Search results

69 results in 0.21s

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาพรรคการเมืองไทย 2) เพื่อศึกษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพวิเคราะห์เอกสารเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พุทธศักราช 2475 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทยคือกลุ่มคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันมุ่งหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล 2. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการที่ถือเสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญในการตัดสินใจที่จะเลือกผู้แทนโดยการผ่านสมาชิกของพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล 3. พรรคการเมืองไทยเป็นพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบสากล คือด้านการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งของไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และทางด้านอเมริกามีความสอดคล้องกันคือผู้รับสมัครลงเลือกตั้งต้องผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้นมาก่อน ส่วนทางด้านพรรคการเมืองของอังกฤษการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งไม่ผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้น และระบบพรรคการเมืองของสหรัฐอเมริกาและของอังกฤษจัดอยู่ในระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค ส่วนของพรรคการเมืองไทยมีแนวโน้มเป็นระบบสองพรรคเช่นกัน การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไทย ได้นำวิธีการในแบบสหรัฐอเมริกาและแบบอังกฤษมาปรับประยุกต์ใช้ และใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับอังกฤษ
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาพรรคการเมืองไทย 2) เพื่อศึกษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพวิเคราะห์เอกสารเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พุทธศักราช 2475 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทยคือกลุ่มคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันมุ่งหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล 2. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการที่ถือเสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญในการตัดสินใจที่จะเลือกผู้แทนโดยการผ่านสมาชิกของพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล 3. พรรคการเมืองไทยเป็นพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบสากล คือด้านการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งของไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และทางด้านอเมริกามีความสอดคล้องกันคือผู้รับสมัครลงเลือกตั้งต้องผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้นมาก่อน ส่วนทางด้านพรรคการเมืองของอังกฤษการส่งผู้รับสมัครลงเลือกตั้งไม่ผ่านการหยั่งเสียงเบื้องต้น และระบบพรรคการเมืองของสหรัฐอเมริกาและของอังกฤษจัดอยู่ในระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค ส่วนของพรรคการเมืองไทยมีแนวโน้มเป็นระบบสองพรรคเช่นกัน การพัฒนาพรรคการเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไทย ได้นำวิธีการในแบบสหรัฐอเมริกาและแบบอังกฤษมาปรับประยุกต์ใช้ และใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับอังกฤษ
The objectives of this thesis were as follows; 1) to study Thai political party development, 2) to study democratic government system, and 3) to analyze the Thai political party development according to the democracy. The data of this qualitative research were collected from documents, analyzed by content analysis, and presented by by a descriptive method. The study results found that; 1. The Thai political parties were founded after changing the rule from absolute monarchy to democracy in 1932, and they continued gradual development. From past to present, the Thai political parties were groups of people with the same or similar concept and ideology aimed to establish a government. 2. The democracy is the government based on majority votes of people through representatives of political parties by election. 3. In the development of Thai political party according to the democracy, Thai political parties are democratic relevant to universal democratic system. The fielding of the party candidates to election in Thailand was similar to that in the United States of America, but different from that in the United Kingdom which had shorter time in canvassing before the election. The tendency of Thai political party could be grouped into two main parties as in the United States of America and in England. In the development of Thai political party in democracy, long time canvassing before the election as in the United States of America and democratic form of government with the King as Head of state may be applied.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 20 คน ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ การวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลจาก เนื้อหา บทสัมภาษณ์ และทฤษฎีต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครผู้นำชุมชนมีบทบาท ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สำคัญ มีความคิด ความสามารถ มีความรู้ เพื่อมาวางแผน กำหนดนโยบาย โดยประสานทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมที่จะนำทรัพยากรในชุมชนเป็นความรับผิดชอบในการทำกิจกรรม ความมีสภาวะผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ นำสิ่งที่ถูกที่ควร สอดคล้องกับค่านิยมและความคาดหวังของชุมชน 2.การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร หนองจอกเป็นพื้นที่มีผู้นำชุมชนมากที่สุดของกรุงเทพมหานคร พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำหรับผู้นำที่ต้องรู้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบทบาทผู้นำชุมชนด้านเมตตา ความรัก กรุณา มุทิตา, อุเบกขา ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ยินดีปราศจากไม่อิจฉา ความเที่ยงธรรม 3.เพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนเป็นคณะดำเนินการงานที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของชุมชน จำเป็นต้องนำหลักธรรมของผู้นำโดยเฉพาะพรหมวิหาร 4 ให้มีความรู้ มีธรรม เป็นภาคภูมิกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยวิธีต่าง ๆ ที่เหมะสม
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 20 คน ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ การวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลจาก เนื้อหา บทสัมภาษณ์ และทฤษฎีต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครผู้นำชุมชนมีบทบาท ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สำคัญ มีความคิด ความสามารถ มีความรู้ เพื่อมาวางแผน กำหนดนโยบาย โดยประสานทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมที่จะนำทรัพยากรในชุมชนเป็นความรับผิดชอบในการทำกิจกรรม ความมีสภาวะผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ นำสิ่งที่ถูกที่ควร สอดคล้องกับค่านิยมและความคาดหวังของชุมชน 2.การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร หนองจอกเป็นพื้นที่มีผู้นำชุมชนมากที่สุดของกรุงเทพมหานคร พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำหรับผู้นำที่ต้องรู้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบทบาทผู้นำชุมชนด้านเมตตา ความรัก กรุณา มุทิตา, อุเบกขา ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ยินดีปราศจากไม่อิจฉา ความเที่ยงธรรม 3.เพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาบทบาทผู้นำชุมชน เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนเป็นคณะดำเนินการงานที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของชุมชน จำเป็นต้องนำหลักธรรมของผู้นำโดยเฉพาะพรหมวิหาร 4 ให้มีความรู้ มีธรรม เป็นภาคภูมิกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยวิธีต่าง ๆ ที่เหมะสม
The objective of this research was to study the application of Brahmaviharadhamma in community leader’s role development in Nong Chok district of Bangkok. The data of this qualitative research were collected from 20 samples by patterned interview form, and then analyzed by content analysis. The results of the study were found that: 1. The state of community leaders’ role in Nong Chok district, the community leaders are significant, responsible, sincere, honest, and have knowledge and ability in planning, policy setting, and cooperating with people in work and activity in consistency with community value and expectation. 2. The application of Brahmaviharadhamma in development of community leader’s role, Nong Chok district area has a number of community leaders the most in Bangkok. It is necessary for the community leaders to apply the principles of Loving-kindness, Compassion, Sympathetic Joy, and Equanimity in Brahmavihara Dhamma in their duty performance. 3. A suggestion for application of Brahmaviharadhamma, the community leaders have to take care of the advantages of people and give services to people, so they must apply the principles of Brahmaviharadhamma in their duty performance appropriately.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาหลักความเชื่อตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อเสนอแนวทางความเชื่อที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจำนวน 443 คน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความเชื่อตามแนวคิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออก 4 ประเภท (1) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง (2) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อปานกลาง Z3) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อย (4) ด้านความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับความเชื่อน้อยที่สุด 2)ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคลากรมหาวิทยาลัย มหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 1 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีจำนวน 2 ระดับ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าและบริโภคเนื้อสัตว์ป่า และความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง 3)แนวทางความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความคิดเห็นต่อความเชื่อในระดับปานกลางถึงน้อยที่สุดและเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นดังข้อคิดเห็นที่บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงไว้ในคำถามปลายเปิด เช่น การปล่อยสัตว์ต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญเป็นการเสริมบารมี แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาด้วยเนื่องจากสัตว์ต่างๆที่นำไปปล่อยนั้นอาจไม่คุ้นเคยกับบริเวณที่นำไปปล่อยอาจทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีและอาจทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเห็นสอดคล้องกับหลักศรัทธาในพุทธปรัชญาเถรวาทที่เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจลศรัทธา
The objectives of this thesis were as follows: 1) to study the beliefs affecting an environment, 2) to study the principles of beliefs according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to propose the way of beliefs that affect the environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy. 443 samples were used in the study. The data were analyzed by descriptive method and multiple regression statistics. The results of research were found that: 1)The beliefs according to the concept of Mahidol University’s personnel to the environment could be divided into 4 categories; (1) the belief in making merit about releasing animal life has the average value in the middle level, (2) the belief in traditions has the average value at the middle level, (3) the belief in talismans has the average value in the low level, and (4) the belief in hunting and consuming wildlife meat has the average in the least level. 2)The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 1 level including beliefs in hunting and consuming wild life meat. The level of a factor influencing on the natural environment of Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy with the statistical significance level at 0.05 has 2 levels including beliefs in both hunting and consuming wildlife meat and talismans. 3)The belief that affects the environment of the Mahidol University’s personnel according to Theravada Buddhist philosophy is ranging from medium to low. And it affects both the natural environment and manmade environment. The opinions in the open-ended questionnaire revealed that releasing animals was to gain merit but environment impacts and natural balance should be considered for the released animals. These beliefs are correspondent with susceptible faith in Theravada Buddhist philosophy.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังชีวิต ๒) เพื่อศึกษาวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ ๓) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังชีวิตด้วยวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ตำราของนักวิชาการต่าง ๆ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาอ้างอิง ผลการวิจัยพบว่า: ๑. ชีวิต ประกอบด้วยกายและจิต ซึ่งแยกจากกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่จะเสริมสร้างพลังกายด้วยปัจจัยสี่ ส่วนจิตใจขาดการดูแลเอาใจใส่ จึงหวั่นไหวไปตามสภาวะแวดล้อม จนทำให้เกิดอาการวิตก กังวล เบื่อหน่าย ลังเล สงสัย ฟุ้งซ่าน เป็นผลให้ชีวิตประสบกับความทุกข์ ความท้อแท้ ไม่มีพลังในการดำเนินชีวิตให้สมบูรณ์ การมีอายุมาก คือมีพลังชีวิตมาก เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิต หรือเป็นปัจจัยส่งเสริมที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมีความเข้มแข็งและดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ด้วยวิธีปฏิบัติธรรมะตามหลักอิทธิบาท ๔ และธรรมคู่ชีวิต ๕ ประการ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และสมาธิ ๒. วิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก มี ๓ ประการ คือ ๑) กายวิเวก ความสงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัด อยู่ในที่ที่ไม่มีความพลุกพล่าน หรือเสียงคน และสัตว์มารบกวน ตลอดจนไม่มีความสะดุ้งกลัวภัย ๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ ได้แก่การทำจิตให้สงบ ผ่องใสจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ๓) อุปธิวิเวก ความสงบสงัดจากกิเลส โลภ โกรธ หลง ราคะ ตัณหา อุปาทาน ๓. การเสริมสร้างพลังชีวิตด้วยวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาทสามารถปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือจัดเข้าในหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา โดยวิเวก ๓ แยกได้เป็น ๑) กายวิเวก ปฏิบัติตามหลักสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เรียกว่า สีลสิกขา ๒) จิตตวิเวก ปฏิบัติตามหลักสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เรียกว่า จิตตสิกขา ๓) อุปธิวิเวก ปฏิบัติตามหลัก สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ เรียกว่า ปัญญาสิกขา รวมลงในการเจริญจิตตภาวนา หรือการปฏิบัติธรรม
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังชีวิต ๒) เพื่อศึกษาวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ ๓) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังชีวิตด้วยวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ตำราของนักวิชาการต่าง ๆ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาอ้างอิง ผลการวิจัยพบว่า: ๑. ชีวิต ประกอบด้วยกายและจิต ซึ่งแยกจากกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่จะเสริมสร้างพลังกายด้วยปัจจัยสี่ ส่วนจิตใจขาดการดูแลเอาใจใส่ จึงหวั่นไหวไปตามสภาวะแวดล้อม จนทำให้เกิดอาการวิตก กังวล เบื่อหน่าย ลังเล สงสัย ฟุ้งซ่าน เป็นผลให้ชีวิตประสบกับความทุกข์ ความท้อแท้ ไม่มีพลังในการดำเนินชีวิตให้สมบูรณ์ การมีอายุมาก คือมีพลังชีวิตมาก เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิต หรือเป็นปัจจัยส่งเสริมที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมีความเข้มแข็งและดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ด้วยวิธีปฏิบัติธรรมะตามหลักอิทธิบาท ๔ และธรรมคู่ชีวิต ๕ ประการ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และสมาธิ ๒. วิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก มี ๓ ประการ คือ ๑) กายวิเวก ความสงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัด อยู่ในที่ที่ไม่มีความพลุกพล่าน หรือเสียงคน และสัตว์มารบกวน ตลอดจนไม่มีความสะดุ้งกลัวภัย ๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ ได้แก่การทำจิตให้สงบ ผ่องใสจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ๓) อุปธิวิเวก ความสงบสงัดจากกิเลส โลภ โกรธ หลง ราคะ ตัณหา อุปาทาน ๓. การเสริมสร้างพลังชีวิตด้วยวิเวกในพระพุทธศาสนาเถรวาทสามารถปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือจัดเข้าในหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา โดยวิเวก ๓ แยกได้เป็น ๑) กายวิเวก ปฏิบัติตามหลักสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เรียกว่า สีลสิกขา ๒) จิตตวิเวก ปฏิบัติตามหลักสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เรียกว่า จิตตสิกขา ๓) อุปธิวิเวก ปฏิบัติตามหลัก สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ เรียกว่า ปัญญาสิกขา รวมลงในการเจริญจิตตภาวนา หรือการปฏิบัติธรรม
The objectives of the research to Life empowerment with vivek principles in Theravada Buddhism: 1) To study Empowerment Life 2) To study the vivek in Theravada Buddhism, and 3) To study life empowerment with vivek in Theravada Buddhism. This thesis research papers (Documentary Research) study of the Holy Scriptures. The research found that: 1. Life consists of body and mind and they cannot be separated from each other. Most people nurture their body with the four basic necessities and lack of mental nurture. That makes the mind vibrate and conform environmental conditions and cause worry, flurry and worry, uncertainty, and anxiety. That also leads the life to suffering, misery, and disheartenedness. More age means more life power that can nurture and strengthen the life. The Dhamma principles to strengthen the life are Iddhipada and five principles; delight, rapture, serenity, blissfulness, and concentration. 2. Vivek in Theravada Buddhism means silent retail capabilities out. There are 3 reasons 1) silent Vivek capabilities include: body, body is in the gentle waters where there are no hidden or the sound of people and animals, as well as no less startled fear perils 2) Vivek contemplative Silent mind capabilities, including making a mental calm clear from sangyot anusai and niora. Don't go in the various emotions distracted 3) upthi Vivek. Calm the angry parents, passion greedy, lustful desires from the enchanted preconceive. 3. Enhancing life with Vivek in Theravada Buddhism to practice tamoriyamak have 8 or classified in the threefold training, meditation, fasting, and consists of the main intelligence by Vivek 1) a body, Vivek. Compliance with the Lord, Kam and verbally, it is called the poly color lasikkha 2) contemplative Vivek. Practices, meditation, consciousness and career wayama called contemplative Shikha 3) upthi Vivek Compliance with the Lord thitthi and right thought is called wisdom Shikha integrated into growth chitotphaona or meditation.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนใน การพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลัก สังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัว อย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 103 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “เครซี่และมอร์แกน” (Krejcie and Morgan) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (¯(×)) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ที่ตอบแบบสอบถาม ระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมทั้ง 4 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามหลักสังคหวัตถุธรรม รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ตามหลัก สังคหวัตถุธรรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามหลักสังคหวัตถุธรรม ตามลำดับ 2) ในการเปรียบเทียบ ผลทดสอบสมมติฐานของการวิจัยพบว่า คณะกรรมการชุมชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมโดยรวม 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลของคณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 4 ด้าน เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เห็นว่า การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชน จึงควรมีการจัดอบรมให้ความรู้วิธีการดำเนินชีวิตประจำวันตามหลักสังคหวัตถุธรรม คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา แก่ผู้อาศัยอยู่ในชุมชน ที่สามารถยึดถือปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนและส่วนรวม นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีหลักคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเสมอตนเสมอปลาย โดยการน้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำคำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสมัคสมานสามัคคี
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนใน การพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลัก สังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัว อย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 103 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “เครซี่และมอร์แกน” (Krejcie and Morgan) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (¯(×)) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ที่ตอบแบบสอบถาม ระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมทั้ง 4 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามหลักสังคหวัตถุธรรม รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ตามหลัก สังคหวัตถุธรรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามหลักสังคหวัตถุธรรม ตามลำดับ 2) ในการเปรียบเทียบ ผลทดสอบสมมติฐานของการวิจัยพบว่า คณะกรรมการชุมชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมโดยรวม 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลของคณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 4 ด้าน เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เห็นว่า การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชน จึงควรมีการจัดอบรมให้ความรู้วิธีการดำเนินชีวิตประจำวันตามหลักสังคหวัตถุธรรม คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา แก่ผู้อาศัยอยู่ในชุมชน ที่สามารถยึดถือปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนและส่วนรวม นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีหลักคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเสมอตนเสมอปลาย โดยการน้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำคำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสมัคสมานสามัคคี
The objectives of this thesis were as follows : 1) to study participation of community committee in community development according to Sangahavatthudhamma in Thawi Watthana district of Bangkok, 2) to compare the participation of community committee in community development according to Sangahavatthudhamma in Thawi Watthana district of Bangkok classified by personal factors; gender, age, educational level, and occupation, and3) to propose suggestions for participation of community committee in community development according to Sangahavatthudhamma in Thawi Watthana district of Bangkok. 103 samples obtained by Krejcie and Morgan table through convenience random sampling were used in the study. The data were collected by questionnaire and in-depth interviews with 5 key-informants, and then analyzed by frequency, percentage, mean (¯(×)), standard deviation (S.D.), t-test, f-test, and LSD. The results of the study were found that : 1. From questionnaire, the participation of community committee in community development according to Sangahavatthudhamma in Thawi Watthana district of Bangkok was at a high level overall. The highest level was on decision making participation, followed by advantage participation, and operation participation respectively. 2. The community committee with different genders, ages, and occupations had participation in community development according to Sangahavatthudhamma in Thawi Watthana district of Bangkok indifferently. But the community committee with different educational levels had different levels of participation in community development with a significantly statistical level at 0.05 as the hypothesis set for the study. 3. From in-depth interviews, the results indicated that the participation of community committee was necessary and important to the development the community. The training in living a life according to Sangahavatthudhamma should be arranged for people in the community to strengthen their unity and participation. Furthermore, knowledge and hospitality are significant to life. The application of virtues, ethics, and morality in living can create unity and happiness in living together in community.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ “ทาโร ยามาเน่” (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One–Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
This thesis has the following objectives : 1) to study the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy of local government organization employees In Pluak Daeng District, Rayong Province, 2) to compare the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy In Pluak Daeng District of Rayong Province of employees with different gender, age, educational level and work experiences, and 3) to propose guidelines for working under the concept of sufficiency economy philosophy of employees in local government organizations In Pluak Daeng District, Rayong Province. The data were collected by questionnaire from 253 samples determined the sample size by using the formula of "Taro Yamane" Convenience Random Sampling and by in-depth interviews with 5 key informant. The research tools were questionnaires and interview forms. The statistics used in this research are descriptive statistics; frequency, percentage, mean (x ̅) standard deviation (S.D.) and inferential statistics including t-test and variance test (f-test) or (One – Way ANOVA). If there are significant statistical differences, the methods of LSD (Least Significant Difference) will be used. The research findings revealed that: 1) The work performance under the concept of sufficiency economy philosophy in 5 areas is at a high level in total. When arranged in 3 sequences from the highest to the least, it starts with moderation in the work, followed by morality and ethics in work performance, and reason in the work performance respectively. 2) In research hypothesis testing, employees with different genders, ages and work experiences have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy indifferently. The employees with different educational levels have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy differently with a significantly statistical figure at 0.05 3) Based on interviews with key informants, working under the concept of sufficiency economy philosophy is essential and practical based on moderation, saving, not being extravagant, discreet, making decisions with reason, planning, and applying knowledge in work to strengthen and immunize oneself. In addition, it is a preparation to confront with risks and problems to be happened. Knowledge is a key factor in work operation. Therefore, employees should keep learning, exchanging experiences with each other, and should have morality, ethics, honesty, transparency, and abide by Dhamma in living a life and work.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน 2. ความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความผูกพันต่องาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความผูกพันต่อองค์การ 3. การบริหารงานบุคคลส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ (X2) และการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรในสถานศึกษา (X5) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการพัฒนาครูและบุคลากร ในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (X3) ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 (Ytot) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
The objectives of this thesis were: 1) to study personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2, 2) to study teachers’ commitments in schools under Primary Educational Service Area Office 2, and 3) to study of personnel management affecting the teachers’ commitments in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2. The data were collected from 280 samples in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 by questionnaire, and then analyzed by frequency, percentage, Average, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that: 1. The personnel administration of schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level overall. The highest level was on providing counseling and solving work problems for teachers and personnel in schools, followed by teacher and personnel development to perform duty effectively, promotion of morale for teachers and personnel, and qualified personnel recruitment respectively. 2. The commitment of teachers in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at a high level totally. The highest level was on work commitment, and the least level was on organization commitment. 3. Personnel management affecting teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found that the arrangement of personnel suitable for their responsibilities (X2) and providing counseling and problem-solving for teachers and personnel in schools (X5) affected the binding of teachers’ commitment in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the .01 level. As for the development of teachers and personnel in schools to be able to perform duty effectively (X3) affected teachers’ engagement in schools under Nonthaburi Primary Educational Service Area Office 2 (Ytot) with statistical significance at the level of .05 The relationship can be written in the form of raw scores forecasting equations and standard scores as follows: "Y" ̂=.799** + .288**(X2) + .236** (X5) + .246*(X3) "Z" ̂_"y" = .303**(ZX2) + .281** (ZX5) + .231*(ZX3)
