Search results

71 results in 0.05s

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
The objectives of this thesis were as follows: 1) to study the beliefs affecting an environment, 2) to study the principles of beliefs according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to propose the way of beliefs that affect the environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy. 443 samples were used in the study. The data were analyzed by descriptive method and multiple regression statistics. The results of research were found that: 1)The beliefs according to the concept of Mahidol University’s personnel to the environment could be divided into 4 categories; (1) the belief in making merit about releasing animal life has the average value in the middle level, (2) the belief in traditions has the average value at the middle level, (3) the belief in talismans has the average value in the low level, and (4) the belief in hunting and consuming wildlife meat has the average in the least level. 2)The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 1 level including beliefs in hunting and consuming wild life meat. The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 2 levels including beliefs in both hunting and consuming wildlife meat and talismans. 3)The belief that affects the environment of the Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy is ranging from medium to low. And it affects both the natural environment and manmade environment. The opinions in the open-ended questionnaire revealed that releasing animals was to gain merit but environment impacts and natural balance should be considered for the released animals. These beliefs are correspondent with susceptible faith in Theravada Buddhist philosophy.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
This thesis has the following objectives : 1) to study the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy of local government organization employees In Pluak Daeng District, Rayong Province, 2) to compare the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy In Pluak Daeng District of Rayong Province of employees with different gender, age, educational level and work experiences, and 3) to propose guidelines for working under the concept of sufficiency economy philosophy of employees in local government organizations In Pluak Daeng District, Rayong Province. The data were collected by questionnaire from 253 samples determined the sample size by using the formula of "Taro Yamane" Convenience Random Sampling and by in-depth interviews with 5 key informant. The research tools were questionnaires and interview forms. The statistics used in this research are descriptive statistics; frequency, percentage, mean (x ̅) standard deviation (S.D.) and inferential statistics including t-test and variance test (f-test) or (One – Way ANOVA). If there are significant statistical differences, the methods of LSD (Least Significant Difference) will be used. The research findings revealed that: 1) The work performance under the concept of sufficiency economy philosophy in 5 areas is at a high level in total. When arranged in 3 sequences from the highest to the least, it starts with moderation in the work, followed by morality and ethics in work performance, and reason in the work performance respectively. 2) In research hypothesis testing, employees with different genders, ages and work experiences have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy indifferently. The employees with different educational levels have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy differently with a significantly statistical figure at 0.05 3) Based on interviews with key informants, working under the concept of sufficiency economy philosophy is essential and practical based on moderation, saving, not being extravagant, discreet, making decisions with reason, planning, and applying knowledge in work to strengthen and immunize oneself. In addition, it is a preparation to confront with risks and problems to be happened. Knowledge is a key factor in work operation. Therefore, employees should keep learning, exchanging experiences with each other, and should have morality, ethics, honesty, transparency, and abide by Dhamma in living a life and work.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
The objectives of this thesis were: 1) to study personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2, 2) to study teachers’ commitments in schools under Primary Educational Service Area Office 2, and 3) to study of personnel management affecting the teachers’ commitments in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2. The data were collected from 280 samples in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 by questionnaire, and then analyzed by frequency, percentage, Average, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that: 1. The personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level overall. The highest level was on providing counseling and solving work problems for teachers and personnel in schools, followed by teacher and personnel development to perform duty effectively, promotion of morale for teachers and personnel, and qualified personnel recruitment respectively. 2. The commitment of teachers in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level totally. The highest level was on work commitment, and the least level was on organization commitment. 3. Personnel management affecting teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found that the arrangement of personnel suitable for their responsibilities (X2) and providing counseling and problem-solving for teachers and personnel in schools (X5) affected the binding of teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the .01 level. As for the development of teachers and personnel in schools to be able to perform duty effectively (X3) affected teachers’ engagement in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the level of .05 The relationship can be written in the form of raw scores forecasting equations and standard scores as follows: "Y" ̂=.