความสุข ความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต ประกอบด้วย 6 ประการ คือ อาโรคยะ (ความไม่มีโรค) ศีล (มีศีล) พุทธานุมัต (ความรู้ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย) สุตะ (การสดับฟัง) ธรรมานุวัตน์ (การประพฤติตามธรรม) อลีนตา (ความไม่ท้อถอย) อบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อนำไปงดเว้นในชีวิตประจำวัน คือ การใช้ชีวิตอย่างมีสติรอบคอบ รอบรู้ ประกอบด้วยปัญญา รู้เท่าทัน มีศีล เป็นผู้มีความเพียร เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตเข้าไปข้องเกี่ยว อันเป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหาย วุ่นวาย และเดือดร้อน การรู้เท่าทัน และไม่ข้องเกี่ยวอบายมุข จะทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีอายุยืน วรรณะผิวพรรณผ่องใส มีความสุขกายสบายใจ สังคมสงบสุข มีพลังต่อสู้ในการงาน รักษาทรัพย์สมบัติมรดกไว้ได้ ปัญญาเฉลียวฉลาดเหมาะการศึกษาเล่าเรียน และทำให้วิถีชีวิตเจริญก้าวหน้าได้รับการสรรเสริญยกย่อง ดังนั้น อบายมุขในพระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมเพื่อนำไปงดเว้นในชีวิตประจำวันเป็นหลักธรรมป้องกันเหตุแห่งความเสื่อมฉิบหาย เพื่อเตือนสติ ให้รู้เท่าทันป้องกันเหตุแห่งความเสื่อม จากอบายมุขที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาหลักอบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2. เพื่อศึกษาอบายมุขในการดำเนินชีวิตประจำวัน และ3. เพื่อศึกษาหลักอบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวัน ผลการวิจัยพบว่า อบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ ความเป็นนักเลงหญิง หญิงโสเภณี หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ มีราคะจริตแรงกล้า ความเป็นนักเลงสุรา ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเที่ยวดูการละเล่น ติดการพนัน คบคนชั่ว และเกียจคร้านการงาน วัฒนามุขในการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เป็นเสมือนประตูชัยอันเปิดไปสู่ความสุข ความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต ประกอบด้วย 6 ประการ คือ อาโรคยะ (ความไม่มีโรค) ศีล (มีศีล) พุทธานุมัต (ความรู้ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย) สุตะ (การสดับฟัง) ธรรมานุวัตน์ (การประพฤติตามธรรม) อลีนตา (ความไม่ท้อถอย) อบายมุขในพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อนำไปงดเว้นในชีวิตประจำวัน คือ การใช้ชีวิตอย่างมีสติรอบคอบ รอบรู้ ประกอบด้วยปัญญา รู้เท่าทัน มีศีล เป็นผู้มีความเพียร เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตเข้าไปข้องเกี่ยว อันเป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหาย วุ่นวาย และเดือดร้อน การรู้เท่าทัน และไม่ข้องเกี่ยวอบายมุข จะทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีอายุยืน วรรณะผิวพรรณผ่องใส มีความสุขกายสบายใจ สังคมสงบสุข มีพลังต่อสู้ในการงาน รักษาทรัพย์สมบัติมรดกไว้ได้ ปัญญาเฉลียวฉลาดเหมาะการศึกษาเล่าเรียน และทำให้วิถีชีวิตเจริญก้าวหน้าได้รับการสรรเสริญยกย่อง ดังนั้น อบายมุขในพระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมเพื่อนำไปงดเว้นในชีวิตประจำวันเป็นหลักธรรมป้องกันเหตุแห่งความเสื่อมฉิบหาย เพื่อเตือนสติ ให้รู้เท่าทันป้องกันเหตุแห่งความเสื่อม จากอบายมุขที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน
The thesis served the purposes: 1) to study the primary vices in Theravada Buddhism 2) to study the vices in everyday life 3)to study the primary vices in Theravada Buddhism to application in everyday life. Study of the primary vices in Theravada Buddhism and the vices in everyday life . Results of the research findings: Vices in Theravada Buddhism is a gangster, a female Hooker obsessed with corruption the Kama in the privacy desires gangster spirits like night like watching games. Compulsive gambling wicked and lazy dating jobs Vices in everyday life is a trip-watch movies watch drama. See a musical or watch later binge gambling into the modern fashion, beauty, excellent thing lu. Making people mad heart square Need to find the money to spend to obtain possession of it in expensive. Living the materialism and offended khran work Vices in Theravada Buddhism to application in everyday life is living a conscious Intelligence. That is why their not meddle about vices. Not as addictive vices that blockbusters and need knowledge of vices can therefore make life has flourished because of the evil caused by vices . Therefore, the primary vices, so it is one of the principles can be applied in everyday life. Use the averted principles because it is unconscious, knowingly deterioration arising from all vices.