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 3) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 32 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเป็นผู้นำทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาครู และบุคลากร ด้านการเป็นผู้อำนวยความสะดวก และด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 32 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การได้รับการยอมรับนับถือ รองลงมาคือ ความสำเร็จของงาน ความรับผิดชอบ ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน 3. บทบาทของผู้บริหารส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 พบว่า การประเมินผล การเป็นผู้อำนวยความสะดวก การสร้างแรงจูงใจ และการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 อย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.949** + .250**(X7) + .200* (X3) + .165*(X6) + .143*(X2) "Z" ̂_"y" = .281**(ZX7) + .227* (ZX3) + .191*(ZX6) + .170*(ZX2)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 3) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 32 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเป็นผู้นำทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาครู และบุคลากร ด้านการเป็นผู้อำนวยความสะดวก และด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 32 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การได้รับการยอมรับนับถือ รองลงมาคือ ความสำเร็จของงาน ความรับผิดชอบ ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน 3. บทบาทของผู้บริหารส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 พบว่า การประเมินผล การเป็นผู้อำนวยความสะดวก การสร้างแรงจูงใจ และการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 อย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ .05 สามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์ ในรูปของสมการพยากรณ์คะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ "Y" ̂ =.949** + .250**(X7) + .200* (X3) + .165*(X6) + .143*(X2) "Z" ̂_"y" = .281**(ZX7) + .227* (ZX3) + .191*(ZX6) + .170*(ZX2)
The objectives of this thesis were: 1) to study the roles of school administrators under the Secondary Educational Service Area Office 32, 2) to study the motivation in duty performance of the teachers under Secondary Educational Service Area Office 32, and 3) to study the roles of the administrators affecting the motivation in duty performance of the teachers under Secondary Educational Service Area Office 32. The data were collected through questionnaire from 280 samples in 56 schools under Secondary Educational Service Area Office 32. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, average, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that: 1. The role of school administrators under Secondary Educational Service Area Office 32 was at a high level overall. The descending score-order from maximum to minimum started with academic leadership, followed by teacher and personnel promoting and supporting for their development, facilitators, and public relations respectively. 2. The motivation in duty performance of the teachers under Secondary Educational Service Area Office 32 was at a high level totally. The highest level was on acceptability, followed by work achievement, responsibility, and career path progress respectively. 3. The role of administrators affecting the performance motivation of teachers in schools under motivation in duty performance of the teachers under Secondary Educational Service Area Office 32 indicated that evaluation, facilitation, motivation, and participatory management affected the motivation of the teachers in the schools under Secondary Educational Service Area Office 32 with a statistically significant figure at 0.05. The relationship can be written in the form of raw scores forecasting equations and standard scores as follows: "Y" ̂ =.949** + .250**(X7) + .200* (X3) + .165*(X6) + .143*(X2) "Z" ̂_"y" = .281**(ZX7) + .227* (ZX3) + .191*(ZX6) + .170*(ZX2)
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
This thesis had the following objectives : 1) to study the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand 2) to study the administration of the Theravada Sangha of the Democratic Republic of Nepal and 3) to study the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal. The tools used in the research were the academic documents that were the work of Buddhist educators and structured interviews were used. The information obtained from documents and interviews was analyzed and interpreted according to the key issues already identified, and the results of the analysis were summarized. The results of the research were found as follows: 1) As to the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand and Nepal, the Thai Sangha organization had the power to enact the rule of the Sangha, had a resolution or issued a notice without being contrary to or inconsistent with the law and the discipline of the Sangha. The organization of the Sangha of Nepal was an organization with a successor to religion being organized as an Independent system and a non-profit organization and did not interfere with politics. It was an organization of society and religion that was in accordance with the laws of the state, which Theravada temples were registered directly to the Sangha. 2) As to the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal, there was Buddhist relationship between two countries, such as Somdet Phra Nanasanvara, the Thai Patriarch, went to visit Nepal and there was assistance in the administration of the Nepalese Sangha, Sangha education, welfare education, religious propagation, public facilities and public welfare. 3) Suggestion were as follows: to increase coordination among the religious organizations of both countries For the propagation of Theravada Buddhism to be more effective, and to encourage monks of both countries as missionaries to work together to create more effective methods of propagating Buddhism in foreign countries.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
This thesis had the following objectives : 1) To study the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) To compare the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, classified with different age, a lent age, level of worldly education and a level of religious education; and 3) To suggest guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom. The sample groups were 260 Sangha administrators and ordinary monks who lived in Sam Phran district, Nakhon Pathom Province. The instrument was a questionnaire about the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, One - Way ANOVA test and compared the differences in pairs by the Scheffé method. The results of the research were found as follows : 1. The administrative role of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom, was the overall average at a high level, by sorting from the highest to the lowest aspects as the administration according to the principles of Dhamma and Vinaya, and administration according to the Sangha Act respectively. 2. In comparative study on the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District Nakhon Pathom province, with different age, lent age, level of worldly and religious education, it was found that the Sangha administrators with different level of worldly education and religious education, had different administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, in the whole view, with significantly statistical difference at the level of 0.05. But for the Sangha administrators with different level of worldly education and the level of religious education, it was found that they had no difference. 3. Guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : In terms of administration, it was found that training for monks, and novices should be arranged to have good behavior as monks and novices and training in the subject of Dhamma and Vinaya, ethics, etiquette, and practices related to the ceremony and caring for monks within the temple equally. In addition, there should have training for people in the area regarding rules and regulations of the Sangha. 4. In interview results in dealing with administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, for both aspects, they were found that the Sangha administrators should use the process of monastic rule without having 4 bias; they should adhere to Dhamma and Vinaya as the principle of supreme rule; and they should comply with the provisions of the Sangha Act which involved 6 aspects, namely maintaining peace, education welfare, propagating Buddhism, public facilities, religious education, and public welfare
หนังสือ

หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) ศึกษาความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 3) ศึกษาบรรยากาศองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจำนวน 286 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เกี่ยวกับบรรยากาศองค์การและความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .925 และ .933 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. บรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านความท้าทายและความรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างองค์การ ด้านการปฏิบัติงานและความคาดหวัง ด้านความเสี่ยงในงาน ด้านการให้รางวัลและการลงโทษ ด้านความขัดแย้ง ด้านความผูกพันต่อองค์การ ด้านความอบอุ่น และด้านการสนับสนุน 2. ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการมีแบบแผนความคิด และด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3. บรรยากาศองค์การส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความขัดแย้ง (TC) ด้านความเสี่ยงในงาน (RI) ด้านความผูกพันต่อองค์การ (OI) และด้านโครงสร้างองค์การ (ST) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 56.30 (R2 = 0.563) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปสมการทำนายได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) ศึกษาความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 3) ศึกษาบรรยากาศองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจำนวน 286 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เกี่ยวกับบรรยากาศองค์การและความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .925 และ .933 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. บรรยากาศองค์การของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านความท้าทายและความรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างองค์การ ด้านการปฏิบัติงานและความคาดหวัง ด้านความเสี่ยงในงาน ด้านการให้รางวัลและการลงโทษ ด้านความขัดแย้ง ด้านความผูกพันต่อองค์การ ด้านความอบอุ่น และด้านการสนับสนุน 2. ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการมีแบบแผนความคิด และด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3. บรรยากาศองค์การส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านความขัดแย้ง (TC) ด้านความเสี่ยงในงาน (RI) ด้านความผูกพันต่อองค์การ (OI) และด้านโครงสร้างองค์การ (ST) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 56.30 (R2 = 0.563) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปสมการทำนายได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
The objectives of this research were: 1) to study organizational climate of Bangkok Thonburi University, 2) to study learning organization of Bangkok Thonburi University, and 3) to study organizational climate affecting learning organization of Bangkok Thonburi University. The data of this predictive research were collected by questionnaires about the organizational climate and the learning organization with reliability at .925 and .933 from 286 personnel of Bangkok Thonburi University. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson Product Moment Correlation Coefficient, and stepwise Multiple Regression Analysis. The results of the search were found that: 1. The organizational climate of Bangkok Thonburi University was at a good level overall and in aspects. The highest level was on challenge and responsibility, followed by organizational structure, performance standards and expectation, task risk, reward and punishment, conflicts, organizational identity, warmth, and support respectively. 2. The learning organization of Bangkok Thonburi University was at a high level overall and in aspects. The highest level was on systematic thinking, followed by perspnal mastery, building shared vision, mental models, and team learning respectively. 3. The organizational climate affected the learning organization of Bangkok Thonburi University, starting from Tolerance Conflicts (TC), and then Task Risk (RI), Organizational Identity (OI), and Organizational Structure (ST) with coefficient and predictive value at 56.30 % (R2 = 0.563) with a significantly statistic figure at .01. It could be written in a predictive equation as follows: Raw score: Y ̂= 0.904 + 0.323 (TC) + 0.272 (RI) + 0.118 (OI) + 0.1 (ST) Standard score: Z ̂y = 0.355 (ZTC) + 0.318 (ZRI) + 0.131 (ZOI) + 0.097 (ZST)
หนังสือ

หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 3) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ศึกษากลุ่ม 1 จำนวน 14 โรงเรียน มีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู รวมทั้งสิ้น 178 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า: 1.การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านความยึดมั่นผูกพัน ด้านความอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ด้านความไว้วางใจ และด้านการตั้ง เป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน 2. ประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านความสามารถ ในการปรับเปลี่ยน และพัฒนาโรงเรียนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ตามด้วย ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนะคติทางบวก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความสามารถในการแก้ไขปัญหาภายในโรงโรงเรียน ตามลำดับ 3. การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิ์ผลของโรงเรียน มากที่สุด คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน รองลงมาคือ ด้านความอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ตามด้วย ด้านความยึดมั่นผูกพัน และด้านที่มีความสัมพันธ์น้อยที่สุดคือ ด้านความไว้วางใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการวิเคราะห์การถดถอยได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Ytot (Unstandardized Score) Ytot = 1.853 + .231X3 + .261X4 + .097X2 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Ztot (Standardized Score) Ztot = .401Z3 + .360Z4 + .1342
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 3) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ศึกษากลุ่ม 1 จำนวน 14 โรงเรียน มีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู รวมทั้งสิ้น 178 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า: 1.การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านความยึดมั่นผูกพัน ด้านความอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ด้านความไว้วางใจ และด้านการตั้ง เป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน 2. ประสิทธิผลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านความสามารถ ในการปรับเปลี่ยน และพัฒนาโรงเรียนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ตามด้วย ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนะคติทางบวก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความสามารถในการแก้ไขปัญหาภายในโรงโรงเรียน ตามลำดับ 3. การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิ์ผลของโรงเรียน มากที่สุด คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน รองลงมาคือ ด้านความอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ตามด้วย ด้านความยึดมั่นผูกพัน และด้านที่มีความสัมพันธ์น้อยที่สุดคือ ด้านความไว้วางใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการวิเคราะห์การถดถอยได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Ytot (Unstandardized Score) Ytot = 1.853 + .231X3 + .261X4 + .097X2 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Ztot (Standardized Score) Ztot = .401Z3 + .360Z4 + .1342
The purposes of research were : 1) to study the the Participative Administration General Buddhist Seripture Schools Group 1 2) to study Affevtiveness of General Buddhist Seripture Schools Group 1 3) to study The Participative Administration Affevtiveness General Buddhist Seripture Schools Group 1. The sampling were totally 14 in schools under General Buddhist Seripture Schools Group 1 directors, duputy director, teacher, General Buddhist Seripture Schools Group 1. Total of 172 respondents. The research instrument was a questionnaire regarding the Participative Administration Affevtiveness of General Buddhist Seripture Schools Group 1. The statistics use for data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation and the stepwise multiple regession analysis. The results of the research were found that: 1. The Participative Administration General Buddhist Seripture Schools Group 1 was as most level. Considering the mean of each aspect was at the most level. Sort by average from highest to lowest level was inspiration, commitment, freedom of responsibirity in the job, fiduciary,trust. setting goals and objectives togetter. 2. The Affevtiveness of General Buddhist Seripture Schools Group 1 was, was as most level. Considering the mean of each aspect was at the most level. Sort by average from highest to lowest level was inspiration . ability modify and develop school in environment,.student product accomplishment, ability development attitude plas, ability solving problems inside school, respectively. 3. The Participative Administration freedom of responsibirity in the job and fiduciary Affevtiveness of General Buddhist Seripture Schools setting goals and objectives togetter. freedom of responsibirity in the job, commitment, trust, significant level at .01. and it can be written as a regression analysis equation as follow raw score forecast equation Ytot (Unstandardized Score) Ytot = 1.853 + .231X3 + .261X4 + .097X2 Rew score forecast standard equation Ztot (Standardized Score) Ztot = .401Z3 + .360Z4 + .1342
หนังสือ

    การศึกษาวิจัยเรื่อง การเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรมมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๒) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๓) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรม วิทยานิพนธ์นี้ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเอกสาร โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยเริ่มจากการวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารวิชาการ วิเคราะห์หลักพุทธธรรมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง คือ ด้านสังคม การศาสนา และการศึกษา จำนวน ๙ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ๑. คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยมี ๙ ประการ คือ ๑) ขยัน ๒) ประหยัด ๓) ซื่อสัตย์ ๔) มีวินัย ๕) สุภาพ ๖) สะอาด ๗) สามัคคี ๘) มีน้ำใจ และ ๙) กตัญญู ๒. หลักพุทธธรรมที่เหมาะสมกับการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย คือ ฆราวาสธรรม หลักธรรมในการครองเรือน และสาราณียธรรม หลักธรรมหลักธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ๓. ผลจากการประยุกต์หลักพุทธธรรมกับทฤษฎีทางสังคมวิทยาและจิตวิทยา ได้กระบวนธรรม ๑๐ ขั้นตอน เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๙ ประการ ร่วมกับกิจกรรม/โครงการที่สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ที่รับผิดชอบจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมให้เกิดขึ้นทางกาย คือ มีความขยัน รับผิดชอบหน้าที่การงาน ประหยัด การออม ซื่อสัตย์ และซื่อตรง มีวินัยต่อตนเองและต่อผู้อื่น เคารพกฎ ระเบียบ และกฎหมาย มีความสะอาดทั้งร่างกายและการแต่งกายที่เหมาะสม ทางวาจา จะมีความสุภาพ อ่อนน้อม รู้จักใช้คำพูดให้เหมาะสมตามกาลเทศะ และทางความคิด จะทำให้ “คิดเป็น” มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตอาสาที่พร้อมจะช่วยเหลือสังคม รู้รักสามัคคี และไม่เห็นแก่ตัว โดยมีตัวชี้วัดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา และความคิดเพื่อประเมินผู้ร่วมกิจกรรม/โครงการทั้งก่อนและหลังการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรม
การศึกษาวิจัยเรื่อง การเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรมมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๒) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๓) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรม วิทยานิพนธ์นี้ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเอกสาร โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยเริ่มจากการวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารวิชาการ วิเคราะห์หลักพุทธธรรมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง คือ ด้านสังคม การศาสนา และการศึกษา จำนวน ๙ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ๑. คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยมี ๙ ประการ คือ ๑) ขยัน ๒) ประหยัด ๓) ซื่อสัตย์ ๔) มีวินัย ๕) สุภาพ ๖) สะอาด ๗) สามัคคี ๘) มีน้ำใจ และ ๙) กตัญญู ๒. หลักพุทธธรรมที่เหมาะสมกับการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย คือ ฆราวาสธรรม หลักธรรมในการครองเรือน และสาราณียธรรม หลักธรรมหลักธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ๓. ผลจากการประยุกต์หลักพุทธธรรมกับทฤษฎีทางสังคมวิทยาและจิตวิทยา ได้กระบวนธรรม ๑๐ ขั้นตอน เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทย ๙ ประการ ร่วมกับกิจกรรม/โครงการที่สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ที่รับผิดชอบจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมให้เกิดขึ้นทางกาย คือ มีความขยัน รับผิดชอบหน้าที่การงาน ประหยัด การออม ซื่อสัตย์ และซื่อตรง มีวินัยต่อตนเองและต่อผู้อื่น เคารพกฎ ระเบียบ และกฎหมาย มีความสะอาดทั้งร่างกายและการแต่งกายที่เหมาะสม ทางวาจา จะมีความสุภาพ อ่อนน้อม รู้จักใช้คำพูดให้เหมาะสมตามกาลเทศะ และทางความคิด จะทำให้ “คิดเป็น” มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตอาสาที่พร้อมจะช่วยเหลือสังคม รู้รักสามัคคี และไม่เห็นแก่ตัว โดยมีตัวชี้วัดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา และความคิดเพื่อประเมินผู้ร่วมกิจกรรม/โครงการทั้งก่อนและหลังการเสริมสร้างคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนไทยตามหลักพุทธธรรม
The objectives of this research are as follows: 1) To study the requirement qualifications of Thai people. 2) To study Buddhadhamma for Reinforcement of requirement qualifications of Thai people. 3) To study on reinforcement of requirement qualifications of Thai people according to Buddhadhamma. This research was conducted qualitative research papers and studying analyzing the content of the paper. Analysis of Buddhist scriptures and commentary. In-depth interviews 9 experts in Social, Religion, and Education had been done. The results indicated as follows: 1. The requirement qualifications of Thai people have 9 aspects that are 1) Diligent work, 2) Save, 3) Integrity, 4) Discipline, 5) Politely, 6) Clean, 7) Unity, 8) Thoughtful, and 9) Gratitude. 2. Buddhadhamma to requirement qualifications of Thai people have Gharãvãsa-dhamma: virtues for a good household life and Sãraniyadhamma: virtues for fraternal living. 3. The result of applied Buddhadhamma with sociological and psychological theories got Buddhadhamma process. All of them use for reinforcement of requirement qualifications of Thai people 9 steps with activities / projects in the social institutions that are held accountable. The objective is to reinforce the behavior. Happening physically is a diligent, responsible and economical savings, honesty and integrity, discipline themselves and to others, respect for rules and laws have cleaned the body and dress for the speech to be courteous, know the words to fit the occasion, the idea to make "Intelligent Thinking”, Creativity, Public Mind, Unity and selflessness. The indicators are based on the behavior that occurs in 3 ways: physical, verbal and ideas to evaluate the activities / projects, both before and after reinforcement of requirement qualifications of Thai people according to Buddhadhamma.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 336 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่า เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3.การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 คือ การบังคับบัญชา การวางแผนการ ควบคุมงาน การจัดองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถทำนายการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้ร้อยละ77.6 และเขียนในรูปของสมการทำนายคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 336 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่า เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3.การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 คือ การบังคับบัญชา การวางแผนการ ควบคุมงาน การจัดองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถทำนายการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้ร้อยละ77.6 และเขียนในรูปของสมการทำนายคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)
The objectives of this research were ; 1) to study administration levels of school administrators, 2) to study levels of the learning organization, and 3) to study admi-nistration of school administrators affecting to the learning organization under Office of Secondary Educational Service Area 9. The data were collected by questionnaires from 336 samples in 56 schools under Office of Secondary Educational Service Area 9, and then analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation and the multiple regression equation. The results of the research were as follows: 1. The administration level of administrators in the schools under Office of Secondary Educational Service Area 9 was at a high level overall. 2. The level of learning organization of the schools under Office of Secon-dary Educational Service Area 9 was at a high level overall. 3. The administrator’s administration affecting the learning organization of the schools under Office of Secondary Educational Service Area 9 was on commanding, work control planning, and organization management with a statistical significance level at 0.01, and it could predict the learning organization at 77.6 per cent. It could be written in equations for multiple regression analysis in the form of a standard score as follows: Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)
หนังสือ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปกครองของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์การปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะการปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารเทศบาลมีอิทธิบาท 4 ในปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านไฟทางสาธารณะ 2) ด้านความสะอาด 3) ด้านการป้องกันสาธารณภัย ผู้บริหารเทศบาลมีความรักและพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นำไปสู่ความสุขในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้า และมีจิตใจจดจ่อต่อหน้าที่ไม่ทอดท้องธุระ และเมื่อเจออุปสรรค์จะต้องพิจารณาโดยรอบขอบ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปกครองของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์การปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะการปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารเทศบาลมีอิทธิบาท 4 ในปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านไฟทางสาธารณะ 2) ด้านความสะอาด 3) ด้านการป้องกันสาธารณภัย ผู้บริหารเทศบาลมีความรักและพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นำไปสู่ความสุขในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้า และมีจิตใจจดจ่อต่อหน้าที่ไม่ทอดท้องธุระ และเมื่อเจออุปสรรค์จะต้องพิจารณาโดยรอบขอบ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ
The objectives of this research were: 1) to study the state of government problems of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province, 2) to analyze the government according Iddhipada Dhamma of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province, and 3) to propose suggestions in the government according Iddhipada Dhamma of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province. The data of this qualitative research were collected from documents and in-depth interviews with 12 key-informants, and then analyzed and presented by a descriptive method. The results of the study found that: The municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province followed the principles of Iddhipada in duty performance in 3 aspects; 1) Public electricity, 2) Area cleanliness and tidiness, and 3) Public disaster prevention. The administrators love and are satisfied with their duty, are diligent and pay attention to their duty. They considered problems around before making decisions, and the operation and performance were evaluated quantitatively and qualitatively to find strength and weakness for further improvement.