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) ศึกษาความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 3) ศึกษาบรรยากาศองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจำนวน 286 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เกี่ยวกับบรรยากาศองค์การและความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .925 และ .933 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. บรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านความท้าทายและความรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างองค์การ ด้านการปฏิบัติงานและความคาดหวัง ด้านความเสี่ยงในงาน ด้านการให้รางวัลและการลงโทษ ด้านความขัดแย้ง ด้านความผูกพันต่อองค์การ ด้านความอบอุ่น และด้านการสนับสนุน 2. ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการมีแบบแผนความคิด และด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3. บรรยากาศองค์การส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความขัดแย้ง (TC) ด้านความเสี่ยงในงาน (RI) ด้านความผูกพันต่อองค์การ (OI) และด้านโครงสร้างองค์การ (ST) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 56.30 (R2 = 0.563) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปสมการทำนายได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) ศึกษาความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 3) ศึกษาบรรยากาศองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจำนวน 286 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เกี่ยวกับบรรยากาศองค์การและความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .925 และ .933 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. บรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านความท้าทายและความรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างองค์การ ด้านการปฏิบัติงานและความคาดหวัง ด้านความเสี่ยงในงาน ด้านการให้รางวัลและการลงโทษ ด้านความขัดแย้ง ด้านความผูกพันต่อองค์การ ด้านความอบอุ่น และด้านการสนับสนุน 2. ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการมีแบบแผนความคิด และด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3. บรรยากาศองค์การส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความขัดแย้ง (TC) ด้านความเสี่ยงในงาน (RI) ด้านความผูกพันต่อองค์การ (OI) และด้านโครงสร้างองค์การ (ST) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 56.30 (R2 = 0.563) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปสมการทำนายได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
The objectives of this research were: 1) to study organizational climate of Bangkok Thonburi University, 2) to study learning organization of Bangkok Thonburi University, and 3) to study organizational climate affecting learning organization of Bangkok Thonburi University. The data of this predictive research were collected by questionnaires about the organizational climate and the learning organization with reliability at .925 and .933 from 286 personnel of Bangkok Thonburi University. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson Product Moment Correlation Coefficient, and stepwise Multiple Regression Analysis. The results of the search were found that: 1. The organizational climate of Bangkok Thonburi University was at a good level overall and in aspects. The highest level was on challenge and responsibility, followed by organizational structure, performance standards and expectation, task risk, reward and punishment, conflicts, organizational identity, warmth, and support respectively. 2. The learning organization of Bangkok Thonburi University was at a high level overall and in aspects. The highest level was on systematic thinking, followed by perspnal mastery, building shared vision, mental models, and team learning respectively. 3. The organizational climate affected the learning organization of Bangkok Thonburi University, starting from Tolerance Conflicts (TC), and then Task Risk (RI), Organizational Identity (OI), and Organizational Structure (ST) with coefficient and predictive value at 56.30 % (R2 = 0.563) with a significantly statistic figure at .01. It could be written in a predictive equation as follows: Raw score: Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) Standard score: Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) เพื่อศึกษาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายงานบริหาร ครูผู้สอน รวมทั้งหมด 280 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และ การบริหารจัดการ ของสถานศึกษา สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 10 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักภาระรับผิดชอบ ด้านหลักความเสมอภาค ด้านหลักประสิทธิผล ด้านหลักการกระจายอำนาจ ด้านมุ่งเน้นฉันทามติ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักประสิทธิภาพ และด้านหลักการตอบสนอง ตามลำดับ 2. การบริหารจัดการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารงานทั่วไป ด้านบริหารงานวิชาการ ด้านบริหารงานงบประมาณ และด้านบริหารงานบุคคล ตามลำดับ 3. หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ต่อการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม และด้านนิติธรรม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ได้ร้อยละ 64.00 (R2 = 0.640) สามารถเขียนเป็นรูปสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.262+ 0.217 (ด้านหลักความโปร่งใส) + 0.258 (ด้านหลักการมีส่วนร่วม) + 0.254 (ด้านหลักนิติธรรม) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.257 (ด้านหลักความโปร่งใส) + 0.307 (ด้านหลักการมีส่วนร่วม) + 0.293 (ด้านหลักนิติธรรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) เพื่อศึกษาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายงานบริหาร ครูผู้สอน รวมทั้งหมด 280 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และ การบริหารจัดการ ของสถานศึกษา สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 10 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักภาระรับผิดชอบ ด้านหลักความเสมอภาค ด้านหลักประสิทธิผล ด้านหลักการกระจายอำนาจ ด้านมุ่งเน้นฉันทามติ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักประสิทธิภาพ และด้านหลักการตอบสนอง ตามลำดับ 2. การบริหารจัดการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารงานทั่วไป ด้านบริหารงานวิชาการ ด้านบริหารงานงบประมาณ และด้านบริหารงานบุคคล ตามลำดับ 3. หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ต่อการบริหารจัดการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม และด้านนิติธรรม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ได้ร้อยละ 64.00 (R2 = 0.640) สามารถเขียนเป็นรูปสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.262+ 0.217 (ด้านหลักความโปร่งใส) + 0.258 (ด้านหลักการมีส่วนร่วม) + 0.254 (ด้านหลักนิติธรรม) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.257 (ด้านหลักความโปร่งใส) + 0.307 (ด้านหลักการมีส่วนร่วม) + 0.293 (ด้านหลักนิติธรรม