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องกัลยาณมิตรตามพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า กัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การปฏิบัติต่อมิตรหรือเพื่อนด้วยความใจกว้าง และมองมิตรในแง่ที่ดี ทำให้ผู้คบหาสมาคมมีแต่ความสุขความเจริญ การที่เราต้องการจะให้บุคคลอื่นเป็นมิตรที่ดีต่อเรา เราเองก็ต้องเป็นมิตรที่ดีต่อบุคคลอื่นด้วย ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อคนอื่น กัลยาณมิตรที่ดีต้องเป็นผู้อุดมด้วยปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างพร้อมมูล ประกอบด้วยคุณสมบัติที่จะสั่งสอน แนะนำ ชี้แจง ชักจูง ช่วยบอกช่องทาง เป็นที่เคารพ เป็นผู้น่ารักเช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก บิดามารดา ครูอาจารย์ และท่านผู้ทรงปัญญาพหูสูตสามารถแนะนำพร่ำสอนเป็นที่ปรึกษาได้ การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น มีแต่ความเจริญในการดำเนินชีวิต ก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น การฝึกตนให้เป็นกัลยาณมิตรตามหลักสัมมาทิฏฐิ ในอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ เป็นกระบวนการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ เป็นปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิต ทั้งทางโลก และทางธรรม คือทางโลกก็ประสบความสำเร็จ ในการครองเรือน ทางธรรมก็จะนำไปสู่การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะการคบมิตรมีอิทธิพลต่อการบรรลุธรรมโดยตรง บทบาทของผู้เป็นกัลยาณมิตร มี ๒ ประการ คือ ๑) บทบาทหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรต่อตนเอง ๒) บทบาทหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่นและสังคม อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ทำให้เกิดคุณค่าและความสำคัญต่อผลสำเร็จ ทั้งในระดับเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรมี ๓ ระดับ คือ๑) ระดับบุคคล ๒) ในระดับสังคม ๓) ในระดับประโยชน์ มี ๓ อย่าง คือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึง ประโยชน์ที่จะได้รับในปัจจุบัน สัมปรายิกัตถะ คือ ประโยชน์ที่จะได้รับในภายหน้า ปรมัตถะ หมายถึง ประโยชน์สูงสุดในชีวิต คือ นิพพาน
วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องกัลยาณมิตรตามพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า กัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง การปฏิบัติต่อมิตรหรือเพื่อนด้วยความใจกว้าง และมองมิตรในแง่ที่ดี ทำให้ผู้คบหาสมาคมมีแต่ความสุขความเจริญ การที่เราต้องการจะให้บุคคลอื่นเป็นมิตรที่ดีต่อเรา เราเองก็ต้องเป็นมิตรที่ดีต่อบุคคลอื่นด้วย ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อคนอื่น กัลยาณมิตรที่ดีต้องเป็นผู้อุดมด้วยปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างพร้อมมูล ประกอบด้วยคุณสมบัติที่จะสั่งสอน แนะนำ ชี้แจง ชักจูง ช่วยบอกช่องทาง เป็นที่เคารพ เป็นผู้น่ารักเช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก บิดามารดา ครูอาจารย์ และท่านผู้ทรงปัญญาพหูสูตสามารถแนะนำพร่ำสอนเป็นที่ปรึกษาได้ การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น มีแต่ความเจริญในการดำเนินชีวิต ก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น การฝึกตนให้เป็นกัลยาณมิตรตามหลักสัมมาทิฏฐิ ในอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ เป็นกระบวนการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ เป็นปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิต ทั้งทางโลก และทางธรรม คือทางโลกก็ประสบความสำเร็จ ในการครองเรือน ทางธรรมก็จะนำไปสู่การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะการคบมิตรมีอิทธิพลต่อการบรรลุธรรมโดยตรง บทบาทของผู้เป็นกัลยาณมิตร มี ๒ ประการ คือ ๑) บทบาทหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรต่อตนเอง ๒) บทบาทหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่นและสังคม อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ทำให้เกิดคุณค่าและความสำคัญต่อผลสำเร็จ ทั้งในระดับเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด อานิสงส์การคบกัลยาณมิตรมี ๓ ระดับ คือ๑) ระดับบุคคล ๒) ในระดับสังคม ๓) ในระดับประโยชน์ มี ๓ อย่าง คือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึง ประโยชน์ที่จะได้รับในปัจจุบัน สัมปรายิกัตถะ คือ ประโยชน์ที่จะได้รับในภายหน้า ปรมัตถะ หมายถึง ประโยชน์สูงสุดในชีวิต คือ นิพพาน