หนังสือ

หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุปะสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) แล้วกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างาน/ฝ่าย และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 336 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะการบริหารของผู้บริหาร และการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 มาวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยภาพรวมและรายด้าน ได้ค่าความเชื่อมั่นทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.88 และการหาค่าความเชื่อมั่นการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. ทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านความคิดรวบยอด และทักษะด้านการศึกษาและการสอน ตามลำดับ 2. การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านข้อมูล ด้านสารสนเทศ และด้านการประมวลผล ตามลำดับ 3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่ส่งผล คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.00 (R2 = 0.550) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมาการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุปะสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) แล้วกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างาน/ฝ่าย และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 336 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะการบริหารของผู้บริหาร และการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 มาวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยภาพรวมและรายด้าน ได้ค่าความเชื่อมั่นทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.88 และการหาค่าความเชื่อมั่นการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. ทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านความคิดรวบยอด และทักษะด้านการศึกษาและการสอน ตามลำดับ 2. การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านข้อมูล ด้านสารสนเทศ และด้านการประมวลผล ตามลำดับ 3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่ส่งผล คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.00 (R2 = 0.550) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมาการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด)
The objectives of this research were: 1) to study administrative skills of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1, 2) to study information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1, and 3) to study administrative skills of school administrators affecting information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1. The data were collected through questionnaires from 336 samples consisting of directors, deputy directors, division heads and teachers in 56 schools under Office of Secondary Educational Service Area 1, and then analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of the study found that: 1. The administrative skills in 5 aspects of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1 were at a high level overall and in aspects. The highest level was on thinking skills, followed by human skills, technical skills, concept learning skills, and skills in education and teaching respectively. 2. The information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 in 4 aspects was at a high level in total and in aspect. The highest level started at filing, followed by information technology, and processing respectively. 3. The administrative skills of school administrators affected information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 with a statistically significant figure at .01 on concept learning skills with predictive coefficient value at 55.00 (R2 = 0.550). It could be written in predictive patterns as follows: Raw score equation = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (Concept learning skills) Standard score equation = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (Concept learning skills)
หนังสือ

หนังสือ

    การศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 73 แห่ง จำแนกเป็นสถานศึกษาระดับประถมศึกษาแต่ละเขตโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified style Sampling) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา/รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 361 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.96 และคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ 2. คุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัดสำนักการ ศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ มาตรฐานที่ 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีสุขภาพที่ดีและมีสุนทรียภาพ และมาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล ตามลำดับ 3. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 29.50 (R2 = 0.295) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมการทำนายได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
การศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 73 แห่ง จำแนกเป็นสถานศึกษาระดับประถมศึกษาแต่ละเขตโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified style Sampling) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา/รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 361 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.96 และคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ 2. คุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัดสำนักการ ศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ มาตรฐานที่ 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีสุขภาพที่ดีและมีสุนทรียภาพ และมาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล ตามลำดับ 3. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 29.50 (R2 = 0.295) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมการทำนายได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
The objectives of the study were; 1) to study academic administration of primary school administrators in North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration, 2) to study the quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration, and 3) to study academic administration of school administrators affecting the quality of students in the primary schools, North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration. The samples were 73 schools under North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration. The data were collected by questionnaires regarding the academic administration of school administrator and quality of students from361 respondents consisting of school directors/deputy directors, heads of divisions and teacher. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that 1. The academic administration of primary school administrator in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration, was at a high level totally. The average score ranked from the highest to the lowest started with Learning management, followed by Research for improving the quality of education, and Educational quality assurance and academic work respectively. 2. The quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration, was at a high level in total and in aspects. The highest level was on Standard 2: learners have morals, ethics and desirable values, followed by Standard 1: learners have good health and aesthetics, and Standard 4: learners have ability to think systematically, think creatively, and solve problems reasonably. 3. The academic administration of school administrator affected the quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration with statistically significant figure at 0.01 in curriculum management and educational quality assurance with prediction coefficient value at 29.50 (R2 = 0.295). It could be written in regression equation analysis as follows: Raw Score Equation Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) Standard Equation Z ̂y = = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง 2) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและจริยธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมของนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบศึกษาค้นคว้าเอกสาร จากวรรณกรรมมหาภารตะ เอกสารวิชาการ รวมทั้งเอกสารอื่นๆ อันเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการเชิงบรรยายแล้วนำข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์มานำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง จริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยการขัดเกลาทางสังคม ผ่านกฎเกณฑ์ กฎหมายจารีตปะเพณี ค่านิยมของสัคม ความประพฤติที่ถูกหล่อหลอมด้วยการศึกษาจาก หลักศีลธรรม หลักปรัชญา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของตนเองและประโยชน์สุดต่อตนเอง สังคมและประเทศชาตินอกจากนี้จริยธรรมนั้น ยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อเลือกประพฤติปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความถูกต้องเหมาะสมดีงาม มีลักษณะที่สังคมนั้นพึงประสงค์ก่ อให้เกิดความสงบสุข เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ เหนือสิ่งอื่นใดจริยธรรมนั้นสิ่งที่แสดงออกถึงความยอมรับนับถือคนในสังคมซึ่งทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ 2) จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณกรรมมหาภารตะ พบว่า วรรณกรรมมหาภารตะเป็นเรื่องราวระหว่างตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซึ่งสืบสายโลหิตเดียวกัน ฝ่ายปาณฑพ ประกอบด้วยพี่น้อง 5 คน ฝ่ายเการพ ประกอบด้วยเหล่าพี่น้อง ทั้ง 100 คน ความขัดแย้งของสองตระกูลนี้ ได้สั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ตั้งแต่การทะเลาะเบาะแว้งกันตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งนั้นขยายตัวไปสู่เครือญาติและพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย จนไม่สามารถยุติลงได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่าย ได้ทำการรวบรวมพันธมิตรไพร่พล กองทัพ มาเผชิญหน้ากันและได้ทําสงครามกันที่ทุ่งราบกุรุเกษตร ใกล้แม่น้ำยมุนา เป็นเวลา 18 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายปาณฑพ 3) จากการศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะพบว่าในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องหลักการของการเป็นนักปกครอง โดยมีการกล่าวถึง ส่วนในเรื่องจริยธรรมในตัวของนักปกครองนั้นผู้วิจัยพบว่านักปกครองในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นได้ให้ความสำคัญต่อการทำหน้าที่ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกตัญญู ความสามารถในการจูงใจคน การรู้จักใช้บุคคลความเชี่ยววชาญในการรบ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่หน้าปกครองผู้ปกครองนั้นต้องนำไปประพฤติปฏิบัติซึ่งเป็นหลักของนักปกครองที่ที่กล่าวมานี้สามารถใช้ในปัจจุบันได้
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง 2) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและจริยธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมของนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบศึกษาค้นคว้าเอกสาร จากวรรณกรรมมหาภารตะ เอกสารวิชาการ รวมทั้งเอกสารอื่นๆ อันเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการเชิงบรรยายแล้วนำข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์มานำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง จริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยการขัดเกลาทางสังคม ผ่านกฎเกณฑ์ กฎหมายจารีตปะเพณี ค่านิยมของสัคม ความประพฤติที่ถูกหล่อหลอมด้วยการศึกษาจาก หลักศีลธรรม หลักปรัชญา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของตนเองและประโยชน์สุดต่อตนเอง สังคมและประเทศชาตินอกจากนี้จริยธรรมนั้น ยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อเลือกประพฤติปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความถูกต้องเหมาะสมดีงาม มีลักษณะที่สังคมนั้นพึงประสงค์ก่ อให้เกิดความสงบสุข เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ เหนือสิ่งอื่นใดจริยธรรมนั้นสิ่งที่แสดงออกถึงความยอมรับนับถือคนในสังคมซึ่งทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ 2) จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณกรรมมหาภารตะ พบว่า วรรณกรรมมหาภารตะเป็นเรื่องราวระหว่างตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซึ่งสืบสายโลหิตเดียวกัน ฝ่ายปาณฑพ ประกอบด้วยพี่น้อง 5 คน ฝ่ายเการพ ประกอบด้วยเหล่าพี่น้อง ทั้ง 100 คน ความขัดแย้งของสองตระกูลนี้ ได้สั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ตั้งแต่การทะเลาะเบาะแว้งกันตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งนั้นขยายตัวไปสู่เครือญาติและพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย จนไม่สามารถยุติลงได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่าย ได้ทำการรวบรวมพันธมิตรไพร่พล กองทัพ มาเผชิญหน้ากันและได้ทําสงครามกันที่ทุ่งราบกุรุเกษตร ใกล้แม่น้ำยมุนา เป็นเวลา 18 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายปาณฑพ 3) จากการศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะพบว่าในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องหลักการของการเป็นนักปกครอง โดยมีการกล่าวถึง ส่วนในเรื่องจริยธรรมในตัวของนักปกครองนั้นผู้วิจัยพบว่านักปกครองในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นได้ให้ความสำคัญต่อการทำหน้าที่ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกตัญญู ความสามารถในการจูงใจคน การรู้จักใช้บุคคลความเชี่ยววชาญในการรบ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่หน้าปกครองผู้ปกครองนั้นต้องนำไปประพฤติปฏิบัติซึ่งเป็นหลักของนักปกครองที่ที่กล่าวมานี้สามารถใช้ในปัจจุบันได้
The objectives of this thesis paper were as follows: 1) to study the concepts and theories of ethics of the rulers, 2) to study the background and ethics in Mahabharata epic, and 3) to analyze the advantage and value of ethics of rulers in Mahabharata epic. The data of this qualitative research were collected from Mahabharata epic, academic documents and others concerned documents. The data were analyzed, classified and presented in a descriptive method. The results of the research were found as follows: 1) The concepts and theories based on ethics of the rulers were set in the mankind by nature and needed to be developed by behavioral conditions through socialization, regulations, laws, traditions, cultures, and social values by learning in morality and philosophy with the purpose of oneself happiness and social advantages. Moreover, the ethics can be used in decision to do the right things needed by society for the benefit by oneself, others and society. Above all, the ethics can be expressed by acceptance of people in society as the ways of life and happy life. 2) The Mahabharata literature is a struggle story between two groups of cousins, Kaurava and Pandava princes. Both sides share the same blood. The Pandavas have five siblings, while the Kaurava faction has 100 brothers and sisters. The conflict of these two families has accumulated since childhood and become more intense when they grew up .Their conflicts spread to their relatives and allies. Since the conflicts could not be solved both families gathered allies, armies and troops for the battle at Kurukshetra near the Yamuna River for 18 days. The battle destroyed countless lives of the people of both sides and the battle ended with the victory of the Pandavas. 3) The benefits and ethical values of the rulers appeared in the Mahabharata consisted of the principles of being a ruler. The rulers in the Mahabharata literature paid attention to the duty sacrifice, honesty, ethical courage, gratitude, ability to motivate people, knowing the right man in the right job, having combat skills, and being humble that the rulers could apply in their duty performance today.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศ อายุ ประเภทวิชา ระดับชั้นปี ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One–Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD.(Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้สัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ย 3.34 2) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีค่าเฉลี่ย 3.18 3) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.79 และ 4 ) ด้านการชุมนุมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.54 ตามลำดับ (2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาครที่มีประเภทวิชา และระดับชั้นปีต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศและอายุต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า 1) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ควรติดตามข่าวสารทางการเมืองในส่วนของข้อมูลที่มีความสำคัญ และมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ข่าวสารจากทางราชการ 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง ควรเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ทางการเมืองเพราะการรณรงค์ทางการเมืองเป็นกิจกรรมขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 3) ด้านการร่วมชุมนุมทางการเมือง ควรเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น 4) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง ควรใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้งที่สามารถกระทำได้ และควรให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อแสดงให้เห็นว่านักศึกษาเป็นผู้รู้หน้าที่ และรักษาสิทธิที่ตนเองมีตามวิถีทางแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศ อายุ ประเภทวิชา ระดับชั้นปี ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One–Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD.(Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้สัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ย 3.34 2) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีค่าเฉลี่ย 3.18 3) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.79 และ 4 ) ด้านการชุมนุมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.54 ตามลำดับ (2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาครที่มีประเภทวิชา และระดับชั้นปีต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศและอายุต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า 1) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ควรติดตามข่าวสารทางการเมืองในส่วนของข้อมูลที่มีความสำคัญ และมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ข่าวสารจากทางราชการ 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง ควรเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ทางการเมืองเพราะการรณรงค์ทางการเมืองเป็นกิจกรรมขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 3) ด้านการร่วมชุมนุมทางการเมือง ควรเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น 4) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง ควรใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้งที่สามารถกระทำได้ และควรให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อแสดงให้เห็นว่านักศึกษาเป็นผู้รู้หน้าที่ และรักษาสิทธิที่ตนเองมีตามวิถีทางแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
This thesis has the following objectives: (1) to study the level of political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province, (2) to compare the level of political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province based on their gender, age, subject major, and year in study, and (3) to propose development guidelines for political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province. The data were collected by questionnaires from 274 samples and analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test (Independent Sample) and F-test (OneWay ANOVA). In case, there were significant different levels, LSD (Least Significant Difference) was used. The qualitative data were collected by in-depth interviews with 5 school administrators obtained by purposive selection. The findings indicated that: 1. The political participation of students in vocational schools in Samutsakhon Province was at a moderate level overall. The level could be ranged from the highest to the lowest level as follows: Political Voting 3.34, Political News Tracking 3.18, Political Campaign 2.79, and Political Congregation 2.54 respectively. 2. The students in vocational schools in Samutsakhon province with different subject majors and years in study had political participation differently with a significantly different statistic figure at the 0.05 level. While the students having different genders and ages, did not have different level of political participation. 3. Guidelines for promoting political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province were found that; 1) The students should follow important political news through reliable sources such as government news, 2) Political Campaign is the political activity in which everyone should take part, 3) Political Congregation must comply with the constitutional requirements and must not cause trouble to others, and 4) In election voting, the students should vote on every election and realize the importance of election in order to indicate that they understand their political role and rights.
หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทด้านการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครที่มี อายุพรรษา ระดับการศึกษา และระยะเวลาที่พักอาศัย แตกต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Specified Sampling) คือ การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากพระสงฆ์ ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร จนครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ จนได้ครบจำนวน 122 รูป มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) พระสงฆ์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมทั้ง 2 ด้าน อยู่ในระดับมาก จำแนกแต่ละด้าน พบว่า ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ อยู่ในระดับมาก 2) พระสงฆ์ที่มี อายุพรรษา และการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่พระสงฆ์ที่มีระยะเวลาที่พักอาศัยต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย ได้แก่ ควรใช้ช่วงเวลาหลังจากการลงอุโบสถกรรมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ในการอบรมสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุในปกครอง และ ด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ ได้แก่ ควรเผยแพร่เนื้อหาในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ข้อบังคับ และกฎมหาเถรสมาคมให้พระภิกษุและสามเณรในปกครองได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรรพชา/อุปสมบทใหม่ 4) ผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 1) การปกครองตามพระธรรมวินัยเป็นหัวใจของงานคณะสงฆ์ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ เพราะเป็นการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคมสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันการปกครองคณะสงฆ์ถือเป็นหลักมากสุด และเมือการปกครองฝ่ายบ้านเมืองพัฒนา ขึ้นจึงมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น รวมถึงการะกฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารงานคณะสงฆ์ 2) การปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้อำนาจในการจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ จึงทำให้พระสงฆ์ทุกรูป และไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้อง มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับข้าราชการของแผ่นดินด้วย
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทด้านการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครที่มี อายุพรรษา ระดับการศึกษา และระยะเวลาที่พักอาศัย แตกต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Specified Sampling) คือ การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากพระสงฆ์ ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร จนครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ จนได้ครบจำนวน 122 รูป มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) พระสงฆ์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมทั้ง 2 ด้าน อยู่ในระดับมาก จำแนกแต่ละด้าน พบว่า ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ อยู่ในระดับมาก 2) พระสงฆ์ที่มี อายุพรรษา และการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่พระสงฆ์ที่มีระยะเวลาที่พักอาศัยต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย ได้แก่ ควรใช้ช่วงเวลาหลังจากการลงอุโบสถกรรมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ในการอบรมสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุในปกครอง และ ด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ ได้แก่ ควรเผยแพร่เนื้อหาในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ข้อบังคับ และกฎมหาเถรสมาคมให้พระภิกษุและสามเณรในปกครองได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรรพชา/อุปสมบทใหม่ 4) ผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 1) การปกครองตามพระธรรมวินัยเป็นหัวใจของงานคณะสงฆ์ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ เพราะเป็นการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคมสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันการปกครองคณะสงฆ์ถือเป็นหลักมากสุด และเมือการปกครองฝ่ายบ้านเมืองพัฒนา ขึ้นจึงมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น รวมถึงการะกฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารงานคณะสงฆ์ 2) การปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้อำนาจในการจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ จึงทำให้พระสงฆ์ทุกรูป และไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้อง มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับข้าราชการของแผ่นดินด้วย
และในการปฏิบัติหน้าที่ของพระสงฆ์ทุกระดับต้องเป็นไปโดยถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ซึ่งในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักการ
This thesis had the following objectives: 1) to study the opinions of the monks on the administrative role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok 2) to compare the opinions of the monks on the administrative role of the abbot in Nong khaem Bangkok with different age, education and the length of time residence, and 3) to study the administrative guidance of the abbot in Nongkhaem, Bangkok. A non-probability sampling method by specific sampling was used to collect data from the monks in Nongkhaem District, Bangkok, according to the number of samples of the monks needed until the total number of 122 monks. It had the whole confidence value of 0.99. The statistics used in data analysis were statistics of frequency (percentage), mean ( ) and standard deviation (SD) and test by One-Way ANOVA was used when it was found significant statistical differences at the level of 0.05, and comparing the differences in pairs was used by the Scheffé method. The results of the research were found as follows: 1) The monks’ opinions about the administrative role of the abbot in Nong khaem District, Bangkok, were in the whole view of three aspects at a high level. Considering each aspect, it was found that in the administration according to the principles of Dhamma and Vinaya and the legal administration of the Sangha, they were at a high level. 2) Monks with different age of being a monk, and education had no different opinions in the whole view on the role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok. But monks with different periods of residence had opinions about the administrative role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok, differing significantly at the level of 0.05. 3) Recommendations of the opinions of monks on the role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok, regarding the administration according to the principle of Dhamma and Vinaya, were that it should be used time after the monks’ listening to the recitation of Patimokkha in every half month, in training and teaching of behaviors in accordance with the principles of Dhamma and Vinaya to monks under the administration; and in the aspect of the legal administration of the Sangha, it should make known the content of the Sangha Act, the Sangha Regulations and Rules for the monks and novices under administration, especially for the newly ordinated ones. 4) Results of interviewing key informants about the opinions of the monks on the role of the abbot in the Nongkhaem District, Bangkok, were as follows: (1) The administration according to Dhamma and Vinaya was the main concern of the Buddhist monks’ work. It was considered to be the most important mission of the monks, because it was about the orderliness of living together in the monastic society. From the past to the present, the administration of the Sangha according to Dhamma and Vinaya had been considered to be the most important principle. When the government of the country was developed and there were the Act of the Sangha for the purposes of enhancing the monks to strictly practice according to Dhamma and Vinaya, as well as the Rules of The Sangha Supreme Council, regulations, orders, rules and regulations to be used as guidelines in the administration of the Sangha. (2) Administration by administrative law of the Sangha was a law enacted to empower the administration of the Sangha administration system. It therefore made monks and laymen who worked for the Sangha’s affairs in the temples and were appointed legally had a legal status as a government officials under the Penal Code, as well as civil servants of the land, and in performing the duties of monks at all levels it should be accurate, convenient, fast and fair.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี พรรษา อายุ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการศึกษาสามัญ ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัญหา และแนว ทางการแก้ไขเกี่ยวกับการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้งนี้กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed methodology research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 415 รูปกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่ & มอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 รูป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน หาค่า t-test และ หาค่า F- test ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงพรรณนาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการศึกษาการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเมตตาธรรม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านมุทิตาธรรม ส่วน ด้านกรุณาธรรม มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2)ผลการเปรียบเทียบการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตาม พรรษา อายุ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการศึกษาสายสามัญ ต่างกัน พบว่า จำแนกตามพรรษา จำแจกตามวุฒิการศึกษาทางธรรม และจำแนกตามวุฒิการศึกษาสายสามัญ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามอายุ โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ข้อเสนอ แนะเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ในความเป็นบุคคล พื้นที่ บริบท สภาพความ เป็นอยู่ก็จะแตกต่างไป เพราะฉะนั้นบริหารกิจการคณะสงฆ์อาจจะไม่ทั่วถึง เช่น ถ้าหากว่ามีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดก็อาจจะทั่วถึงโดยไม่ต้องมีการขอ ไม่ต้องมีการบอกกล่าว แต่หากว่าเป็นพระผู้น้อยที่ไม่มีความใกล้ชิด ที่อยู่ห่างไกล อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง แต่เจ้าคณะปกครองก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ดูแล เท่าที่ควร แนวทางการแก้ไขปัญหา พระสังฆาธิการควรที่จะต้องเข้าไปดูแลวัดในเขตที่ตนเองปกครองให้มากขึ้น เพื่อที่จะให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์จะเป็นไปโดยเรียบร้อย
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจ การคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี พรรษา อายุ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการศึกษาสามัญ ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัญหา และแนว ทางการแก้ไขเกี่ยวกับการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้งนี้กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed methodology research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 415 รูปกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่ & มอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 รูป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน หาค่า t-test และ หาค่า F- test ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงพรรณนาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการศึกษาการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเมตตาธรรม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านมุทิตาธรรม ส่วน ด้านกรุณาธรรม มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2)ผลการเปรียบเทียบการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตาม พรรษา อายุ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการศึกษาสายสามัญ ต่างกัน พบว่า จำแนกตามพรรษา จำแจกตามวุฒิการศึกษาทางธรรม และจำแนกตามวุฒิการศึกษาสายสามัญ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามอายุ โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ข้อเสนอ แนะเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ในความเป็นบุคคล พื้นที่ บริบท สภาพความ เป็นอยู่ก็จะแตกต่างไป เพราะฉะนั้นบริหารกิจการคณะสงฆ์อาจจะไม่ทั่วถึง เช่น ถ้าหากว่ามีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดก็อาจจะทั่วถึงโดยไม่ต้องมีการขอ ไม่ต้องมีการบอกกล่าว แต่หากว่าเป็นพระผู้น้อยที่ไม่มีความใกล้ชิด ที่อยู่ห่างไกล อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง แต่เจ้าคณะปกครองก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ดูแล เท่าที่ควร แนวทางการแก้ไขปัญหา พระสังฆาธิการควรที่จะต้องเข้าไปดูแลวัดในเขตที่ตนเองปกครองให้มากขึ้น เพื่อที่จะให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์จะเป็นไปโดยเรียบร้อย
The objectives of this thesis were as follows : 1) To study an application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare an application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province in terms of periods of monkhood, ages, degrees of Dhamma study, degrees of formal education as differently. 3) To study the suggestion on application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province. This is the mixed methodology research which composed of quantitative research by survey. The population were composed of Dhammayuttikanikaya monks in Nakhon Si Thammarat province totally 415 persons, sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, got the sample at the number of 201 persons, and qualitative research by in-depth interview from six informants, The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, and F-test. And qualitative research analyzed by descriptive surrounding. The results reveal that 1)An application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province by overviews in three aspects are at high level, while consider in each aspects from more to less find that the aspect of Metta Dhamma is the highest mean and follow up the aspect of Mudhita Dhamma and the aspect of Karuna Dhamma is the lowest mean respectively. 2)The comparative result of application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province in terms of periods of monkhood, degrees of Dhamma study, degrees of formal education reveal that there are different as statistically significance at .05 in terms of ages there are not different as statistically significance at .05 which are not set along with hypothesis. 3)The suggestion on problem and resolution for application of Brahmavihara Dhamma in Dhammayuttikanikaya Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province reveal that ; the problem show that all monks are live in different places, not close each others, and the Sangha’s rulers are not regarding as more as possible. The resolution reveal that they should look after the responsible area as more for good interaction.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ที่มี อายุ พรรษา ตำแหน่งทางการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) จำนวน 415 รูป หาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป สถิติ ที่ใช้ คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือใช้การทดสอบ t-test และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA o F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1)คณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มีการนำหลักทศพิธราช ธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) โดยรวมทั้ง 10 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อ 1 ด้านทาน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อ 8 ด้านอวิหิงสา ส่วน ข้อ 7 ด้านอักโกธะ มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุด 2)แสดงผลการเปรียบเทียบ คณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มีการนำหลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ที่มี อายุ พรรษา การศึกษาทางโลก และการศึกษาทางธรรม ต่างกัน พบว่า โดยรวมทั้ง 10 ด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3)คณะสงฆ์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับแนวการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มากที่สุดคือ ด้านตปะ คือ ควรมีการปฏิบัติ หน้าที่ของตนเพื่อความสุขของพระภิกษุและสามเณร ควรการบริหารกำหนดการวางแผนงานที่จะปฏิบัติและให้สงเคราะห์แก่ภิกษุสามเณร ควรการบริหารการจัดการช่วยเหลือภิกษุสามเณรผู้ประสบภัยธรรมชาติ รองลงมา คือ ด้านมัททวะ คือ การมีอัธยาศัยที่อ่อนโยน และอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ลบหลู่เหยียดหยามพระภิกษุและสามเณร ควรการมีจิตสาธรณะในการดูแลพระสงฆ์ผู้ที่ผู้สูงอายุ ควรมีกัลยาณมิตรช่วยเหลือคณะสงฆ์อย่างเต็มสามารถด้วยกรุณา น้อยที่สุดคือ ด้านอาชชวะ คือ ควรมีความซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่หลอกลวงประชาชน ควรมีจิตสาธารณะในการอบรมเยาวชน ควรการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ไม่มุ่งหวังหรือแสวงหาประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ที่มี อายุ พรรษา ตำแหน่งทางการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) จำนวน 415 รูป หาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป สถิติ ที่ใช้ คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือใช้การทดสอบ t-test และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA o F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1)คณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มีการนำหลักทศพิธราช ธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) โดยรวมทั้ง 10 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อ 1 ด้านทาน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อ 8 ด้านอวิหิงสา ส่วน ข้อ 7 ด้านอักโกธะ มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุด 2)แสดงผลการเปรียบเทียบ คณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มีการนำหลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ที่มี อายุ พรรษา การศึกษาทางโลก และการศึกษาทางธรรม ต่างกัน พบว่า โดยรวมทั้ง 10 ด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3)คณะสงฆ์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับแนวการใช้หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) มากที่สุดคือ ด้านตปะ คือ ควรมีการปฏิบัติ หน้าที่ของตนเพื่อความสุขของพระภิกษุและสามเณร ควรการบริหารกำหนดการวางแผนงานที่จะปฏิบัติและให้สงเคราะห์แก่ภิกษุสามเณร ควรการบริหารการจัดการช่วยเหลือภิกษุสามเณรผู้ประสบภัยธรรมชาติ รองลงมา คือ ด้านมัททวะ คือ การมีอัธยาศัยที่อ่อนโยน และอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ลบหลู่เหยียดหยามพระภิกษุและสามเณร ควรการมีจิตสาธรณะในการดูแลพระสงฆ์ผู้ที่ผู้สูงอายุ ควรมีกัลยาณมิตรช่วยเหลือคณะสงฆ์อย่างเต็มสามารถด้วยกรุณา น้อยที่สุดคือ ด้านอาชชวะ คือ ควรมีความซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่หลอกลวงประชาชน ควรมีจิตสาธารณะในการอบรมเยาวชน ควรการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ไม่มุ่งหวังหรือแสวงหาประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่
The objectives of this thesis were as follows : 1) To study the application of the ten royal virtues in Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut). 2) To compare the application of the ten royal virtues in Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) in terms of ages, periods of monkhood, ruling positions, formal education and Dhamma educations as differently. 3) To study the suggestion on application of the ten royal virtues in Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut).The population composed of 4,379 persons in Nakhon Si Thammarat province, sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, at the reliability at 95%, got the sample at the number of 201 persons. and in depth interview with 7 key informants The statistics were used as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, and F-test. The results revealed that 1) The application of the ten royal virtues in Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) by overviews were at high level, when considered in each aspects from more to less found that the aspect of Dana is the highest mean and follow up the aspect of Avihingsa and the aspect of Akkodha is the lowest mean, respectively. 2) The comparative results of application of the ten royal virtues in Sangha’s affairs administration in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) in term of of ages, periods of monkhood, ruling positions, formal education and Dhamma educations found that by overviews for all aspects there are not different as statistical significance at .05. 3) The suggestion, the ecclesiastics should manage with compassion to control bad emotion in serious situation and carefully up to carry out. Whenever the problem has occurred then try to make understand the way to resolution without emotion, there should try to study the ten rules for Sangha’s administration for other regions to compare the differentiation or accordance with administration, there should change the sample to people for comparison of opinions and bing the research finding to develop in the future, there should study the work performance of Sangha’s administration according to Buddhist principle i.e. sanghahavatthu 4, Gharavasadhamma 4 Brahma-vihara 4, Itthipada 4, Saraniyadhamma 6, Aparihaniyadhamma 7, etc. to make comparison with this research finding, there should study the Buddhadhamma and administration in real situation, there should compare Dhammayuti administration and others with qualitative and quantitative research.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มี พรรษา ตำแหน่งการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค์และข้อเสนอแนะ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 556 รูป กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างคือ พระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช หาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตาราง ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamaneที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 139 รูป และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1)บทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัด นครศรีธรรมราชโดย รวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ในโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ส่วนด้านการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของการศึกษาลดละเลิกสิ่งเสพติดและอบายมุข มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2)แสดงผลการเปรียบเทียบบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการ ศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า พระสังฆาธิการที่มี พรรษา ตำแหน่งการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน พบว่า โดยรวมทั้ง 4 ด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)การศึกษาข้อมูลสัมภาษณ์ พบว่า การบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ในโรงเรียนเป็นการจัดการศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล หรืออุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ด้านการศึกษาอื่นนอกจากการศาสนศึกษา หรือสถาบันอื่น หรือบุคคลอื่นผู้กำลังศึกษา เล่าเรียนอยู่ด้วยทุนและปัจจัยต่างๆนับเป็นงานที่พระสงฆ์มีโอกาสได้พัฒนาชาติบ้านเมืองโดยแท้เพราะการสงเคราะห์การศึกษาอื่นที่เจ้าคณะ เจ้าอาวาส และพระภิกษุทั่วไป จัดการสงเคราะห์เป็น การส่วนตัวหรือเป็นรูปคณะสงฆ์ ได้อีกหลายรูปแบบ ได้แก่ จัดตั้งทุนสงเคราะห์การศึกษา ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา การช่วยพัฒนาสถานศึกษา การช่วยจัดหาอุปกรณ์การศึกษา ช่วยเฉพาะบุคคลกําลังศึกษา เป็นต้น