The objectives of this research were: 1) to study good governance of administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1, 2) to study school administration under Office of Secondary Educational Service Area 1, and 3) to study the good governance of administrators affecting school administration under Office of Secondary Educational Service Area 1. The data were collected by questionnaires from 280 samples in 56 schools consisting of school directors, heads of departments, and teachers. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and multiple linear regressions in steps. The results of the study were found that: 1. The level of good governance of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1 was high overall. In each aspect, the highest level started at rule of law, followed by cooperation, responsibility, equality, efficiency, decentralization, agreement, transparency, effectiveness, and responsiveness respectively. 2. The administration of schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 was at a high level totally. In details, the highest mean was on general administration, followed by academic administration, budget administration, and personnel administration respectively. 3. The good governance of school administrators affected the administration of schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 with a significantly statistical level at 0.01 starting from transparency, responsibility , and rule of law with coefficient or prediction power at 64.00% (R2 = 0.640) and it could be written in predictive patterns as follows; Raw score equation = 1.262+ 0.217(transparency) + 0.258 (responsibility) + 0.254 (rule of law) Standard score equation = 0.257 (transparency) + 0.307 (responsibility) + 0.293 (rule of law
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาสถาพการบริหารวัดของพระสังฆาธิการในเขต ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๒) เพื่อศึกษาการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาลในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๓) เพื่อศึกษาทั้งเสนอแนวทางการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาลในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๐ รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ๑. พระสังฆาธิการมีความเข้าใจในหลักการบริหาร (การปกครอง) คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า พระสังฆาธิการมีความคิดเห็นต่อการบริหาร (การปกครอง) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การบริหารทรัพยากรบุคคล (พระสงฆ์) รองลงมา ได้แก่ การบริหารการเงินและทรัพย์สินของวัดอย่างโปร่งใส ๒. ผลการศึกษาการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า พระสังฆาธิการในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร มีประสบการณ์บริหารวัดโดยหลักธรรมาภิบาล โดยรวมทั้ง ๖ ด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ ๓. จากข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษา ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีข้อเสนอแนะที่เป็นเชิงนโยบาย ที่สำคัญดังนี้ ๓.๑ ข้อเสนอแนะด้านบุคคล คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนามีนโยบายการอยู่ร่วมกันอย่างครอบครัว เป็นนโยบายที่ดี แต่มีจุดที่ควรเสนอแนะ ว่า การปกครองนั้นบุคลากรในองค์กรมีทั้งคนที่เชื่อฟังและคนเชื่อฟัง บางคนเป็นคนดื้อเงียบ ดังนั้นคณะสงฆ์เขตทวีวัฒนาควรมีนโยบายกำกับอีกชั้นหนึ่ง คือนโยบายการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของการเป็นคณะสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์รุ่นใหม่ ๆ ได้เข้าใจสภาพของตนมากยิ่งขึ้น พระสงฆ์บางรูปบวชน้อยยังติดนิสัยฆราวาสอยู่ก็ต้องทำความเข้าใจว่าการบวชคืออะไร มีความสำคัญเพียงใด เป็นต้น ๓.๒ ข้อเสนอแนะด้านการเงิน คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา มีนโยบายในการบริหารจัดการ ด้านหลักความรับผิดชอบ และหลักความโปร่งใส เพราะพระสงฆ์ต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและการที่พระสงฆ์เป็นระดับพระสังฆาธิการต้อรอบคอบเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของวัด ต้องจัดทำบัญชีวัดรู้จักการบริหารเงิน ว่าเงินประเภทไหนใช้อย่างไร และต้องมีหลักฐานการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ๓.๓ ข้อเสนอแนะด้านวัสดุ ทรัพย์สินของวัด คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนามีการบริหารจัดการสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ อย่างถูกต้อง มีการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน เอกสารสิทธิ์ที่ดินมีการเก็บรักษาตามระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทรัพย์สินภายในวัดมีการทำบัญชีอย่างชัดเจน ๓.๔ ข้อเสนอแนะด้านการจัดการองค์กร คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา มีการบริหารจัดการ ด้านองค์กรในภาพรวม คือมีสายการบังคับบัญชาตามแนวดิ่ง ผู้บังคับบัญชาสั่งการตามสายงานการปกครอง มีการแต่งตั้งพระภายในวัดให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานที่ถนัด มีการแต่งตั้งพระเลขานุการทำหน้าที่ช่วยสนองงานเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้อีกระดับหนึ่ง หลังจากที่ได้ดำเนินการทำวิจัยเรื่องการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาล ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการดำเนินการวิจัยหลังจากนี้ คือ - มีการปฏิบัติตามนโยบายของเจ้าคณะเขตทวีวัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยน
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาสถาพการบริหารวัดของพระสังฆาธิการในเขต ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๒) เพื่อศึกษาการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาลในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๓) เพื่อศึกษาทั้งเสนอแนวทางการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาลในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๐ รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ๑. พระสังฆาธิการมีความเข้าใจในหลักการบริหาร (การปกครอง) คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า พระสังฆาธิการมีความคิดเห็นต่อการบริหาร (การปกครอง) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การบริหารทรัพยากรบุคคล (พระสงฆ์) รองลงมา ได้แก่ การบริหารการเงินและทรัพย์สินของวัดอย่างโปร่งใส ๒. ผลการศึกษาการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า พระสังฆาธิการในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร มีประสบการณ์บริหารวัดโดยหลักธรรมาภิบาล โดยรวมทั้ง ๖ ด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ ๓. จากข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษา ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีข้อเสนอแนะที่เป็นเชิงนโยบาย ที่สำคัญดังนี้ ๓.๑ ข้อเสนอแนะด้านบุคคล คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนามีนโยบายการอยู่ร่วมกันอย่างครอบครัว เป็นนโยบายที่ดี แต่มีจุดที่ควรเสนอแนะ ว่า การปกครองนั้นบุคลากรในองค์กรมีทั้งคนที่เชื่อฟังและคนเชื่อฟัง บางคนเป็นคนดื้อเงียบ ดังนั้นคณะสงฆ์เขตทวีวัฒนาควรมีนโยบายกำกับอีกชั้นหนึ่ง คือนโยบายการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของการเป็นคณะสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์รุ่นใหม่ ๆ ได้เข้าใจสภาพของตนมากยิ่งขึ้น พระสงฆ์บางรูปบวชน้อยยังติดนิสัยฆราวาสอยู่ก็ต้องทำความเข้าใจว่าการบวชคืออะไร มีความสำคัญเพียงใด เป็นต้น ๓.๒ ข้อเสนอแนะด้านการเงิน คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา มีนโยบายในการบริหารจัดการ ด้านหลักความรับผิดชอบ และหลักความโปร่งใส เพราะพระสงฆ์ต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและการที่พระสงฆ์เป็นระดับพระสังฆาธิการต้อรอบคอบเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของวัด ต้องจัดทำบัญชีวัดรู้จักการบริหารเงิน ว่าเงินประเภทไหนใช้อย่างไร และต้องมีหลักฐานการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ๓.๓ ข้อเสนอแนะด้านวัสดุ ทรัพย์สินของวัด คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนามีการบริหารจัดการสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ อย่างถูกต้อง มีการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน เอกสารสิทธิ์ที่ดินมีการเก็บรักษาตามระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทรัพย์สินภายในวัดมีการทำบัญชีอย่างชัดเจน ๓.๔ ข้อเสนอแนะด้านการจัดการองค์กร คณะสงฆ์เขตทวีวัฒนา มีการบริหารจัดการ ด้านองค์กรในภาพรวม คือมีสายการบังคับบัญชาตามแนวดิ่ง ผู้บังคับบัญชาสั่งการตามสายงานการปกครอง มีการแต่งตั้งพระภายในวัดให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานที่ถนัด มีการแต่งตั้งพระเลขานุการทำหน้าที่ช่วยสนองงานเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้อีกระดับหนึ่ง หลังจากที่ได้ดำเนินการทำวิจัยเรื่องการบริหารวัดของพระสังฆาธิการตามหลักธรรมาภิบาล ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการดำเนินการวิจัยหลังจากนี้ คือ - มีการปฏิบัติตามนโยบายของเจ้าคณะเขตทวีวัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยน
แปลงเจ้าคณะเขตหรือไม่ก็ตาม คณะสงฆ์ควรยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการในด้านการปกครองไว้อย่างมาตรฐาน - ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้คณะสงฆ์เขตอื่น ๆ ได้เข้ามาศึกษาการทำงานของคณะสงฆ์ เขตทวีวัฒนา เพื่อให้รู้ถึง นโยบาย แนวคิด การบริหารจัดการ การปกครองที่ยึดหลักธรรมาภิบาล มาปรับปรุงใช้กับคณะสงฆ์เขตอื่น ๆ ได้ - ควรมีการศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์และประชาชนว่ามีความคิดเห็นด้านใดบ้างกับคณะสงฆ์และควรมีการปรับปรุงในด้านใดบ้าง เพื่อเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องบางประการหรือแนวคิดที่ควรมีการปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติมอย่างไร - ควรมีการนำนโยบายต่าง ๆ รวบรวมเป็นหนังสือ คู่มือการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์เขต ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาในด้านการวิจัยครั้งต่อไป เป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิและข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาต่อไปได้ - ควรมีการศึกษาด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยการตั้งคณะทำงานด้านเวปไซค์ หรือด้านไอที เพื่อเป็นการทันสมัยอยู่เสมอ
This thesis has the following objectives: 1) to study the state of temple administration of administrative monks in Thawi Watthana District of Bangkok, 2) to study the temple administration of administrative monks in Thawi Watthana District of Bangkok according to good governance principles, and in 3) to propose guidelines for temple administration monks of administrative monks in Thawi Watthana District of Bangkok according to good governance principles. The data of this qualitative research were collected by in-depth interview with 10 key informants and then analyzed by content analysis. The research results were found that: 1. The administrative monks in Thawi Watthana District of Bangkok understand the principles of administration at a high level overall. The highest level is on human resource management, followed by temple financial management and property management. 2. The administrative monks in Thawi Watthana District of Bangkok have experiences in temple administration based on good governance in 6 aspects indifferently as the hypothesis set in the study. 3. The suggestions obtained from the study were as follows: 3.1 In personnel administration, the administrative monks should adjust the administration system to the new generation monks in order to make them understand their status in Buddhism. 3.2 In financial administration, the temple account income should be arranged systematically to comply with the monastic discipline and Sangha regulations. 3.3 In temple material, equipment and property, the temple chattel and real estate should be listed systematically according to the regulations of Office of National Buddhism. 3.4 In organizational administration, since the Sangha administration has a vertical command, the administration should be classified and assigned to the abbot, abbot assistant, and secretary respectively. After conducting the research on the management of temples, the things that should be carried on are as follows: - To follow the principles of good governance in the Sangha administration although there is a reshuffle of the administrative monks. - There should be public relations for administrative monks in other district clergic areas to come and study the work of Sangha in Thawi Watthana district. - There should be a study of the opinions of monks and people in the area for improvement of the Sangha administration. - The work and policy of Sangha administration should be compiled and printed as a manual of Sangha administration in Thawi Watthana district. - The modern information technology should be used in Sangha administration in the area.