The purposes of this research were: 1) To study the concept of good friends in Theravada Buddhist Philosophy 2) To study in associating with good friends and 3) To analyze the advantages of associating with good friends in Theravada Buddhist philosophy. This thesis was the qualitative methodology, based on the documentary research. Data collection was carried out from many sources as Tipitaka, academicians’ researches, along with work of intellectuals concerned that were specialists in Buddhism. Once completed, data were analyze, and presented through the analytical description. The results of the research were as follows: Good friends in Theravada Buddhist philosophy are persons who have the right understanding to distinguish What is good, what is bad, what is right, what is wrong, what is merit, what is sin, maintaining life with mindfulness and wisdom and guide other people to the right way for valuable benefits. Associating with good friends in the views of Theravada Buddhist philosophy is found that: associating with good friends are conditions to support life get prosperity and good action because good friends are beside you to give useful advices. Therefore human beings should associate with good friends and train oneself to be good friends. The valuable results of associating with good friends in the Theravada Buddhist philosophy’s viewpoints are found that: associating with good friends make valuable result to personal and social level and to obtain important objectives in Theravada Buddhist philosophy.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาความขัดแย้งภายในครอบครัว, ๒) เพื่อศึกษาหลักสังควัตถุตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์หลักสังคหวัตถุเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า สังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีแบบแผนและมีแบบแผนก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียขึ้นโดยที่สังคมไทยแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือสังคมชนบทและสังคมเมือง แต่มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกัน เช่น มีการรวมกลุ่มของคนในสังคมมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างเหมาะสมหรือมีกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนเป็นแนวทางให้ยึดถือร่วมกัน และ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น ดังนั้น เอกลักษณ์ของสังคม ไทยมีลักษณะโดดเด่น กล่าวคือ สังคมไทยรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นสังคมเจ้านายสังคมไทย และเป็นสังคมเกษตรกรรม เป็นต้น สังคหวัตถุหรือสังคหวัตถุธรรมถือว่าเป็นหลักธรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นธรรมที่สามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ประจำวัน ยิ่งการใช้ชีวิตอยู่รวมกันในสังคมหมู่มากแล้ว จะต้องยึดถือหลักธรรมะประจำใจ ไว้คอยประพฤติปฏิบัติ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วยความปลอดภัย และมีความสุข ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุป สังคหวัตถุ ๔ คือ คุณธรรม ๔ อย่าง ได้แก่ ๑) ทาน คือ การรู้จักแบ่งปันสิ่งของ ๒) ปิยวาจา คือ การเจรจาด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ๓) อัตถจริยา คือ ความประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๔) สมานัตตตา คือ ความปะพฤติปฏิบัติดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผลจากการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทแยกออกเป็นประเด็น ปัญหาต่างๆ โดย เริ่มที่ตัวสมาชิกทุกคน ซึ่งประกอบไปด้วย บิดา มารดา และบุตรธิดาด้วยหลักพระพุทธธรรมต่างๆ เช่น แก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการประพฤติปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ของตน สามีก็ทำหน้าทีของสามี ภรรยาก็ทำหน้าที่ของภรรยา บุตรธิดาก็ทำหน้าที่ของบุตรธิดาให้สมบูรณ์นั่นเอง ส่วนปัญหาอื่น ก็สามารถแก้ได้ด้วยการประพฤติธรรมหมวดนั้นๆ เช่น ปัญหาการนอกใจนำไปสู่การหย่าร้างแก้ด้วยหลักอินทรีย์สังวร การสำรวมกาย วาจา ใจ หลักฆราวาส มีความซื่อสัตย์ต่อกัน มีการข่มใจมิให้หลงมัวเมา และเว้นขาดจากอบายมุข ๖ อันจะนำครอบครัวไปสู่ความล่มสลาย เป็นต้น