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มี พรรษา ตำแหน่งการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค์และข้อเสนอแนะ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 556 รูป กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างคือ พระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช หาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตาราง ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamaneที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 139 รูป และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1)บทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัด นครศรีธรรมราชโดย รวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ในโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ส่วนด้านการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของการศึกษาลดละเลิกสิ่งเสพติดและอบายมุข มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2)แสดงผลการเปรียบเทียบบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการด้านการ ศึกษาสงเคราะห์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า พระสังฆาธิการที่มี พรรษา ตำแหน่งการปกครอง วุฒิการศึกษาสายสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรมต่างกัน พบว่า โดยรวมทั้ง 4 ด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)การศึกษาข้อมูลสัมภาษณ์ พบว่า การบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ในโรงเรียนเป็นการจัดการศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล หรืออุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ด้านการศึกษาอื่นนอกจากการศาสนศึกษา หรือสถาบันอื่น หรือบุคคลอื่นผู้กำลังศึกษา เล่าเรียนอยู่ด้วยทุนและปัจจัยต่างๆนับเป็นงานที่พระสงฆ์มีโอกาสได้พัฒนาชาติบ้านเมืองโดยแท้เพราะการสงเคราะห์การศึกษาอื่นที่เจ้าคณะ เจ้าอาวาส และพระภิกษุทั่วไป จัดการสงเคราะห์เป็น การส่วนตัวหรือเป็นรูปคณะสงฆ์ ได้อีกหลายรูปแบบ ได้แก่ จัดตั้งทุนสงเคราะห์การศึกษา ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา การช่วยพัฒนาสถานศึกษา การช่วยจัดหาอุปกรณ์การศึกษา ช่วยเฉพาะบุคคลกําลังศึกษา เป็นต้น
The objectives of this thesis were as follows : 1) To study the role in Sangha’s affairs administration of administrative monks on education welfare in Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare the role in Sangha’s affairs administration of administrative monks on education welfare in Nakhon Si Thammarat province in terms of period of monkhood, ruling position, formal education and degrees of Dhamma study as differently. 3) To study the guideline for the role in Sangha’s affairs administration of administrative monks on education welfare in Nakhon Si Thammarat province. The population were composed of ecclesiastics monks in Nakhon Si Thammarat province totally 556 persons, sample size according to the table of Taro Yamane at reliability at 95%, got the sample at the number of 139 persons, and qualitative research by in-depth interview from seven informants, The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, and F-test. The results reveal that 1)The role in Sangha’s affairs administration of administrative monks on education welfare in Nakhon Si Thammarat province by overviews in four aspects are at high level, while consider in each aspects from more to less find that the aspect of administration is the highest mean and follow up the aspect of education welfare and the aspect of temple development for educational center is the lowest mean. 2)The comparative result of the role in Sangha’s affairs administration of administrative monks on education welfare in Nakhon Si Thammarat province adminis-trative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) in terms of period of monkhood, ruling position, formal education and degrees of Dhamma study by overviews find that there are not different as statistically significance at .05. 3)The suggestion from interviews reveal that the administration in the aspect of education welfare is to study for helping not for religious study only but for others also i.e. all monks they work as country development in the aspect of educa-tion by Sanggha or own self either education for primary, secondary, high school or higher education and to help for institute or private etc.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 2) เพื่อศึกษาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 3) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการจัดการความรู์ ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จํานวน 505คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. วัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา รองลงมาคือ ความมีคุณภาพ ความมุ่งประสงค์ของสถานศึกษา ตามลําดับและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การตัดสินใจ 2. การจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การเข้าถึงความรู้ รองลงมาคือ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างและแสวงหาความรู้ ตามลําดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 3. วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 พบว่า การยอมรับ ความมุ่งประสงค์ของสถานศึกษา ความไว้วางใจ การตัดสินใจ ความมีคุณภาพ และความเอื้ออาทร ส่งผลต่อการจัดการความรู้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิต
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 2) เพื่อศึกษาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 3) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการจัดการความรู์ ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จํานวน 505คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า: 1. วัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา รองลงมาคือ ความมีคุณภาพ ความมุ่งประสงค์ของสถานศึกษา ตามลําดับและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การตัดสินใจ 2. การจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การเข้าถึงความรู้ รองลงมาคือ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างและแสวงหาความรู้ ตามลําดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 3. วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 พบว่า การยอมรับ ความมุ่งประสงค์ของสถานศึกษา ความไว้วางใจ การตัดสินใจ ความมีคุณภาพ และความเอื้ออาทร ส่งผลต่อการจัดการความรู้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิต
This thesis has the following objectives: 1) to study the corporate culture in educational institutions, 2) to study the knowledge management of educational institutions, 3) to study the organizational culture that affects knowledge management of educational institutions Under the Office of Nakhon Pathom Primary Education Area Office, district 2 Percentage, average, standard deviation And stepwise multiple regression analysis The results of research were found that: 1. Corporate culture in educational institutions Under the Office of Nakhon Pathom Primary Educational Service Area Office 2, in the overall picture at a high level By sorting the average score from descending to the least, the feeling of being part of the school, followed by the quality, the purpose of the school, respectively, and the lowest mean value is the decision 2. Knowledge management of educational institutions Under the Office of Nakhon Pathom Primary Educational Service Area Office 2, in the overall picture at a high level sorting the average score from descending to the least, accessing knowledge, followed by sharing, exchanging knowledge Creating and seeking knowledge, respectively, and the lowest mean values are systematic knowledge management 3. Organizational culture affecting knowledge management in educational institutions, Nakhon Pathom Primary Educational Service Area Office 2, found that the acceptance of the educational purposes, trust, decision-making, quality and generosity Affecting knowledge management with statistical significance.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีอายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในองค์กรและรายได้ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA/F-test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD. (Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์จากผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน โดยรวมทั้ง 8 ด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ (1) ด้านความรับผิดชอบ (2) ด้านความมั่นคงในการทำงาน (3) ด้านความสำเร็จในการทำงาน (4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (5) ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ (6) ด้านลักษณะของงานที่ทำ (7) ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (8) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีอายุและระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในองค์กรแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีระดับการศึกษาและรายได้แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร พบว่า (1) ด้านความสำเร็จในการทำงาน ควรส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กร (2) ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ควรให้กำลังใจและยกย่องชมเชยเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานได้ดีหรือประสบผลสำเร็จ (3) ด้านลักษณะของงานที่ทำ ควรมีการมอบหมายงานอย่างชัดเจนและเหมาะสม (4) ด้านความรับผิดชอบ ควรให้อำนาจในการตัดสินใจและรับผิดชอบงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้โอกาสที่จะพัฒนาปรับปรุงทักษะการแก้ไขความผิดพลาดจากการทำงาน (5) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ควรมีการกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรอย่างชัดเจน (6) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้บังคับบัญชาควรเอาใจใส่ในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ และช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน (7) ด้านความมั่นคงในการทำงาน ควรวางแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอนและชัดเจน พัฒนางานขององค์กรให้ได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ (8) ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ควรพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความสวยงามและสะอาดอยู่เสมอ จัดสรรวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เหมาะสม เพียงพอ และทันสมัย
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีอายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในองค์กรและรายได้ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA/F-test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD. (Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์จากผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน โดยรวมทั้ง 8 ด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ (1) ด้านความรับผิดชอบ (2) ด้านความมั่นคงในการทำงาน (3) ด้านความสำเร็จในการทำงาน (4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (5) ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ (6) ด้านลักษณะของงานที่ทำ (7) ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (8) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีอายุและระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในองค์กรแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีระดับการศึกษาและรายได้แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร พบว่า (1) ด้านความสำเร็จในการทำงาน ควรส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กร (2) ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ควรให้กำลังใจและยกย่องชมเชยเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานได้ดีหรือประสบผลสำเร็จ (3) ด้านลักษณะของงานที่ทำ ควรมีการมอบหมายงานอย่างชัดเจนและเหมาะสม (4) ด้านความรับผิดชอบ ควรให้อำนาจในการตัดสินใจและรับผิดชอบงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้โอกาสที่จะพัฒนาปรับปรุงทักษะการแก้ไขความผิดพลาดจากการทำงาน (5) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ควรมีการกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรอย่างชัดเจน (6) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้บังคับบัญชาควรเอาใจใส่ในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ และช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน (7) ด้านความมั่นคงในการทำงาน ควรวางแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอนและชัดเจน พัฒนางานขององค์กรให้ได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ (8) ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ควรพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความสวยงามและสะอาดอยู่เสมอ จัดสรรวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เหมาะสม เพียงพอ และทันสมัย
The objective of this thesis were: 1) to study personnel’s motivation in performance of The National Buddhism Office, 2) to compare personnel’s motivation in performance of The National Buddhism Office based on their age, educational level, duration of work, and income, and 3) to study the guidelines for developing personnel’s motivation in performance of The National Buddhism Office. The quantitative data were collected from 163 samples by questionnaires and the qualitative data were obtained by in-depth interviews with 5 key-informants from The National Buddhism Office, and then analyzed by frequency, mean, percentage, standard deviation, One-Way ANOVA/F-test and LSD test. The results of the study found that: 1) Personnel’s motivation in performance of The National Buddhism Office in 8 aspects was at a high level overall. And when sorting average values from descending order, the highest level was on Responsibility, followed by Job Security, Achievement, Interpersonal Relationship, Recognition, Work characteristics, Work condition, and Career Advancement respectively. 2) From the hypothesis testing, the personnel of The National Buddhism Office with different ages and durations of work had motivation in performance indifferently. The personnel with different levels of education and income had different motivation in performance with significantly statistical level at 0.05 3) Guidelines for the development of work motivation of personnel found that: (1) Achievement: the personnel should be encouraged to participate in the work of the organization, (2) Recognition: the personnel should be praised and rewarded when they achieved their work and success, (3) Work Characteristics: the personnel should be assigned with specific work and in suitable load, (4) Responsibility: the personnel should be authorized in their decisions, responsibility, work improvement, and problem solution, (5) Advancement: the personnel should be clearly defined in their career path, (6) Interpersonal Relationship: the personnel should be supervised, suggested and assisted in duty performance from the supervisors, (7) Job Security: steps of work guideline and job description should be set up and improved to meet the requirement of the service recipients, and (8) Working Condition: the office should be tidy, clean, and equipped with suitable and up-to-date office materials, equipment and tools.
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และ 3) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 1 จำนวน 56 โรงเรียนโดยมีผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 336 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และ 0.96 เก็บข้อมูลในปีการศึกษา 2561 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการประสานงาน ด้านการประเมินผล และด้านการกำกับ การนิเทศ และการติดตาม ตามลำดับ 2. การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 6 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้เรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการรายงานผล และด้านการคัดกรองจำแนกนักเรียน ตามลำดับ 3. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 1 ด้านการประเมินผล และ ด้านการกำกับ นิเทศและการติดตาม ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เรียงตามความสำคัญ ได้แก่ ด้านการประเมินผล และ ด้านการกำกับ นิเทศและการติดตาม ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย หรือ อำนาจพยากรณ์ ได้ร้อยละ 53.30 (R2 = 0.533) สามารถเขียนในรูปของสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้สมการคะแนนดิบ Y ̂= 2.4510+ 0.237 (ด้านการประเมินผล) + 0.221 (ด้านการกำกับนิเทศและการติดตาม) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y=0.396 (ด้านการประเมินผล) + 0.357 (ด้านการกำกับนิเทศและการติดตาม)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และ 3) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 1 จำนวน 56 โรงเรียนโดยมีผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 336 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และ 0.96 เก็บข้อมูลในปีการศึกษา 2561 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการประสานงาน ด้านการประเมินผล และด้านการกำกับ การนิเทศ และการติดตาม ตามลำดับ 2. การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 6 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้เรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการรายงานผล และด้านการคัดกรองจำแนกนักเรียน ตามลำดับ 3. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 1 ด้านการประเมินผล และ ด้านการกำกับ นิเทศและการติดตาม ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เรียงตามความสำคัญ ได้แก่ ด้านการประเมินผล และ ด้านการกำกับ นิเทศและการติดตาม ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย หรือ อำนาจพยากรณ์ ได้ร้อยละ 53.30 (R2 = 0.533) สามารถเขียนในรูปของสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้สมการคะแนนดิบ Y ̂= 2.4510+ 0.237 (ด้านการประเมินผล) + 0.221 (ด้านการกำกับนิเทศและการติดตาม) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y=0.396 (ด้านการประเมินผล) + 0.357 (ด้านการกำกับนิเทศและการติดตาม)
The Purposes of the research were: 1) to Study the roles of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1, 2) to study the operation of student care and support systems in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1, and 3) to study the roles of school administrators affecting the operation of student care and support system in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1. The way researches the manner forecasts Predictive research Space The Samples Were 56 Schools Under The Secondary Educational Service Area Office 1, The data were collected by questionnaires from 336 respondents consisting The questionnaire is which be valuable 0.97 confidences and 0.96 collect data in 2561 academic statistics years that use for example The data were analyzed by frequency, percentage, mean, Standard Deviation, and, Stepwise multiple regression analysis statistics program. The Research Results Found That: 1. The Role of School Administrators Under The Secondary Educational Service Area Office 1 Was at hight Level Over all and in aspect When considering The Average value in Each aspect is at a high Level in all aspects By Sorting by Average from Highest to lowest, Management Coordination Evaluation and Supervision, Super vision and follow-up. 2. The Operation of Student care System in Schools Under the District office Secondary Education Was at a high level. When Considering the Average value in each aspect is at a high Level in all Aspects By Sorting According to The Average from the highest to the lowest, namely the promotion of help and solving student behavior problems In the Development of Learners For Students In Knowing Individual Students Reporting Results And The Screening of Student Classification. 3. The Role of School Administrators in Educational Institutions under the Office of Educational Service Area Were Evaluation and Supervision, Supervision and Follow-up Aespectively, with Predictive Coefficient or Predictive Power of 53.30 Percent (R 2 = 0.533) can be Written as Regression Analysis form as Follows. Raw score equation Y ̂ = 2.4510 + 0.237 (Evaluation) + 0.221 (Directing the new Territory. And Tracking ) Standard Score Equation Z ̂y = 0.396 (Evaluation) + 0.357 (A bundle of New York's Territory. And Tracking )
หนังสือ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารงาน ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานตามหลักพละ 5 ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารงาน ตามหลักพละ 5 ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีพละ 5 ในบริหารงานทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารงานบุคคล 2) ด้านการบริหารงบประมาณ 3) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีความศรัทธาในการบริหารงานในการพัฒนาการบริหารองค์กรโดยเริ่มจากตนเองอาศัยภาวะผู้นำที่มีความศรัทธาเชื่อมั่น มีความศรัทธาต่อธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่ มีความเพียรพยามยามสอดส่องติดตามบุคลากร งบประมาณ พร้อมทั้งการตรวจสอบวัสดุ เจ้าหน้าที่มีการใช้สติในการประสานงานภายในองค์กรและพบปะเจรจาลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่มีสมาธิความแน่วแน่ในการพัฒนาพื้นที่ในการปกครองชุมชนและบริหารงาน เจ้าหน้าที่มีการเสริมสร้างความรู้ความชำนาญ และความสดใสในการทำงานอยู่เสมอ ด้วยความรอบคอบ ไม่ทอดทิ้งธุระ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ มีการบริหารงานด้วยความสามัคคีของบุคลากรและประชาชนในพื้นที่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารงาน ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานตามหลักพละ 5 ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารงาน ตามหลักพละ 5 ขององค์การบริหารตำบลในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีพละ 5 ในบริหารงานทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารงานบุคคล 2) ด้านการบริหารงบประมาณ 3) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีความศรัทธาในการบริหารงานในการพัฒนาการบริหารองค์กรโดยเริ่มจากตนเองอาศัยภาวะผู้นำที่มีความศรัทธาเชื่อมั่น มีความศรัทธาต่อธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่ มีความเพียรพยามยามสอดส่องติดตามบุคลากร งบประมาณ พร้อมทั้งการตรวจสอบวัสดุ เจ้าหน้าที่มีการใช้สติในการประสานงานภายในองค์กรและพบปะเจรจาลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่มีสมาธิความแน่วแน่ในการพัฒนาพื้นที่ในการปกครองชุมชนและบริหารงาน เจ้าหน้าที่มีการเสริมสร้างความรู้ความชำนาญ และความสดใสในการทำงานอยู่เสมอ ด้วยความรอบคอบ ไม่ทอดทิ้งธุระ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ มีการบริหารงานด้วยความสามัคคีของบุคลากรและประชาชนในพื้นที่
The purposes of this research are: 1) to study administrative problems of Sub-district Administrative Organizations in Mueang District of Loei Province, 2) to study administration according to Bala principles of Sub-district Administrative Organizations in Mueang District of Loei Province, and 3) to propose administrative guidelines according to to Bala principles of Sub-district Administrative Organizations in Mueang District of Loei Province. This research is a qualitative research and its data were collected by in-depth interviews with 18 key informants and then analyzed by descriptive analysis method. The results of the study found that: The administrators and staff of the Subdistrict Administration Organizations in Mueang District of Loei Province have Bala principles in 3 areas; 1) human resource management, 2) budget management, and 3) public participation. The Personnel of Subdistrict Administrative Organizations have confidence in management in the development of organization management starting from oneself by relying on leadership with faith and confidence, on the nature and culture of the area, and on trying to monitor personnel, budget, and material inspection. The staffs coordinate within the organization and meet people in the area mindfully. The staffs concentrate on the determination to develop the area for community governance and administration, and strengthen their expertise and work refreshment regularly and carefully. The evaluations of duty performance are performed all the time in quantity, quality, weaknesses, and strengths that result to work achievements. The management is run by unity of personnel in the organizations and people in the area.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาอักษรขอมที่ใช้ในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาอักษรขอมที่ใช้กับพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย 3) เพื่อวิเคราะห์อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากหนังสือ เอกสาร วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า 1. อักษรขอมเป็น อักษรที่คนไทยได้นำมาจากรูปอักษรปัลลวะ โดยนำมาประยุกต์ใช้และมีการประดิษฐ์อักษรขึ้นมาใหม่ เริ่มใช้อักษรขอมมาตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้นมา เพื่อนำมาใช้เป็นของชนชาติตนเอง มีการพัฒนารูปแบบอักษรมาตามยุคตามสมัย โดยได้ใช้อักษรขอมและอักษรไทยควบคู่กันไปทั้งสองแบบ อักษรขอมมีการแยกอักษรขอมบาลีและอักษรขอมไทย ดังนั้นภาษาที่เราใช้จะมีอยู่สองภาษาคือภาษาขอมและภาษาไทย จนกระทั่งถึงในปัจจุบัน 2. อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศนั้นเป็นการใช้ในพิธีการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เป็นบทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่เป็นภาษาขอมบาลี บทเทศนาที่เขียนไว้บนใบลาน เป็นทั้งภาษาขอมบาลีและภาษาขอมไทย เพราะมีความเชื่อว่าอักษรขอมเป็นอักษรที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูงซึ่งมีไว้สำหรับพุทธศาสนาเท่านั้น ดังนั้นอักษรขอมกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจึงแยกกันไม่ออกมาตั้งแต่โบราณกาล 3. อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย เป็นอักษรขอมที่ได้พัฒนารูปแบบจากเดิมในอดีตจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ให้เป็นรูปแบบที่อ่านง่ายเขียนง่ายกว่าเดิม เป็นที่ยอมรับและได้ใช้ศึกษาเล่าเรียนสืบทอดต่อ ๆ กันมา มีเอกสารต่าง ๆ ที่บันทึกไว้เป็นภาษาขอมอยู่มากมาย อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย จะเขียนเป็นภาษาบาลีหรือบางทีก็เรียกว่าภาษามคธจะบันทึกเป็นภาษาขอมเท่านั้น เขียนเป็นคำสอนธรรมะ เขียนพระไตรปิฎก บทสวดมนต์ต่าง ๆ ดังนั้นแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีการเรียนการสอนแบบเป็นทางการ แต่ก็มีบางวัดที่มีความรู้เรื่องอักษรขอมอยู่ก็ยังมีการสอนถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจอยู่บ้าง ซึ่งต่อไปถ้าไม่มีการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนหรือเผยแพร่ความรู้ก็จะต้องหายไปโดยปริยาย จึงเป็นการน่าเสียดายที่มรดกของชาติไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลมาต้องสูญสิ้นไป