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมา ภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การวิจัยครั้งนี้ มีประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุในเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 236 รูป เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปร ปรวนแบบทางเดียว (F-test or One-way ANOVA) หากพบความแตกต่างทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) พระภิกษุกลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยมีดังนี้ ด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศาสนศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล และด้านการสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาล ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า พระภิกษุที่มี พรรษา และวุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุที่มีระดับ อายุ และวุฒิการศึกษาทางโลก ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เห็นว่า งานด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเป็นงานที่ต้องใช้การควบคุม สอดส่องดูแล พระภิกษุ สามเณร รวมถึงศิษย์วัดให้ปฏิบัติตามกรอบพระธรรมวินัย กฏระเบียบมหาเถรสมาคม ส่วนด้านการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ภาพรวมส่วนใหญ่พระสังฆาธิการมีการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม บาลี แผนกสามัญตามระเบียบของมหาเถรสมาคม ส่วนด้านศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะการให้การสงเคราะห์ด้านการฝึกอบรมแก่พระภิกษุ สามเณร และการสงเคราะห์เยาวชนให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนในลักษณะของการแจกทุนการศึกษาด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการทำงานของคณะสงฆ์โดยรวม ที่เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนทั้งในวัด นอกวัด ชื่อว่า เป็นภารกิจด้านการเผยแผ่ทั้งสิ้น ส่วนด้านสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการทำงานลักษณะการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งการพัฒนาวัดในด้านวัตถุทุกอย่าง และการบำรุงดูแลรักษาถาวรวัตถุ หรือสาธารณสมบัติของวัด และด้านสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล กิจการคณะสงฆ์ด้านนี้ เป็นภารกิจที่วัด หรือพระภิกษุ ดำเนินการช่วยเหลือสังคม
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมา ภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การวิจัยครั้งนี้ มีประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุในเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 236 รูป เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปร ปรวนแบบทางเดียว (F-test or One-way ANOVA) หากพบความแตกต่างทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) พระภิกษุกลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยมีดังนี้ ด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศาสนศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล ด้านการศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล และด้านการสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาล ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า พระภิกษุที่มี พรรษา และวุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุที่มีระดับ อายุ และวุฒิการศึกษาทางโลก ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในเขตอําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เห็นว่า งานด้านการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเป็นงานที่ต้องใช้การควบคุม สอดส่องดูแล พระภิกษุ สามเณร รวมถึงศิษย์วัดให้ปฏิบัติตามกรอบพระธรรมวินัย กฏระเบียบมหาเถรสมาคม ส่วนด้านการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ภาพรวมส่วนใหญ่พระสังฆาธิการมีการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม บาลี แผนกสามัญตามระเบียบของมหาเถรสมาคม ส่วนด้านศึกษาสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาลของพระสังฆาธิการในภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะการให้การสงเคราะห์ด้านการฝึกอบรมแก่พระภิกษุ สามเณร และการสงเคราะห์เยาวชนให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนในลักษณะของการแจกทุนการศึกษาด้านการเผยแผ่ตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการทำงานของคณะสงฆ์โดยรวม ที่เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนทั้งในวัด นอกวัด ชื่อว่า เป็นภารกิจด้านการเผยแผ่ทั้งสิ้น ส่วนด้านสาธารณูปการตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการทำงานลักษณะการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งการพัฒนาวัดในด้านวัตถุทุกอย่าง และการบำรุงดูแลรักษาถาวรวัตถุ หรือสาธารณสมบัติของวัด และด้านสาธารณสงเคราะห์ตามหลักธรรมาภิบาล กิจการคณะสงฆ์ด้านนี้ เป็นภารกิจที่วัด หรือพระภิกษุ ดำเนินการช่วยเหลือสังคม
และผู้ประสบภัยพิบัติในลักษณะต่าง ๆ ดังนั้นกิจการคณะสงฆ์ทุกด้านต้องใช้คุณธรรมนำการบริหารให้คำปรึกษากับคณะสงฆ์เมื่อเกิดปัญหา จัดประชุมเปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการมีส่วนร่วม แต่การทำงานก็ต้องนำหลักของกฎหมาย หลักความโปร่งใส คุ้มค่าตรวจสอบได้
The objectives of the thesis are: 1) to study Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province, 2) to compare Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province based on their different ages, years in monkhood, and educational backgrounds, and 3) to study guidelines of Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province. The data were collected from 236 monks in Nakhon Chaisi district through questionnaires and analyzed by frequency, percentile, mean, standard deviation, t-test, F-test or One-way ANOVA and Least Significant Difference test. (LSD.) The results of research were found that: 1) The opinion of monks on Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province was at a high level overall. The highest level was on Buddhist propagation according to Good Governance, followed by Public Welfare according to Good Governance, Religious study according to Good Governance, Government according to Good Governance, Educational welfare according to Good Governance, and Public Assistance according to Good Governance respectively. 2) The monks with different years in monkhood and Dhamma educational levels had different opinion levels towards Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province with a statistically significant figure at 0.05, but those with different ages and general education levels showed no different opinion level on Sangha’s affairs administration in accordance with good governance of administrative monks in Nakhon Chaisi district of Nakhon Pathom province. 