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาความขัดแย้งภายในครอบครัว, ๒) เพื่อศึกษาหลักสังควัตถุตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) เพื่อวิเคราะห์หลักสังคหวัตถุเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า สังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีแบบแผนและมีแบบแผนก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียขึ้นโดยที่สังคมไทยแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือสังคมชนบทและสังคมเมือง แต่มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกัน เช่น มีการรวมกลุ่มของคนในสังคมมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างเหมาะสมหรือมีกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนเป็นแนวทางให้ยึดถือร่วมกัน และ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น ดังนั้น เอกลักษณ์ของสังคม ไทยมีลักษณะโดดเด่น กล่าวคือ สังคมไทยรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นสังคมเจ้านายสังคมไทย และเป็นสังคมเกษตรกรรม เป็นต้น สังคหวัตถุหรือสังคหวัตถุธรรมถือว่าเป็นหลักธรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นธรรมที่สามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ประจำวัน ยิ่งการใช้ชีวิตอยู่รวมกันในสังคมหมู่มากแล้ว จะต้องยึดถือหลักธรรมะประจำใจ ไว้คอยประพฤติปฏิบัติ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วยความปลอดภัย และมีความสุข ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุป สังคหวัตถุ ๔ คือ คุณธรรม ๔ อย่าง ได้แก่ ๑) ทาน คือ การรู้จักแบ่งปันสิ่งของ ๒) ปิยวาจา คือ การเจรจาด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ๓) อัตถจริยา คือ ความประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๔) สมานัตตตา คือ ความปะพฤติปฏิบัติดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผลจากการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทแยกออกเป็นประเด็น ปัญหาต่างๆ โดย เริ่มที่ตัวสมาชิกทุกคน ซึ่งประกอบไปด้วย บิดา มารดา และบุตรธิดาด้วยหลักพระพุทธธรรมต่างๆ เช่น แก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการประพฤติปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ของตน สามีก็ทำหน้าทีของสามี ภรรยาก็ทำหน้าที่ของภรรยา บุตรธิดาก็ทำหน้าที่ของบุตรธิดาให้สมบูรณ์นั่นเอง ส่วนปัญหาอื่น ก็สามารถแก้ได้ด้วยการประพฤติธรรมหมวดนั้นๆ เช่น ปัญหาการนอกใจนำไปสู่การหย่าร้างแก้ด้วยหลักอินทรีย์สังวร การสำรวมกาย วาจา ใจ หลักฆราวาส มีความซื่อสัตย์ต่อกัน มีการข่มใจมิให้หลงมัวเมา และเว้นขาดจากอบายมุข ๖ อันจะนำครอบครัวไปสู่ความล่มสลาย เป็นต้น
This thesis serves the purposes: 1) to study Household life conflict, 2) to study on rule of good household life, and 3) to analyze the rule of good household life to solve household life conflict following Theravada Buddhist Philosophy. Using the document research method Is studying the Buddhist scriptures. Relevant research and other textbooks. The results of the research were found that: Thai society has changed forever. Both unconventional and conventional changes lead to both good and bad. The Thai society is divided into two parts, rural and urban. It has the same characteristics, such as the integration of people in society, the way to conduct the right or the rules, the rules, the way to hold together and change the movement, etc. So the identity of the society. Thailand has a distinctive feature: Thai society is centralized in the central. Thai society boss and a farming society. Sacred objects or sacred objects is considered a very important principle. It is considered fair to be able to bond with one another. Especially for use in daily life, the more living together in society, the more mass. I must adhere to the principles of morality. To behave Objective 4 is four virtues: 1. To eat is to share. 2. To speak verbally is to speak in a gentle, gentle way. 3. Attitude is behavior that is beneficial to others. 4. Smaratta is a good practice for others to persist. The results of the analysis of conflict resolution in the family of Theravada Buddhist philosophy is divided into issues, starting with all members. It consists of parents and children with various Buddhist principles. For example, resolve conflicts by behaving according to their roles and duties. The husband made her husband's face. Wife also serves his wife and the child is the daughter of the daughter. Other problems It can be solved by doing the wrong class, such as infidelity issues, leading to divorce, organic solstice, articulation, body language, spiritual secularism, loyalty to each other. There is no temptation to be obsessed. And abstain from the six swarms that will lead the family to collapse, etc.