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาอักษรขอมที่ใช้ในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาอักษรขอมที่ใช้กับพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย 3) เพื่อวิเคราะห์อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากหนังสือ เอกสาร วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า 1. อักษรขอมเป็น อักษรที่คนไทยได้นำมาจากรูปอักษรปัลลวะ โดยนำมาประยุกต์ใช้และมีการประดิษฐ์อักษรขึ้นมาใหม่ เริ่มใช้อักษรขอมมาตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้นมา เพื่อนำมาใช้เป็นของชนชาติตนเอง มีการพัฒนารูปแบบอักษรมาตามยุคตามสมัย โดยได้ใช้อักษรขอมและอักษรไทยควบคู่กันไปทั้งสองแบบ อักษรขอมมีการแยกอักษรขอมบาลีและอักษรขอมไทย ดังนั้นภาษาที่เราใช้จะมีอยู่สองภาษาคือภาษาขอมและภาษาไทย จนกระทั่งถึงในปัจจุบัน 2. อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศนั้นเป็นการใช้ในพิธีการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เป็นบทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่เป็นภาษาขอมบาลี บทเทศนาที่เขียนไว้บนใบลาน เป็นทั้งภาษาขอมบาลีและภาษาขอมไทย เพราะมีความเชื่อว่าอักษรขอมเป็นอักษรที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูงซึ่งมีไว้สำหรับพุทธศาสนาเท่านั้น ดังนั้นอักษรขอมกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจึงแยกกันไม่ออกมาตั้งแต่โบราณกาล 3. อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย เป็นอักษรขอมที่ได้พัฒนารูปแบบจากเดิมในอดีตจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ให้เป็นรูปแบบที่อ่านง่ายเขียนง่ายกว่าเดิม เป็นที่ยอมรับและได้ใช้ศึกษาเล่าเรียนสืบทอดต่อ ๆ กันมา มีเอกสารต่าง ๆ ที่บันทึกไว้เป็นภาษาขอมอยู่มากมาย อักษรขอมที่ใช้ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย จะเขียนเป็นภาษาบาลีหรือบางทีก็เรียกว่าภาษามคธจะบันทึกเป็นภาษาขอมเท่านั้น เขียนเป็นคำสอนธรรมะ เขียนพระไตรปิฎก บทสวดมนต์ต่าง ๆ ดังนั้นแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีการเรียนการสอนแบบเป็นทางการ แต่ก็มีบางวัดที่มีความรู้เรื่องอักษรขอมอยู่ก็ยังมีการสอนถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจอยู่บ้าง ซึ่งต่อไปถ้าไม่มีการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนหรือเผยแพร่ความรู้ก็จะต้องหายไปโดยปริยาย จึงเป็นการน่าเสียดายที่มรดกของชาติไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลมาต้องสูญสิ้นไป
This documentary research served specific purposes : 1) to conduct a study on Khmer scripts written in Thailand, 2) to trace those in Thai Theravada Buddhism’s texts, and 3) to analyze prevailing khmer scripts in its texts and relevant writings Findings had found the following results: 1. The Khmer scripts used in Thailand originated from the Pallava scripts. Prior to founding Thai kingdom, speech communitites adapted the on-loan Khmer scripts so that the kingdom could have its own writing system. Later, they were used to transliterating orthographies of the Pali and Thai languages. 2. The transliterated Khmer scripts in Thai Theravada Buddhism’s texts existed in ceremonial manuals, mantra books and sermons in which some of them were inscribed on palm-tree leaves while Thai scripts were concurrently written. For writing shapes of the Khmer scripts, Buddhists had strongly believed that they deem sacred, highly awesome and unique. As a consequence of such beliefs, the Khmer scripts and Buddhists had been inseparable. 3. The transliterated Khmer scripts in Thai Theravada Buddhism’s texts were the simplified version, for they were easier to read, writs, recognize and hand down. Typically, the Tipitaka and mantra books in the past were orthographically transliterated into the so-called Magadha Pali language with the only use of the Khmer scripts. Nowadays, the Khmer scripts in its texts had been neglected. Nonetheless, only a handful of temples offer knowledge on literacy of the Khmer scripts to the enthusiasts. Unless there was any strong support of instructing and spreading, an access to those texts must definitely vanish.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสารโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความหมายและความสำคัญของนิทาน 2) เพื่อศึกษานิทานที่ปรากฏในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี 3) เพื่อศึกษาคุณค่าของนิทานที่ปรากฏในคัมภีร์มังคลัตถทีปนีต่อการพัฒนาชีวิต ซึ่งได้รวบรวมจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาต่างๆ แต่ละบทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า: 1) นิทานเป็นการเล่า เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถนำความคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนความสำคัญของนิทานนั้นทำให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนานและผ่อนคลายความเครียด สร้างเสริมจินตนาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคม 2) นิทานในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี เป็นเรื่องเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้กับเทวดาทั้งหลายที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามปัญหาเรื่องมงคล มีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ร้าย 3) คุณค่าของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นพื้นฐานและการพัฒนาตนเองขั้นกลางเพื่อเข้าถึงทิฏฐธัมมิกัตถะ และสัมปรายิกัตถะ โดยใช้ประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการสร้างมาตรฐานกฎเกณฑ์ทางความคิดเห็นที่ถูกต้อง เป็นการเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการสร้างชีวิต สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ จะได้สันติสุขเป็นเครื่องตอบแทนไปชั่วกาลนาน ส่วนคุณค่าของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นสูงเพื่อเข้าถึงปรมัตถะ โดยใช้ประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกฝนอบรมจิต เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นจนกระทั่งสามารถขจัดกิเลสอย่างละเอียดบรรลุมรรคผลนิพพานได้
วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสารโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความหมายและความสำคัญของนิทาน 2) เพื่อศึกษานิทานที่ปรากฏในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี 3) เพื่อศึกษาคุณค่าของนิทานที่ปรากฏในคัมภีร์มังคลัตถทีปนีต่อการพัฒนาชีวิต ซึ่งได้รวบรวมจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาต่างๆ แต่ละบทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า: 1) นิทานเป็นการเล่า เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถนำความคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนความสำคัญของนิทานนั้นทำให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนานและผ่อนคลายความเครียด สร้างเสริมจินตนาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคม 2) นิทานในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี เป็นเรื่องเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้กับเทวดาทั้งหลายที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามปัญหาเรื่องมงคล มีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ร้าย 3) คุณค่าของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นพื้นฐานและการพัฒนาตนเองขั้นกลางเพื่อเข้าถึงทิฏฐธัมมิกัตถะ และสัมปรายิกัตถะ โดยใช้ประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการสร้างมาตรฐานกฎเกณฑ์ทางความคิดเห็นที่ถูกต้อง เป็นการเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการสร้างชีวิต สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ จะได้สันติสุขเป็นเครื่องตอบแทนไปชั่วกาลนาน ส่วนคุณค่าของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นสูงเพื่อเข้าถึงปรมัตถะ โดยใช้ประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกฝนอบรมจิต เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นจนกระทั่งสามารถขจัดกิเลสอย่างละเอียดบรรลุมรรคผลนิพพานได้
This study was a documentary research with the objectives 1) to investigate the meaning and importance of the tales, 2) to investigate the tales that appeared in the Mangalatthadipani Scripture, and 3) to investigate the value of the tales that appeared in the Mangalatthadipani Scripture. Data were collected from relevant documents and research and analyzed to link among the various contents in each chapter to meet the objectives. The results of research were found that: 1) A tale was a telling of stories that had been passed on or were created for the audience to enjoy and apply ideas into their everyday life and it was important in terms of leading to enjoy, fun, and relaxation, creating imagination, promoting morality, ethics, and family relationship, and reflecting social conditions. 2) Tales that appeared in the Mangalatthadipani Scripture were both good and bad stories that were consistent to the events the Lord Buddha showed to the angels who came to the Lord Buddha to inquire about the auspicious issues. 3) The value of the tales at the basic development and Intermediate development level In order to reach diññhadhammikattha and samparàyikattha was used for explaining auspicious issues related to the establishment of correct standards and rules as basic factors necessary to create life, other merits, and habits inherited to the next worlds along with receiving forever peace and at the most advanced development level In order to reach Paramattha was used for explaining auspicious issues related to the preparation for mental practices in order to elevate the mind to a higher level until it was able to eradicate the passion thoroughly and attain the nirvana.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความหมายและประโยชน์ของเภสัชในปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาการใช้เภสัชในพระไตรปิฎก และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าเภสัชในพระไตรปิฎกต่อสังคมปัจจุบัน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยเอกสาร ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำราวิชาการ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเภสัชในพระไตรปิฎก ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความหมายและประโยชน์ของเภสัชสรุปว่า เภสัชหมายถึงยาสมุนไพรที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุจากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้เป็นเภสัชรักษาโรคต่างๆและบำรุงร่างกายได้ ส่วนประโยชน์ของเภสัชนอกจากจะใช้เป็นเภสัชแล้วยังใช้เป็นอาหาร ใช้เป็นเครื่องดื่ม ใช้เป็นอาหารเสริม เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ใช้แต่งกลิ่นแต่งสีอาหารและยา ตลอดจนใช้เป็นยาฆ่าแมลง เภสัชสมุนไพรส่วนใหญ่จะมีประโยชน์มากกว่ามีโทษหรือถ้ามีก็มีน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน 2) เภสัชที่ปรากฏในพระไตรปิฎกสรุปว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นำสมุนไพรและพืชสมุนไพรที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาทำเป็นเภสัชเพื่อรักษาสุขภาพ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตเภสัช 5 คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และพระพุทธองค์ยังทรงอนุญาตเภสัชที่ประกอบด้วยพืชต่างๆเช่น รากไม้ ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ น้ำฝาด เกลือ มูลโค ดิน ควัน น้ำมันเหลวที่ได้จากสัตว์ เนื้อดิบ เลือดสด มูตร คูถ สัตว์ แร่ธาตุ มาทำเป็นเภสัช มีทั้งใช้รับประทาน ใช้ทา ใช้นัตถุ์หรือสูดดมควัน และใช้หยอดเข้าทางจมูก 3) วิเคราะห์คุณค่าของเภสัชในสังคมปัจจุบันพบว่า สามารถรักษาโรคได้หลายชนิดและกระทรวงสาธารณสุขมีการร่างเป็นนโยบายไว้เป็นแผนพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขในระดับต่างๆรวมถึงหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยมีความรู้เรื่องสมุนไพรให้เข้าใจถึงประโยชน์และคุณค่าของสมุนไพรต่างๆที่จะนำไปใช้ในการรักษาโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยในสังคมปัจจุบันต่อไป
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความหมายและประโยชน์ของเภสัชในปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาการใช้เภสัชในพระไตรปิฎก และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าเภสัชในพระไตรปิฎกต่อสังคมปัจจุบัน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยเอกสาร ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำราวิชาการ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเภสัชในพระไตรปิฎก ผลการวิจัยพบว่า: 1)ความหมายและประโยชน์ของเภสัชสรุปว่า เภสัชหมายถึงยาสมุนไพรที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุจากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้เป็นเภสัชรักษาโรคต่างๆและบำรุงร่างกายได้ ส่วนประโยชน์ของเภสัชนอกจากจะใช้เป็นเภสัชแล้วยังใช้เป็นอาหาร ใช้เป็นเครื่องดื่ม ใช้เป็นอาหารเสริม เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ใช้แต่งกลิ่นแต่งสีอาหารและยา ตลอดจนใช้เป็นยาฆ่าแมลง เภสัชสมุนไพรส่วนใหญ่จะมีประโยชน์มากกว่ามีโทษหรือถ้ามีก็มีน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน 2) เภสัชที่ปรากฏในพระไตรปิฎกสรุปว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นำสมุนไพรและพืชสมุนไพรที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาทำเป็นเภสัชเพื่อรักษาสุขภาพ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตเภสัช 5 คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และพระพุทธองค์ยังทรงอนุญาตเภสัชที่ประกอบด้วยพืชต่างๆเช่น รากไม้ ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ น้ำฝาด เกลือ มูลโค ดิน ควัน น้ำมันเหลวที่ได้จากสัตว์ เนื้อดิบ เลือดสด มูตร คูถ สัตว์ แร่ธาตุ มาทำเป็นเภสัช มีทั้งใช้รับประทาน ใช้ทา ใช้นัตถุ์หรือสูดดมควัน และใช้หยอดเข้าทางจมูก 3) วิเคราะห์คุณค่าของเภสัชในสังคมปัจจุบันพบว่า สามารถรักษาโรคได้หลายชนิดและกระทรวงสาธารณสุขมีการร่างเป็นนโยบายไว้เป็นแผนพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขในระดับต่างๆรวมถึงหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยมีความรู้เรื่องสมุนไพรให้เข้าใจถึงประโยชน์และคุณค่าของสมุนไพรต่างๆที่จะนำไปใช้ในการรักษาโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยในสังคมปัจจุบันต่อไป
This thesis has the objectives as follows; 1) to study the meaning and benefits of current medicine, 2) to study the use of medicine in the Tipitaka, and 3) to analyze the medical value of Tipitaka to the present society. The research is a qualitative research focusing on document research by studying and searching information from books, textbooks, academic reports, theses and thematic studies on matters relating to medicine in the Tri-pitaka. The results of research were found that: 1) the meaning and benefits of the medicine concludes that medicine refers to herbal medicine derives from plants, animals, minerals and from natures that does not change internal structural conditions. It can be used as a medicine to treat various diseases and to nourish the body. As for the benefits of medicine, aside from being used as a medicine, it is also used as food, a drink, a supplement and a component in cosmetics, to flavor and color food and medicine and as insecticide. Most herbal medicine is more useful than harmful or if there is any harm, it is less than that of modern medicine. 2) The medicine that appears in the Tipitaka concludes that the Lord Buddha allows the use of herbs and herbal plants that are naturally made into medicines to maintain health. The Lord Buddha allowed 5 medicines; ghee, condensed butter, oil,honey and molasses. The Lord Buddha also allows the medicine to consist of various plants such as roots, leaves, fruits, rubber, astringent water, salt, cow dung, smoke, liquid oil obtained from raw animal flesh, fresh blood, urine, phlegm, animals and minerals to make a medicine which is both used to eat and apply, to snuff or inhale smoke and to drop through the nose. 3) On analyzing the value of medicine in today's society, it is found that it can treat many types of diseases and the Ministry of Public Health has drafted a policy as a basic health development plan for health personnel at different levels including folk doctors and traditional Thai doctors with knowledge of herbs to understand the benefits and values of various herbs that will be used in the treatment of diseases correctly and safely in today's society
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ที่ต่างกัน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ประชาชน จำนวน 382 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติการบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ("x" ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ สถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่า (t–test) และ (One Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า: 1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ด้านการรณรงค์ ทางการเมือง และด้านการร่วมการชุมนุมทางการเมือง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ดังนี้ (1) ประชาชนที่มีเพศ ต่างกัน มีส่วนร่วมทาง การเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ (2) ประชาชนที่มีอายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า 1) ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่ามีการได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ให้รับรู้และรับทราบ ตรวจสอบข้อมูลตนเอง ได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง เมื่อมีการเลือกตั้ง มีการแจ้งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากผู้นำ ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองทำให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของตน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด 3) ด้านการร่วมการชุมนุมทางการเมือง เป็นการประชุมมากกว่า มีการจัดอบรม ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหาเหล่านั้น 4) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ส่วนใหญ่ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ และข้อมูลข่าวสารจากผู้นำ รวมทั้งสื่อออนไลน์ การติดตามข่าวสารให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ที่ต่างกัน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ประชาชน จำนวน 382 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติการบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ("x" ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ สถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่า (t–test) และ (One Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า: 1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ด้านการรณรงค์ ทางการเมือง และด้านการร่วมการชุมนุมทางการเมือง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ดังนี้ (1) ประชาชนที่มีเพศ ต่างกัน มีส่วนร่วมทาง การเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ (2) ประชาชนที่มีอายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ 3) ข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า 1) ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่ามีการได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ให้รับรู้และรับทราบ ตรวจสอบข้อมูลตนเอง ได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง เมื่อมีการเลือกตั้ง มีการแจ้งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากผู้นำ ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองทำให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของตน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด 3) ด้านการร่วมการชุมนุมทางการเมือง เป็นการประชุมมากกว่า มีการจัดอบรม ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหาเหล่านั้น 4) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ส่วนใหญ่ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ และข้อมูลข่าวสารจากผู้นำ รวมทั้งสื่อออนไลน์ การติดตามข่าวสารให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง
The objectives of this thesis are as follows: 1) to study the political participation of people in Phrai Bueng Subdistrict Municipality, Phrai Bueng District, Si Sa Ket Province. 2) to compare the political participation of people in Phrai Bueng Subdistrict Municipality, Phrai Bueng District, Si Sa Ket Province classified by gender, age, educational level, occupation, and income, and 3) to propose the political participation of the people in Phrai Bueng Subdistrict Municipality, Phrai Bueng District, Si Sa Ket Province. The quantitative data were collected from 382 samples by questionnaires and the qualitative data were collected by interview forms from the 5 informants concerning political participation of students. The statistics used for data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation, value testing (t–test) and (One Way ANOVA/F–test). If statistically significant differences were found, LSD (Least Significant Difference) was used. The results of the research showed that: 1) Political participation of people in Phrai Bueng Subdistrict Municipality, Phrai Bueng district of Sisaket province was at a medium level overall. When considering in each aspect in order of average order from the highest to the least level, election voting was the first, followed by tracking political news, political campaigning, and the participation in political assembly respectively. 2) Comparison results; (1) People of different genders had political participation in 4 aspects indifferently which was not in accordance with the study hypothesis. (2) People with different educational backgrounds, occupations, and incomes had political participation in all 4 areas differently with statistically significant figure at the 0.05 level, which was in accordance with the study hypothesis. 3) Suggestions were as follows: 1) In exercising the right to vote; there was public relations to people to know, check and aware of their rights and duties under the constitution. 2) In political campaigns; in the election, there was public announcement about the election and people could obtain information from their leaders in making decision to their representatives, understand their roles and responsibilities for exercise the rights in voting. 3) in terms of political assembly; there were meeting, training, and knowledge sharing In order that the authority could help solve the problems. 4) In tracking political news; most people accessed information through television, radio, internet, newspapers and message from their leaders.