3) Recommendations and suggestions: On the government according to Good Governance, the duty is to administrate, monitor, and take care of monks and novices under the Dhammavinaya and regulations of the Sangha Council. On the education according to Good Governance, the administrative monks support and promote the study of Dhamma, Palia and general education. On Education Welfare according to Good Governance, the administrative monks provide trainings and funds in study for monks, novices and children. On Propagation according to Good Governance, the temple internal and external teachings and trainings of administrative monks are all included in religious propagation. On Public Assistance according to Good Governance, the work and duty cover the development, renovation, restoration and preservation of the temple buildings, properties and objects. And on Public Welfare according to Good Governance, it is the burden of monks and temples to provide assistances to society and victims of disaster. The Sangha’s affairs should be administrated based on virtue, cooperation, laws and regulations that can lead to transparency, worthiness, and accountability.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒ นาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน เอกสารที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อมูลสรุปนิรนัย ผลการวิจัยพบว่า: การกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท ประกอบด้วย 1) มารดามีระดู 2) มารดา บิดา อยู่ร่วมกัน 3) มีสัตว์มาเกิด ลักษณะสัมพันธ์ของการเกิดขึ้นซึ่งชีวิตมนุษย์นั้น เกิดจากองค์ประกอบ 3 ส่วน ที่ประกอบกันเข้าอย่างเหมาะสม ไม่ขาดไม่เกิน ไม่อาจขาดส่วนใดส่วนหนึ่งได้ มนุษย์มิใช่สิ่งสร้างของพรหมและไม่มีส่วนใดคงที่ มนุษย์เกิดจากองค์ประกอบทางกายหรือรูป (รูปประกอบขึ้นจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ) และนาม คือ จิต (เวทนา สัญญา สังขาร จิต วิญญาณ) ทั้งหมดรวมกันเรียกว่า มหาภูตรูป 4 และขันธ์ 5 เกิดจากกิเลส กรรม วิปาก เกิดในภูมิ 3 ตามหลักปฏิจจสมุปบาทภายใต้กฎของไตรลักษณ์ในวัฏฏะสงสาร พัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน คือมีการเจริญเติบโตไปตามขั้นตอน ที่สรุปได้ ดังนี้ เดือนที่ 1 สัปดาห์ที่ 1 – 4 ดังนี้ 7 วัน เป็นกลละ มีลักษณะใสดุจน้ำมันเนยดั่งหยดน้ำมันงา 14 วัน เป็นอัพพุทะ มีลักษณะขนขึ้น ดุจน้ำล้างเนื้อ 21 วัน เป็นเปสิ มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อ 28 วัน เป็นฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ มีสัณฐานดังไข่ไก่ เดือนที่ 2 สัปดาห์ที่ 5 – 8 ดังนี้ 35 วัน เป็นปสาขะ มีลักษณะแตกออกเป็น 5 ปุ่ม คือ ศีรษะ 1 แขน 2 ขา 2 42 วัน เป็นปริปากะ เป็นปัญจสาขาที่แก่ตัว คือเจริญเต็มที่ 49 วัน เกิดจักขุประสาท มีการเจริญของประสาทตา 56 วัน เกิดโสตประสาท มีการเจริญของประสาทหู เดือนที่ 3 สัปดาห์ที่ 9 – 12 สัปดาห์ที่ 9 เกิดชิวหาประสาท มีการเจริญเติบโตของประสาทลิ้น เดือนที่ 4 – 9 จากเดือนที่ 4 – เดือนที่ 9 นี้อวัยวะต่าง ๆ พัฒนาครบ 32 ประการแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นพัฒนาการด้านการเจริญเติบโตของสัตว์ในครรภ์มารดาด้วยข้าวน้ำ อาหาร อากาศ ในส่วนกายประสาทนั้นมีมาแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5 คือปฏิสนธิจิตนับตั้งแต่อุปาทะขณะของปฏิสนธิจิตที่เรียกว่าปฏิสนธิกาล รวม 5 สัปดาห์ เป็น 35 วัน และพัฒนาจนครบถึง 9 เดือน พัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน การปฏิสนธิในครรภ์มารดา เป็นวิวัฒนาการของสัตว์ผู้มีกรรมกำหนดให้มาเกิดในครรภ์ รูปมีอาการ 32 ประการ มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าว น้ำ อย่างไร สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็เลี้ยงอัตภาพอยู่ด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์ กรรมเป็นตัวกำหนด ซึ่งทำกรรมเช่นไรก็ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น มนุษย์ได้รูปด้วยการกำหนดของกรรม
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒ นาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน เอกสารที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อมูลสรุปนิรนัย ผลการวิจัยพบว่า: การกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท ประกอบด้วย 1) มารดามีระดู 2) มารดา บิดา อยู่ร่วมกัน 3) มีสัตว์มาเกิด ลักษณะสัมพันธ์ของการเกิดขึ้นซึ่งชีวิตมนุษย์นั้น เกิดจากองค์ประกอบ 3 ส่วน ที่ประกอบกันเข้าอย่างเหมาะสม ไม่ขาดไม่เกิน ไม่อาจขาดส่วนใดส่วนหนึ่งได้ มนุษย์มิใช่สิ่งสร้างของพรหมและไม่มีส่วนใดคงที่ มนุษย์เกิดจากองค์ประกอบทางกายหรือรูป (รูปประกอบขึ้นจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ) และนาม คือ จิต (เวทนา สัญญา สังขาร จิต วิญญาณ) ทั้งหมดรวมกันเรียกว่า มหาภูตรูป 4 และขันธ์ 5 เกิดจากกิเลส กรรม วิปาก เกิดในภูมิ 3 ตามหลักปฏิจจสมุปบาทภายใต้กฎของไตรลักษณ์ในวัฏฏะสงสาร พัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน คือมีการเจริญเติบโตไปตามขั้นตอน ที่สรุปได้ ดังนี้ เดือนที่ 1 สัปดาห์ที่ 1 – 4 ดังนี้ 7 วัน เป็นกลละ มีลักษณะใสดุจน้ำมันเนยดั่งหยดน้ำมันงา 14 วัน เป็นอัพพุทะ มีลักษณะขนขึ้น ดุจน้ำล้างเนื้อ 21 วัน เป็นเปสิ มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อ 28 วัน เป็นฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ มีสัณฐานดังไข่ไก่ เดือนที่ 2 สัปดาห์ที่ 5 – 8 ดังนี้ 35 วัน เป็นปสาขะ มีลักษณะแตกออกเป็น 5 ปุ่ม คือ ศีรษะ 1 แขน 2 ขา 2 42 วัน เป็นปริปากะ เป็นปัญจสาขาที่แก่ตัว คือเจริญเต็มที่ 49 วัน เกิดจักขุประสาท มีการเจริญของประสาทตา 56 วัน เกิดโสตประสาท มีการเจริญของประสาทหู เดือนที่ 3 สัปดาห์ที่ 9 – 12 สัปดาห์ที่ 9 เกิดชิวหาประสาท มีการเจริญเติบโตของประสาทลิ้น เดือนที่ 4 – 9 จากเดือนที่ 4 – เดือนที่ 9 นี้อวัยวะต่าง ๆ พัฒนาครบ 32 ประการแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นพัฒนาการด้านการเจริญเติบโตของสัตว์ในครรภ์มารดาด้วยข้าวน้ำ อาหาร อากาศ ในส่วนกายประสาทนั้นมีมาแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5 คือปฏิสนธิจิตนับตั้งแต่อุปาทะขณะของปฏิสนธิจิตที่เรียกว่าปฏิสนธิกาล รวม 5 สัปดาห์ เป็น 35 วัน และพัฒนาจนครบถึง 9 เดือน พัฒนาการการกำเนิดมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ในครรภ์ 9 เดือน การปฏิสนธิในครรภ์มารดา เป็นวิวัฒนาการของสัตว์ผู้มีกรรมกำหนดให้มาเกิดในครรภ์ รูปมีอาการ 32 ประการ มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าว น้ำ อย่างไร สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็เลี้ยงอัตภาพอยู่ด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์ กรรมเป็นตัวกำหนด ซึ่งทำกรรมเช่นไรก็ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น มนุษย์ได้รูปด้วยการกำหนดของกรรม
The objectives of this thesis are as follows : 1) To study the human origin in Theravada Buddhism 2) To study the development of human origin in Theravada Buddhism: in the 9 months womb 3) To analyze development Human birth in Theravada Buddhism: In the 9 months womb. The researcher collected and studied from Tripitaka, commentary, textbooks and related researches, and analyzed the contents by the Inductive form. The results were as follows: The origin of human beings in Theravada Buddhism consists of 1) Mothers with menstruation. 2) Mothers of fathers have sex. 3) Fertilized in the womb. The relationship between the occurrence of human life caused by 3 elements that fit together not lacking no more can not lack any part humans are not the creation of Brahma and there is no fixed part. Humans are caused by physical or physical elements. (The state consists of elements from earth elements, water elements, wind elements, fire elements) and conditions. The names are mental (compassion, promise, spirituality). Element 4 Khan 5 was born from the passion of karma. Born in landscape 3 according to the principle of the monarchy under the law of the trinity. The development of human origin in Theravada Buddhism: In the 9-month womb is growing according to the steps summarized as follows. 1st month, week 1 - 4 as follows. 7 days, with a clear look like butter oil as sesame oil drops. 14 days as a push-up, with a hairy appearance Like washing water 21 days is a piece of meat. 28 days as a lump of flesh with the appearance of eggs. Month 2, week 5 - 8 as follows. 35 days, is a pagoda with a split style into 5 buttons, one head, two arms, and two legs. In 42 days, as Paripaka is an old age is fully grown, 49 birthday optic nerve with the growth of the optic nerve and 56 birthdays with the growth of the auditory nerve. Month 3, week 9 - 12, week 9, causing a nervous breakdown with the growth of the tongue nerves. Month 4 - 9 from this 4th - 9th month. Various organs have been developed for 32 years. After this, the development of the animals in the mother's womb is developed with rice, water, food, air. In the neuroscience that has been there since the 5th week. Mental fertilization from the moment of spiritual fertilization, called the 5-week conception to 35 days, and until 9 months. The development of human origin in Theravada Buddhism: In the 9-month womb, fertilization in the mother's womb is the evolution of the karma of animals that have been born in the womb. There are 32 symptoms. The mother of the fetus consumes rice, water, how animals are in the womb. Was fed with food like that in the womb Karma determines which has done such deeds, it would have received such karma human beings can form with karma.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กร 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี และ 3. เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี ผลการวิจัย : วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 1 พบว่า หลักธรรมในการครองตน ครองคน และครองงาน มีความสำคัญในการบริหารองค์กรในภาพรวม ดังนี้ หลักการครองตน ได้แก่ หลักวุฒิธรรม 4 และหลักสัปปุริสธรรม 7 หลักการครองคน ได้แก่ หลักสังคหวัตถุ 4 หลักพรหมวิหาร 4 หลักทศพิธราชธรรม 10 และหลักอธิปไตย 3 หลักการครองงาน ได้แก่ หลักสุจริต 3 หลักอิทธิบาท 4 หลักฆราวาสธรรม 4 หลักสัปปุริสธรรม 7 และหลักอปริหานิยธรรม 7 เป็นต้น วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 2 พบว่า หลักบริหารการจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจีที่มีความสอดคล้องกับหลักพุทธธรรมาภิบาลโดยส่วนใหญ่เป็นหลักบริหารที่อยู่ในส่วนของการกำหนดเป้าหมายองค์กร นโยบายองค์กร วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ หลักจรรยาบรรณ และหลักบรรษัทภิบาลของบริษัท วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 3 พบว่า หลักพุทธธรรมาภิบาลที่มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับหลักการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี กล่าวคือ หลักอธิปไตยสอดคล้องกับการจัดตั้งองค์กร หลักสัปปุริสธรรม 7 สอดคล้องกับการปกครององค์กรของเอสซีจี หลักประโยชน์สาม สอดคล้องกับ เป้าหมายและวัตถุประสงค์องค์กร
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กร 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี และ 3. เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี ผลการวิจัย : วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 1 พบว่า หลักธรรมในการครองตน ครองคน และครองงาน มีความสำคัญในการบริหารองค์กรในภาพรวม ดังนี้ หลักการครองตน ได้แก่ หลักวุฒิธรรม 4 และหลักสัปปุริสธรรม 7 หลักการครองคน ได้แก่ หลักสังคหวัตถุ 4 หลักพรหมวิหาร 4 หลักทศพิธราชธรรม 10 และหลักอธิปไตย 3 หลักการครองงาน ได้แก่ หลักสุจริต 3 หลักอิทธิบาท 4 หลักฆราวาสธรรม 4 หลักสัปปุริสธรรม 7 และหลักอปริหานิยธรรม 7 เป็นต้น วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 2 พบว่า หลักบริหารการจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจีที่มีความสอดคล้องกับหลักพุทธธรรมาภิบาลโดยส่วนใหญ่เป็นหลักบริหารที่อยู่ในส่วนของการกำหนดเป้าหมายองค์กร นโยบายองค์กร วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ หลักจรรยาบรรณ และหลักบรรษัทภิบาลของบริษัท วัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 3 พบว่า หลักพุทธธรรมาภิบาลที่มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับหลักการบริหารจัดการองค์กรของบริษัทเอสซีจี กล่าวคือ หลักอธิปไตยสอดคล้องกับการจัดตั้งองค์กร หลักสัปปุริสธรรม 7 สอดคล้องกับการปกครององค์กรของเอสซีจี หลักประโยชน์สาม สอดคล้องกับ เป้าหมายและวัตถุประสงค์องค์กร
The three main purposes of the study were 1) to study principles of good governance in Buddhist perspective, 2) to study the business management of SCG, and 3) to analyze principles of good governance in Buddhist perspective reflected through SCG’s business management. The results of this study were as follows: The first purpose of the study revealed that most of the Good Governance principles in business management were the principles in the Buddhist teaching frameworks of Leading Self, People, and Work. The second purpose of the study indicated that business management principles of SCG that were related to Good Governance in Buddhist perspective were mostly rooted in the company’s mission, vision, ideology, code of conduct, and corporate governance. And the third purpose of the study was found that there were 15 principles of good governance in Buddhist perspective reflected in the business management of Siam Cement Group (SCG) ; Adhipateyya (supremacy) is relevant to organization establishment; Sappurisadhamma 7 (the seven virtues of the righteous) is accordant with the governance of SCG company; The three benefits were related to the organization’s goals and objectives.