หนังสือ

    The purposes of this research were as follows; 1) to study the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province, 2) to compare the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province having different gender, monthly income, working experience, and positions in the village funds, and 3) to have interviews for the guideline in the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province. The mixed research methodology was used in the study. The data were collected from documents in the primary source and secondary source, in-depth interviews, and by using questionnaires. The research results found that 1. The administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province in 3 aspects was at a high level overall. In details, the highest level was on planning, followed by operation, and evaluation respectively. 2. The results of comparison, the administration of the village fund committee having different genders, monthly income, work experience, and position in the village funds in 3 aspects was not different. 3. The results of interviews regarding the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province indicated that: In Loving-kindness, the administrators should assign work and duty relevant to the ability and knowledge of the subordinates, should support them in developing knowledge and ability. The administrators should work fulltime as the sample of the subordinates, and should be kind, friendly, and justice to the subordinates. In Compassion, the administrators should collaborate with the subordinates to work, share work experiences and knowledge to them, and provide assistance to them when in need. In Sympathetic joy, the administrators should praise and reward the subordinates on their achievement in work and duty performance, support and publicize their work outcome sincerely. In Equanimity, the administrators should assign job and work to the subordinates according to their knowledge and ability without bias, support them to work together in team, and treat everyone equally with neutral mind
The purposes of this research were as follows; 1) to study the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province, 2) to compare the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province having different gender, monthly income, working experience, and positions in the village funds, and 3) to have interviews for the guideline in the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province. The mixed research methodology was used in the study. The data were collected from documents in the primary source and secondary source, in-depth interviews, and by using questionnaires. The research results found that 1. The administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province in 3 aspects was at a high level overall. In details, the highest level was on planning, followed by operation, and evaluation respectively. 2. The results of comparison, the administration of the village fund committee having different genders, monthly income, work experience, and position in the village funds in 3 aspects was not different. 3. The results of interviews regarding the administration of the village fund committee according to the principle of Brahmaviharadhamma in Kaeng Khoi district of Saraburi province indicated that: In Loving-kindness, the administrators should assign work and duty relevant to the ability and knowledge of the subordinates, should support them in developing knowledge and ability. The administrators should work fulltime as the sample of the subordinates, and should be kind, friendly, and justice to the subordinates. In Compassion, the administrators should collaborate with the subordinates to work, share work experiences and knowledge to them, and provide assistance to them when in need. In Sympathetic joy, the administrators should praise and reward the subordinates on their achievement in work and duty performance, support and publicize their work outcome sincerely. In Equanimity, the administrators should assign job and work to the subordinates according to their knowledge and ability without bias, support them to work together in team, and treat everyone equally with neutral mind
TOC:
  • วิทยานิพนธ์เรื่อง การบริหารกองทุนหมู่บ้านของคณะกรรมการตามหลักพรหมวิหารธรรมอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ตามหลักพรหมวิหารธรรม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ตามหลักพรหมวิหารธรรม มี เพศ รายได้ต่อเดือน ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่งในกองทุนหมู่บ้าน ที่ต่างกัน และ 3) เพื่อสัมภาษณ์แนวทางการบริหารของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านตามหลักพรหมวิหารธรรม เป็นการศึกษาวิจัยแบบเชิงผสมผสาน (Mixed Method Research) ที่ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งเน้นวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการแจกแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ (Qualitative Research by interviews) เป็นการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและเอกสารทุติยภูมิรวมทั้งสร้างแบบสอบถาม (Questionnaires) ผลการวิจัยพบว่า 1.บริหารของคณะกรรมการกองทุนของหมู่บ้านตามหลักพรหมวิหารธรรม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียง ด้านการวางแผนตามหลักพรหมวิหารธรรม ด้านการดำเนินงานตามหลักพรหมวิหารธรรม และด้านการประเมินผลตามหลักพรหมวิหารธรรม 2.ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยเปรียบเทียบการบริหารของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ตามหลักพรหมวิหารธรรม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่มีเพศ รายได้ต่อเดือน ประสบการณ์ ตำแหน่งในกองทุนหมู่บ้าน ไม่แตกต่างกัน มีการบริหารของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ตามหลักพรหมวิหารธรรม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3.ผลการวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ตามหลักพรหมวิหารธรรม อำเภอแก่งคอย พบว่า เมตตา คือ ควรมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน ควรสนับสนุนบุคลากรให้ได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติงานให้เต็มเวลา เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า กรุณา คือ ร่วมแก้ไขปัญหาและข้อบกพร่องในการทำงานร่วมกัน ประสานงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ ถ่ายทอดถอดความรู้และประสบการณ์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้วยความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อน มุทิตา คือ ยกย่องชมเชยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความจริงใจด้วยการประกาศความดีความชอบ สร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บริหาร สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป อุเบกขา คือ แบ่งงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างชดเจน เหมาะสมตามความรู้ ความสามารถ จัดจัดสรรผลประโยชน์แก่ผู้ร่วมงานอย่างเสมอภาค และส่งเสริม สนับสนุนให้ฝ่ายต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ความวางใจเป็นกลางในส่วนของการจ่ายเงินของกองทุนเป็นการจ่ายตามลำดับอันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบสถานที่ปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ 3) เพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 รูป/คน ประกอบไปด้วยวิปัสสนาจารย์ จำนวน 5 รูป/คน และชาวต่างชาติหลากหลาย เชื้อชาติที่ได้มาปฏิบัติธรรม จำนวน 10 คน ที่วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า: 1. วัดร่ำเปิงใช้รูปแบบในการสอนการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 มีหุ่นช่วยในการสอนและใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ไม่อนุญาตให้ผู้ปฏิบัติธรรมพูดคุยกัน มุ่งเน้นการสอนปฏิบัติด้วยตนเองเป็นหลัก 2. ผู้ปฏิบัติธรรมเน้นการปฏิบัติด้วยตนเองเป็นการช่วยผ่อนคลายทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก โดยมีพระวิปัสสนาจารย์คอยชี้แนะและสอบอารมณ์ แต่มีปัญหาด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร 3. แนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม โดยศึกษาจากสภาพแวดล้อมทั้งที่อยู่อาศัยอาหารและอุปกรณ์ ที่ในชีวิตประจำวัน ให้สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติและวิธีสอน โดยการอธิบาย สาธิต และสรุป ก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติธรรม
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบสถานที่ปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ 3) เพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 รูป/คน ประกอบไปด้วยวิปัสสนาจารย์ จำนวน 5 รูป/คน และชาวต่างชาติหลากหลาย เชื้อชาติที่ได้มาปฏิบัติธรรม จำนวน 10 คน ที่วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า: 1. วัดร่ำเปิงใช้รูปแบบในการสอนการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 มีหุ่นช่วยในการสอนและใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ไม่อนุญาตให้ผู้ปฏิบัติธรรมพูดคุยกัน มุ่งเน้นการสอนปฏิบัติด้วยตนเองเป็นหลัก 2. ผู้ปฏิบัติธรรมเน้นการปฏิบัติด้วยตนเองเป็นการช่วยผ่อนคลายทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก โดยมีพระวิปัสสนาจารย์คอยชี้แนะและสอบอารมณ์ แต่มีปัญหาด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร 3. แนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม โดยศึกษาจากสภาพแวดล้อมทั้งที่อยู่อาศัยอาหารและอุปกรณ์ ที่ในชีวิตประจำวัน ให้สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติและวิธีสอน โดยการอธิบาย สาธิต และสรุป ก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติธรรม
The objectives of this thesis were as follows; 1) to study forms of Dhamma practice of foreigners, 2) to study Dhamma practice of foreigners and 3) to propose guidelines to promote Dhamma practice of foreigners. It was a qualitative research with in-depth interview. The amount of 15 samples from purposive selection consisted of 5 meditation instructors and 10 foreigners of various ethnic backgrounds who had come to practice Dhamma at Wat Ram Poeng (Tapotaram), Suthep sub-district, Muang district, Chiang Mai province. The research instrument was in-depth interview. The results of research were found that: 1. Wat Ram Poeng used the model of teaching Dhamma practice according to the principle of 4 foundations of mindfulness. The robotic instructor and mere English language were used in the teaching. The Dhamma practitioners were not allowed to talk and self-practice was focused in the teaching. 2. Dharma practitioners emphasized self-practice to help relax emotions, thoughts and feeling with the guidance and emotion examination from meditation instructors. Still, there were problems in using language in communication. 3. Guidelines to promote Dhamma practice were that by learning from environments, residences, food and equipment used in daily life should correspond with practitioners. The teaching methods should also be conducted by explaining, demonstrating and summarizing before, between and after Dhamma practice.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนระดับประถมศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษา ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรค ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา และ 3) เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 3 คน ครูประจำชั้น จำนวน 6 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 6 คน นักเรียน จำนวน 6 คน รวมทั้งหมด จำนวน 21 คน โดยการเลือกเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนระดับประถมศึกษา ของศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3 โรงเรียน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: 1. สถานศึกษามีนโยบายการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ด้านการบริหารจัดการในด้านบุคลากร ด้านระบบบริหาร ด้านอาคารสถานที่บรรยากาศห้องเรียน มีแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อมเหมาะสม ปลอดภัย และด้านหลักสูตรสถานศึกษา มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีการจัดทำโครงการ ด้านคุณครูทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี สร้างศรัทธาค่านิยมปฏิบัติดีปฏิบัติชอบครูมีการศึกษาหลักสูตร หน่วยการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน มีเมตตาธรรม อดทน อดกลั้นและสร้างเสริมกำลังใจแก่ผู้เรียนอยู่ 2. ปัญหาอุปสรรค พบว่าสื่อเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ท ทำให้เด็กติดสื่อ ไม่ค่อยมีสมาธิ 3. แนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้ พบว่าครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ต้องมาทำแผนร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา รวมถึงการกำหนดโครงการ กิจกรรม เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกันโรงเรียน ผู้ปกครอง วัด ชุมชน เข้ามาใช้ชีวิต กิน อยู่ ดู ฟัง ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน ครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในเรื่องการพูดจา ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยน รู้จักกาลเทศะ สอนเรื่องเหตุผลให้เด็กรู้จักคิดแยกแยะให้มากขึ้น
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนระดับประถมศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษา ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรค ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา และ 3) เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 3 คน ครูประจำชั้น จำนวน 6 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 6 คน นักเรียน จำนวน 6 คน รวมทั้งหมด จำนวน 21 คน โดยการเลือกเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนระดับประถมศึกษา ของศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3 โรงเรียน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: 1. สถานศึกษามีนโยบายการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ด้านการบริหารจัดการในด้านบุคลากร ด้านระบบบริหาร ด้านอาคารสถานที่บรรยากาศห้องเรียน มีแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อมเหมาะสม ปลอดภัย และด้านหลักสูตรสถานศึกษา มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีการจัดทำโครงการ ด้านคุณครูทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี สร้างศรัทธาค่านิยมปฏิบัติดีปฏิบัติชอบครูมีการศึกษาหลักสูตร หน่วยการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน มีเมตตาธรรม อดทน อดกลั้นและสร้างเสริมกำลังใจแก่ผู้เรียนอยู่ 2. ปัญหาอุปสรรค พบว่าสื่อเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ท ทำให้เด็กติดสื่อ ไม่ค่อยมีสมาธิ 3. แนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้ พบว่าครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ต้องมาทำแผนร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา รวมถึงการกำหนดโครงการ กิจกรรม เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกันโรงเรียน ผู้ปกครอง วัด ชุมชน เข้ามาใช้ชีวิต กิน อยู่ ดู ฟัง ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน ครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในเรื่องการพูดจา ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยน รู้จักกาลเทศะ สอนเรื่องเหตุผลให้เด็กรู้จักคิดแยกแยะให้มากขึ้น
The objectives of this thesis were as follows 1) to study the state of learning management according to Tri-sikkha principle in elementary schools of Mae Ngon Sub-district’s Educational Quality Development Center, Fang District, Chiang Mai Province, 2) to study the problems and obstacles in management of learning according to Tri-sikkha principle and 3) to seek ways to develop learning based on Tri-sikkha principle. The target groups were 21 people from 3 school administrators, 6 classroom teachers, 6 students' parents and 6 students by specific selection. The instrument used in the study was an interview. The researcher had interviewed the people being involved in learning management according to the Tri-sikkha principle in 3 primary schools of Mae Ngon Sub-district’s Educational Quality Development Center, Fang District, Chiang Mai Province. The data were then analyzed and described in descriptive manner. The results of research were found that: 1. Educational institutions had policies for learning management according to Tri-sikkha principle in management of personnel, management system, building, classroom atmosphere with learning resources, safe and suitable environment and the educational curriculum. There were activities for students’ development with project preparation. The teacher set themselves a good example, created faith, values and right practice. The teachers had studied course Learning unit and learning management plans. They were friendly with learners and they were endowed with compassion, tolerance and encouragement for the learners. 2. Regarding problems and obstacles, it was found that technological media, mobile phone and internet made children addicted to media and less concentrative. 3. Regarding the guidelines for learning development, it was found that teachers, parents, school board must come up together with plan to develop learners in accordance with the problems. This included the determination of projects, activities, goals and success indicators with schools, parents, temples and communities. They should come to live, eat, listen and do activities together in order to exchange knowledge in the development of learners. The teachers must organize the learning and teaching activities in matters of sweet, polite gentle and humble speech. They ought to be mindful in circumstances and taught to think in more reasonable and analytical manners.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อแสวงหาแนวทางพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมาย คือ พระสงฆ์ 8 รูป เป็นโรคเบาหวาน 2 รูป โรคความดันหิต 2 รูป โรคภูมิแพ้ 2 รูป โรคกระเพราะอาหาร 2 รูป แพทย์แผนปัจจุบัน 2 คน แพทย์แผนไทย 2 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงจากวัดและสถานพยาบาลในอำเภอแม่ริม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: สุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าเกิดจากภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นได้ทั้งที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคภูมิแพ้ และโรคกระเพาะอาหาร โดยมากจะเป็นโรคมากกว่าหนึ่งโรค อย่างเช่น เมื่อตรวจพบเบาหวานก็จะพบ ความดันโลหิต โรคไต โรคเกี่ยวกับตับ ภูมิแพ้ ตามมาด้วยโรคกระเพาะอาหาร ที่สาเหตุอาจไม่แน่ชัด บางคนไม่มีอาการ บางคนมีอาการจุกเสียด ปวดท้องเรื้อรัง คลื่นไส้ อาเจียน มีกรดในกระเพาะมาก มีอาการปวดท้อง ปวดเรื้อรัง จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ มีลมในท้อง ร้อนท้อง บางรายปวดท้องรุนแรงอาจถึงช็อกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ทะลุ ผู้ที่ปวดท้องโรคกระเพาะควรได้รับการสืบค้นสาเหตุของโรคตั้งแต่แรก เพราะอาจมีความรุนแรงจนช็อก และเสียชีวิตได้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีปัจจัยหลายๆ ด้านประกอบกัน ได้แก่ บุคคล สังคม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน การถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม สภาพแวดล้อมภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น ความเครียด อายุ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์เป็นอย่างมาก แนวทางพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าการควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด นั่งสมาธิ ทานยาให้ครบตามจำนวน นำศาสตร์ของแพทย์แผนไทยมาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันดูแลสุขภาวะตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อแสวงหาแนวทางพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมาย คือ พระสงฆ์ 8 รูป เป็นโรคเบาหวาน 2 รูป โรคความดันหิต 2 รูป โรคภูมิแพ้ 2 รูป โรคกระเพราะอาหาร 2 รูป แพทย์แผนปัจจุบัน 2 คน แพทย์แผนไทย 2 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงจากวัดและสถานพยาบาลในอำเภอแม่ริม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: สุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าเกิดจากภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นได้ทั้งที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคภูมิแพ้ และโรคกระเพาะอาหาร โดยมากจะเป็นโรคมากกว่าหนึ่งโรค อย่างเช่น เมื่อตรวจพบเบาหวานก็จะพบ ความดันโลหิต โรคไต โรคเกี่ยวกับตับ ภูมิแพ้ ตามมาด้วยโรคกระเพาะอาหาร ที่สาเหตุอาจไม่แน่ชัด บางคนไม่มีอาการ บางคนมีอาการจุกเสียด ปวดท้องเรื้อรัง คลื่นไส้ อาเจียน มีกรดในกระเพาะมาก มีอาการปวดท้อง ปวดเรื้อรัง จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ มีลมในท้อง ร้อนท้อง บางรายปวดท้องรุนแรงอาจถึงช็อกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ทะลุ ผู้ที่ปวดท้องโรคกระเพาะควรได้รับการสืบค้นสาเหตุของโรคตั้งแต่แรก เพราะอาจมีความรุนแรงจนช็อก และเสียชีวิตได้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีปัจจัยหลายๆ ด้านประกอบกัน ได้แก่ บุคคล สังคม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน การถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม สภาพแวดล้อมภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น ความเครียด อายุ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อสุขภาวะของพระสงฆ์เป็นอย่างมาก แนวทางพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าการควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด นั่งสมาธิ ทานยาให้ครบตามจำนวน นำศาสตร์ของแพทย์แผนไทยมาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันดูแลสุขภาวะตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
The objectives of this thesis were as follows; 1) to study the health of monks in Mae Rim district, Chiang Mai province 2) to study the factors affecting the health of monks in Mae Rim district, Chiang Mai province 3) to seek ways to improve the health of monks in Mae Rim district, Chiang Mai province. The target group consisted of 8 monks; 2 monks with diabetes, 2 monks with blood pressure, 2 monks with allergy and 2 monks with gastritis together with 2 modern physicians and 2 Thai traditional physicians by using specific selection method from temples and hospitals in Mae Rim district. Tools used for data collection was an in-depth interview and the data were analyzed in descriptive manner. The results of research were found that: 1. Regarding the health of monks in Mae Rim district, Chiang Mai province, it was found that monks were infected with other complications including diabetes, blood pressure, allergy and gastritis. Most monks had more than one disease, for example, when diabetes was detected, blood pressure, kidney disease, liver disease, allergy and gastritis would also be found with unclear causes. Some patients had no symptoms, but some had symptoms of colic, chronic abdominal pain, nausea, vomiting, a lot of acid in stomach, abdominal pain, chronic pain, colic and distension in stomach, indigestion, flatulence, stomach burning. Some had so severe stomach pain that they might get shocked from peptic ulcer or leaky gut. Patients with stomachache from gastritis should be diagnosed to find the cause of disease from the beginning as it might be very severe to cause shock and death to the patients. 2. Regarding the factors affecting the health of the monks, it was found that there were many factors including people, society, daily behavior, heredity, environment, complications from other diseases, stress and age. These things had a great impact on the health of monks. 3. Regarding guidelines for improving the health of monks, there should be food control, behavioral change in daily life, proper exercise, adequate rest, stress relaxation, meditation, consumption of recommended amount of medicine, application of Thai traditional medicine in health care in parallel with modern medicine in taking care of one’s own health according to the doctor's advice and regular visit to the doctor by appointment.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) 2. เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาล ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3. เพื่อศึกษาแนวทางในการใช้หลัก ธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) การวิจัยครั้งนี้กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed methodology research) ประกอบ ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรี- ธรรมราช ธรรมยุต จำนวน 415 รูป กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่ & มอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้ขนาด กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่า t-test และหาค่า F-test ส่วนการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงพรรณนาประกอบบริบท ผลการวิจัย 1. ผลการศึกษา การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) โดยรวมทั้ง 6 หลัก พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า หลักความคุ้มค่า มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ หลักความรับผิดชอบ ส่วนหลักความมีส่วน ร่วม มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. ผลการเปรียบเทียบ การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) จำแนกตาม อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสายสามัญ และ วุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน พบว่า จำแนกตาม อายุ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .01 และโดยจำแนกตามพรรษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนโดยจำแนกตามวุฒิการศึกษาสายสามัญและวุฒิการศึกษาทางธรรม โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) 2. เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาล ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ที่มี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสายสามัญ และวุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน 3. เพื่อศึกษาแนวทางในการใช้หลัก ธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) การวิจัยครั้งนี้กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed methodology research) ประกอบ ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประชากร ได้แก่ พระภิกษุในจังหวัดนครศรี- ธรรมราช ธรรมยุต จำนวน 415 รูป กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่ & มอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้ขนาด กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 รูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่า t-test และหาค่า F-test ส่วนการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงพรรณนาประกอบบริบท ผลการวิจัย 1. ผลการศึกษา การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) โดยรวมทั้ง 6 หลัก พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า หลักความคุ้มค่า มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ หลักความรับผิดชอบ ส่วนหลักความมีส่วน ร่วม มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. ผลการเปรียบเทียบ การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) จำแนกตาม อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสายสามัญ และ วุฒิการศึกษาทางธรรม ที่ต่างกัน พบว่า จำแนกตาม อายุ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .01 และโดยจำแนกตามพรรษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนโดยจำแนกตามวุฒิการศึกษาสายสามัญและวุฒิการศึกษาทางธรรม โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.
แนวทางในการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) 1) หลักคุณธรรม พระสังฆาธิการต้องยึดมั่นในความถูกต้องดีงามเป็นที่ตั้ง มีความเสียสละ มีเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 2) หลักนิติธรรม พระสังฆาธิการ ต้องมีความเคารพใน พระธรรม - วินัย กฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง รวมถึงกฎหมายบ้านเมือง 3) หลักความโปร่งใส พระสังฆาธิการต้องมีการเปิดเผยข้อมูล สามารถตรวจสอบได้ ควรส่งเสริมให้มีการจัดทำรายรับ-รายจ่าย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไป ตรงมา ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 4) หลักความมีส่วนร่วม พระสังฆาธิการต้อง กระจายงานให้แก่บุคคลผู้เกี่ยวข้อง อย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงความสามารถของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอต่าง ๆ 5) หลักความรับผิดชอบ พระสังฆาธิการที่ปฏิบัติงาน ต้องมีความเข้าใจในงานที่ปฏิบัติอย่างถ่องแท้ มีความรับผิดชอบในงาน รวมถึงต้องสามารถปรับปรุง แก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที 6) หลักความคุ้มค่า พระสังฆาธิการต้องสามารถที่จะจัดสรรทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด มีความประหยัด มีการวางแผนในการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
The objectives of this thesis were as follows : 1. To study an application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut). 2. To compare application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) in terms of ages, periods of monkhood, degrees of formal education and degrees of Dhamma study, as differently. 3. To study the guideline for application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut). This is the mixed methodology research which composed of quantitative research by questionnaire. The population were composed of Dhammayuttikanikaya monks in Nakhon Si Thammarat province totally 415 persons, sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, got the sample at the number of 201 persons, and qualitative research by in-depth interview from seven informants, The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, and F-test. And qualitative research analyzed by descriptive surrounding. The results reveal that 1.An application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) by overviews in three aspects are at high level, while consider in each aspects find that the aspect of valuable is the highest mean and follow up the aspect of responsibility and the aspect of participation is the lowest mean. 2. The comparative result of application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) in terms of ages find that there are different as statistically significance at .01, in terms of periods of monkhood find that there are different as statistically significance at .05, and in terms of find that degrees of Dhamma study, degrees of formal education reveal that there are not different as statistically significance at .05. 3. The suggestion on problem and resolution for application of good governance in sangkha administration of administrative monks in Nakhon Si Thammarat province (Dhammayut) reveal that 1) Virtue; they must regard on righteousness, self sacrifice, mercy, compassion, kindness and focus on group interest. 2) Lawful; regard on Dhamma Vinaya, sangha order, rule, commanding and civil law 3) Transparency; opening document without hiding, to promote on account and deposit focus on group interest. 4) participation; to provide all work to others as coverage focus on put the right man on the right job and to have a public opinion for development. 5) Responsibility; to understand the specific work under responsible and can be improve or resolve immediately. 6) Valuable; to provide the resources in valuable, save and plan to use them.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขประสิทธิภาพการบริหาร งานกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview Research) จากพระสังฆาธิการผู้มีส่วนในการบริหารคณะสงฆ์การสุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 18 รูป จากทั้งหมดในเขตการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ซึ่งผู้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลโดย การแปลผลจากแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า 1.
วิทยานิพนธ์เรื่องประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขประสิทธิภาพการบริหาร งานกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview Research) จากพระสังฆาธิการผู้มีส่วนในการบริหารคณะสงฆ์การสุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 18 รูป จากทั้งหมดในเขตการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ซึ่งผู้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลโดย การแปลผลจากแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า 1.
จากการศึกษาประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราชตามภารกิจการบริหารคณะสงฆ์ 6 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปกครอง การปกครองของคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการวางแผนงานในการงานรวมถึงมีการกำหนดนโยบายในการทำงาน และมีการบริหารเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม ระเบียบมติมหาเถรสมาคมกำหนดไว้ 2) ด้านการศาสนศึกษา การศาสนศึกษาเป็น เรื่องสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน หลายวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีมีการจัดตั้งสถานที่เรียนและส่งเสริมการเรียนการสอนต่อพระภิกษุและสามเณรที่สนใจในการเรียนทั้งด้านบาลีและนักธรรม 3) ด้านการเผยแผ่ จากการศึกษาพบว่า พระสังฆาธิการเอาใจใส่ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการเทศนาสั่งสอนประชาชนโดยทั่วไปเพื่อให้ตั้งมั่นอยู่ในหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา เพราะพระสังฆาธิการมีหน้าที่สำคัญในการนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่แก่ประชาชน 4) ด้านการศึกษาสงเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า การส่งเสริมให้มีการศึกษาเป็นการสงเคราะห์ประชาชน ด้านการ ศึกษาให้มีความรู้ความสามารถที่จะดำรงตนและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลและการช่วยเหลือเกื้อกูลการศึกษาให้ผู้ที่มีความสนใจได้เข้ามาศึกษาและสามารถใช้ในชีวิต ประจำวันได้ 5) ด้านสาธารณสงเคราะห์บทบาทของความเป็นพระสังฆาธิการในการ ช่วยเหลือสังคมทั้งความคิด และกำลังทรัพย์ในด้านต่าง ๆ 6) ด้านการสาธารณูปการ จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ระหว่างวัดและชุมชน เช่น อบรม บรรยายธรรมให้แก่คนในชุมชน ทางคณะสงฆ์แต่ละวัดมีความสามัคคีกันช่วยกันสอดส่องดูแล อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยดูดีเป็นที่น่ามอง 2.ผลการศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช 1) ปัญหาประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 6 ด้าน พบว่า การทำงานของคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีปัญหาที่เป็นปัญหาหลักของการทำงาน คือ คณะสงฆ์ธรรมยุตแม้จะมีการกำหนด นโยบายและการวางแผนงานในการทำงานแล้วก็ตามแต่เป็นการกำหนดนโยบายแบบรูปธรรมมากว่าการปฏิบัติงาน และการใช้งานบุคคลากรก็ไม่ตรงตามกับงานที่ได้รับมอบหมาย ขาดบุคลากรในการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ รวมทั้งพระสังฆาธิการผู้ปกครองบางท่านไม่มีความรู้ในด้านการบริหารงานคณะสงฆ์อย่างชัดเจนจริง 2) แนวทางแก้ไขประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 6 ด้าน พบว่า คณะสงฆ์ธรรมยุตควรมีการวางแผนงานในการทำงานอย่างชัดเจน มีการคัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมเกี่ยวกับงาน รวมทั้งควรมีการแก้ไขปัญหาซึ่งกันและกัน และควรมีการแต่งตั้งกรรมการในการทำงานด้านต่าง ๆ ของคณะสงฆ์
The objectives of this thesis were as follows : 1) To study Effectiveness of Dhammayuttika Nikaya Sangha’s Affairs administration in Nakhon Si Thammarat province. 2) To study the problem and resolution on effectiveness of Dhammayuttika Nikaya Sangha’s Affairs administration in Nakhon Si Thammarat province. This is the qualitative research by in-depth interview from eighteen informants with purposive sampling, The instrument for data collection was interview form and data analysis by descriptive content analysis from the respondents. The results reveal that 1) The Effectiveness of Dhammayuttika Nikaya Sangha’s Affairs administration in Nakhon Si Thammarat province by overviews in six aspects are at very high level, as follows; 1) the aspect of ruling reveals that they have plan and policy for working according to Sangha supreme council. 2) the aspect of religious study reveals that it is so important because of base on learning especially Dhamma and Pali for novice and monk in temple. 3) the aspect of dissemination reveals that they teach people with Buddha’s teaching for spread of Dhamma and stable of Buddhism. 4) education welfare reveals that they need for education welfare for living a better life and happy in society. 5) the aspect of public welfare reveals that they help people by teaching and some materials in society. 6) the aspect of public assistant reveals that there are more of activities between temple and community they help each others i.e. training teaching and others equipments facilities for good looking. 2) The the problem and resolution on effectiveness of Dhammayuttika Nikaya Sangha’s Affairs administration in Nakhon Si Thammarat province. The problem by including for six aspects reveal that the main problem is the abstract of planning and policy, not for good performance, not put the right man on the right job and lack of personel, some of ecclesiastics are not good for administration as well. The resolution by including for six aspects reveal that there should have a plan for working as clear and clear and put the right man on the right job, and there should have a committee for working in each aspects.
หนังสือ

    การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาการนำหลักสังคหวัตถุธรรมไปใช้ในการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้สังคหวัตถุธรรมในการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มวิจัยเป็นจิตอาสาที่มาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 35 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ (In-depth Interview) การสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม วิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัยแบบเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: 1) กลุ่มจิตอาสาได้ปฏิบัติงานด้วยความจริงใจ ทำด้วยใจ มีความเที่ยงธรรม เมตตา เอื้ออาทร และสร้างความสมานสามัคคี โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน เป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคม 2) กลุ่มจิตอาสามีการนำหลักสังคหวัตถุธรรม ในการปฏิบัติงานเน้นการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังแรงกายและกำลังทรัพย์ ให้แก่ผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ ใช้ปิยวาจาอย่างเหมาะสม สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน รวมทั้งปฏิบัติงานด้วยความวิริยะอุตสาหะเสมอต้น เสมอปลาย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน 3) กลุ่มจิตอาสามีแนวทางการประยุกต์ใช้สังคหวัตถุธรรม ในการปฏิบัติงานสอดคล้องกับบริบทของสังคม วัฒนธรรม เอื้อเฟื้อและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ปฏิบัติงานทุกๆ กิจกรรม ด้วยความสุภาพ นุ่มนวล ถูกกาลเทศะ นำสิ่งของของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องในการปฏิบัติงานอันนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาการนำหลักสังคหวัตถุธรรมไปใช้ในการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้สังคหวัตถุธรรมในการปฏิบัติงานของกลุ่มจิตอาสาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มวิจัยเป็นจิตอาสาที่มาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 35 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ (In-depth Interview) การสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม วิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัยแบบเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า: 1) กลุ่มจิตอาสาได้ปฏิบัติงานด้วยความจริงใจ ทำด้วยใจ มีความเที่ยงธรรม เมตตา เอื้ออาทร และสร้างความสมานสามัคคี โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน เป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคม 2) กลุ่มจิตอาสามีการนำหลักสังคหวัตถุธรรม ในการปฏิบัติงานเน้นการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังแรงกายและกำลังทรัพย์ ให้แก่ผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ ใช้ปิยวาจาอย่างเหมาะสม สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน รวมทั้งปฏิบัติงานด้วยความวิริยะอุตสาหะเสมอต้น เสมอปลาย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน 3) กลุ่มจิตอาสามีแนวทางการประยุกต์ใช้สังคหวัตถุธรรม ในการปฏิบัติงานสอดคล้องกับบริบทของสังคม วัฒนธรรม เอื้อเฟื้อและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ปฏิบัติงานทุกๆ กิจกรรม ด้วยความสุภาพ นุ่มนวล ถูกกาลเทศะ นำสิ่งของของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องในการปฏิบัติงานอันนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
The objectives of this research were as follows; 1) to study work performance of volunteer group in Nakornping hospital, 2) to study application of Sangahavatthu in work of volunteer group in Nakornping hospital, and 3) to propose guidelines for application of Sangahavatthu in work of volunteer group in Nakornping hospital, Chiang Mai province. This was qualitative research of which the research group was 35 volunteers working in Nakornping hospital, Chiang Mai province. The Data were collected through in-depth interview, focus group and participatory observation. The analysis and research results were presented in descriptive manner. The results of research were found that: 1) Volunteer group worked with sincerity, willingness, virtuousness, loving-kindness, generosity and unity without hoping for something in return and it was done for benefit of society. 2) Volunteer group had applied Sangahavatthu in its work. It emphasized how to conduct themselves for benefit of the public by regularly participating in activities with sacrifice of both physical strength and wealth to patients, relatives, and staff. They spoke proper, polite and humble and they worked with consistent diligence and respected one another. 3) Volunteer group possessed guidelines for application Sangahavatthu in accordance with social and cultural contexts, generosity and mutual sharing. They performed all activities with politeness, gentleness and awareness of circumstances. They consistently used their own things for the benefit of themselves and others in the work that would bring happiness and prosperity in the future.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางในการการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า : 1) สภาพการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยมีการดำเนินงานโครงการค่ายคุณธรรม เป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นกระบวนการ (PDCA) คือ มีการวางแผน (Plan) การดำเนินการ (Do) ตรวจสอบความพร้อมในการดำเนินโครงการของฝ่ายต่างๆ ดำเนินงานโครงการตามแผนที่วางไว้ มีการสรุปผลตรวจสอบและประเมินผลโครงการ (Check) และการนำผลไปพัฒนา(Act) 2) ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยมีสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย มีการดำเนินงานโครงการตามแผนล่าช้า บุคลากรที่รับผิดชอบมีจำนวนน้อย นักศึกษายังมีพฤติกรรมที่แสดงออกในลักษณะที่ขาดวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและจิตสาธารณะ 3) แนวทางการพัฒนาคือควรจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ปฏิบัติด้วยตนเองและมุ่งพัฒนาให้ครบกระบวนการ โดยเฉพาะการพัฒนาจิตใจ สร้างเสริมให้มีจิตสำนึกในหลักธรรม
วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางในการการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า : 1) สภาพการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยมีการดำเนินงานโครงการค่ายคุณธรรม เป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นกระบวนการ (PDCA) คือ มีการวางแผน (Plan) การดำเนินการ (Do) ตรวจสอบความพร้อมในการดำเนินโครงการของฝ่ายต่างๆ ดำเนินงานโครงการตามแผนที่วางไว้ มีการสรุปผลตรวจสอบและประเมินผลโครงการ (Check) และการนำผลไปพัฒนา(Act) 2) ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยมีสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย มีการดำเนินงานโครงการตามแผนล่าช้า บุคลากรที่รับผิดชอบมีจำนวนน้อย นักศึกษายังมีพฤติกรรมที่แสดงออกในลักษณะที่ขาดวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและจิตสาธารณะ 3) แนวทางการพัฒนาคือควรจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ปฏิบัติด้วยตนเองและมุ่งพัฒนาให้ครบกระบวนการ โดยเฉพาะการพัฒนาจิตใจ สร้างเสริมให้มีจิตสำนึกในหลักธรรม
The thesis is a qualitative research with the objectives 1) to study the state of moral and ethical development of students at Mahamakut Buddhist University; Lanna Campus, 2) to study problems and obstacles in the moral and ethical development of students at Mahamakut Buddhist University; Lanna Campus and 3) to find the ways to develop morality and ethics of students at Mahamakut Buddhist University; Lanna Campus. The results are found that: 1) The state of moral and ethical development of students is found that the university has operated the moral camp project in accordance with the procedure in the process (PDCA), i.e. planning (Plan), conducting (Do), checking the readiness of the implementation of various project departments as planned, a summary of the results of the examination and evaluation of the project (Check) and the results to develop (Act). 2) Problems and obstacles in the development of moral and ethics of students found that the university has an inconvenient place to organize various activities. There is the delay in planed project, less responsibility of crews, and students’ behavior in lack of discipline, honesty and public mind. 3) The development approach is to organize the activities that focus on students’ participations to come and learn by their own, especially the mental development and to build up the common sense of principles.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำ 2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำชนเผ่าปะโอในรัฐฉาน ประเทศเมียนม่าร์ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ภาวะผู้นำชนเผ่าปะโอ ในรัฐฉาน ประเทศเมียนม่าร์ วิทยานิพนธ์นี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) ศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ประกอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชนเผ่าปะโอจำนวน 8 คนเพื่อนำมาวิเคราะห์แล้วสรุปผลการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติและพฤติกรรมเป็นแบบอย่างในการสื่อสารอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมีวุฒิภาวะ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร โดยนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ไปบูรณาการ เพื่อความสมบูรณ์ของทฤษฎีภาวะผู้นำ หลักธรรมประกอบด้วย ทิฎฐธัมมิกัตถะประโยชน์ สัปปุริสธรรม 7 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 อคติ 4 เบญจศีลและเบญจธรรม อปริหานิยธรรม 7 ทศพิธราชธรรม 10 และจักรวรรดิธรรม 12 2. ชนเผ่าปะโอก็คือเป็น Pyu มีหลักฐานตั้งถิ่นก่อน ค.ศ.600 มาจากบริเวณตอนใต้ประเทศมองโกเลียลงมาทางใต้ประเทศเมียนม่าร์ หลังจากได้พ่ายแพ้สงครามและชนเผ่าปะโอได้สร้างเมืองใหม่ชื่อว่าหม่อท่อผาเมืองสะถุ่งใหม่ปัจจุบันคือเมืองสี่แสงการเกิดของขบวนการต่อสู้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รวบรวมชาวปะโอจำนวนหนึ่งในการปกครองประเทศราช (ระบบศักดินา) การเก็บส่วยภาษีอากรทุกอย่างจากประชาชนที่การต่อสู้ทางการเมืองและเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ และองค์การแห่งชาติปะโอกับ สาธารณรัฐประชาชาติปะโอ มีการเจรจาข้อตกลงการหยุดยิงและเป็นวันการปฏิวัติล้มล้างและทำสัญญาสันติภาพเข้าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางและวิถีทางการเมืองการปกครองใน 3 อำเภอ ได้แก่ระบบประชาธิปไตย ระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์ได้ดำเนินกิจกรรมประสบความสำเร็จผู้นำชนเผ่าปะโอได้แสดงบทบาทภาวะผู้นำด้านการเมืองสังคมและเศรษฐกิจมาจนถึงปัจจุบัน 3. ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำด้านการปกครอง ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ ได้ใช้หลักทศพิธราชธรรม ในการรวบร่วมกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอให้เป็นหนึ่งเดียว ภาวะผู้นำด้านสังคมผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอได้ใช้หลักเบญจศีลและเบญจธรรม ในการสงเสริม เพื่อความเป็นปึกแผ่นของสังคมแบบจารีตและเพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชนเผ่าปะโอ ภาวะผู้นำด้านเศรษฐกิจผู้นำ