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาบทบาทของสามเณรในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาบทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย และ 3) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย ข้อมูลเอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำราเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกพระภิกษุ10 รูป สามเณร 10 รูป รวม 20 รูป ข้อมูลนำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย สามเณรคือเหล่ากอแห่งสมณะ ในยุคพุทธกาลสามเณรมีบทบาทช่วยรักษาพระศาสนา สืบต่อและเผยแผ่พระธรรมวินัย ปัจจุบันสามเณรมีบทบาทช่วยและปฏิบัติตามสิกขาบท 10 ข้อ พร้อมเสขิยวัตร ธรรมเนียม และกฏหมาย ศึกษาปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา รวมถึงระดับปริญญา รักษา ปกป้อง เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนในจังหวัดเลยตัดสินใจเข้ามาบรรพชา คือ แรงผลักดันจากผู้ปกครอง การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น การบวชตามประเพณีการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ความยากจน การปลอดภัยจากพิษภัยของยาเสพติด ปัญหาพ่อแม่หย่าร้าง การขาดโอกาสทางการศึกษา การช่วยขัดเกลาพฤติกรรม และบวชตอบแทนพระคุณพ่อแม่ บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย คือ การศึกษาเล่าเรียนการสนองงานครูอาจารย์และคณะสงฆ์ผู้ช่วยพระภิกษุ ทำกิจวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิเคราะห์บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย พบว่า มีบทบาทโดยภาพรวมแล้ว ได้แก่ 1. เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา เมื่อมีความรู้ทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญ รวมถึงระดับปริญญาแล้ว ย่อมจะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคง แม้จะลาสิกขาออกมาเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ทำการรักษาพระพุทธศาสนาในหน้าที่ของตน 2. เพื่อสังคม เช่น การเผยแผ่พระศาสนา ทำหน้าที่เป็นพระภิกษุสืบไป เป็นต้น 3. เพื่อสถาบันสงฆ์ไทย พระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าคณะปกครองทุกระดับชั้นล้วนเคยบรรพชามาตั้งแต่เป็นสามเณร จึงเอื้อต่อสถาบันพระพุทธศาสนาต่อไป
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาบทบาทของสามเณรในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาบทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย และ 3) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย ข้อมูลเอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำราเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกพระภิกษุ10 รูป สามเณร 10 รูป รวม 20 รูป ข้อมูลนำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย สามเณรคือเหล่ากอแห่งสมณะ ในยุคพุทธกาลสามเณรมีบทบาทช่วยรักษาพระศาสนา สืบต่อและเผยแผ่พระธรรมวินัย ปัจจุบันสามเณรมีบทบาทช่วยและปฏิบัติตามสิกขาบท 10 ข้อ พร้อมเสขิยวัตร ธรรมเนียม และกฏหมาย ศึกษาปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา รวมถึงระดับปริญญา รักษา ปกป้อง เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนในจังหวัดเลยตัดสินใจเข้ามาบรรพชา คือ แรงผลักดันจากผู้ปกครอง การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น การบวชตามประเพณีการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ความยากจน การปลอดภัยจากพิษภัยของยาเสพติด ปัญหาพ่อแม่หย่าร้าง การขาดโอกาสทางการศึกษา การช่วยขัดเกลาพฤติกรรม และบวชตอบแทนพระคุณพ่อแม่ บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย คือ การศึกษาเล่าเรียนการสนองงานครูอาจารย์และคณะสงฆ์ผู้ช่วยพระภิกษุ ทำกิจวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิเคราะห์บทบาทของสามเณรในจังหวัดเลย พบว่า มีบทบาทโดยภาพรวมแล้ว ได้แก่ 1. เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา เมื่อมีความรู้ทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญ รวมถึงระดับปริญญาแล้ว ย่อมจะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคง แม้จะลาสิกขาออกมาเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ทำการรักษาพระพุทธศาสนาในหน้าที่ของตน 2. เพื่อสังคม เช่น การเผยแผ่พระศาสนา ทำหน้าที่เป็นพระภิกษุสืบไป เป็นต้น 3. เพื่อสถาบันสงฆ์ไทย พระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าคณะปกครองทุกระดับชั้นล้วนเคยบรรพชามาตั้งแต่เป็นสามเณร จึงเอื้อต่อสถาบันพระพุทธศาสนาต่อไป
The objectives of this thesis are as follows: 1) to study the roles of the novices in the Theravada Buddhism 2) to study the roles of the novices in Loei Province 3) to analyze the roles of the novices in Loei Province. The derived information and data were: Tripitaka commentary, related textbooks, data and in-depth interviews from 10 monks and 10 novices. The total numbers of the interviewees were 20 persons. The derived data was contentedly analyzed and inductive conclusion was structurally formed. The results of research were found that: Novices are clans of the monks. In the Buddhist era, the novices’ roles were to preserve the religion, be successor to religion and propagate the Dharma disciplines. At present, the novices have roles in helping and following the 10 centipede, Se Khiyawat, traditions and laws. They study Pariyati Dharma including Dharma Department, Pali Department and Department of General Education and Bachelor Degree levels. They keep, protect and propagate Buddhism. Factors that the youths in Loei Province decided to ordinate were the motivation from their parents, ordination according to tradition, alleviating the burden of parents, problems of poverty, staying away from drugs, problems of divorced parents, lack of educational opportunities, refining behavior and ordaining to pay grace to parents. The duty of the novices in Loei are: studying, serving their teachers and clergy, being the monks’ assistants, doing the routine, being a good image to the Buddhists, renewing Buddhism and propagating Buddhism. After analyzing the roles of the novice in Loei Province, it was found that when picture their overall roles; their roles are: 1) for the stability of Buddhism, they have knowledge in 3 parts, Dharma, Pali and general education. This also includes the degree’s levels. The knowledge can stable Buddhism. Even when they leave the monkhood and become laymen, they preserve Buddhism in their duty. 2) For social duty such as propagation Buddhism as being monks. 3) For Thai monks Institute, the monks who become primates governing all levels used to be ordained as the novices. Then they contribute to the Buddhist Institute.