Search results

34 results in 0.53s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
This thesis had the following objectives : 1) to study the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand 2) to study the administration of the Theravada Sangha of the Democratic Republic of Nepal and 3) to study the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal. The tools used in the research were the academic documents that were the work of Buddhist educators and structured interviews were used. The information obtained from documents and interviews was analyzed and interpreted according to the key issues already identified, and the results of the analysis were summarized. The results of the research were found as follows: 1) As to the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand and Nepal, the Thai Sangha organization had the power to enact the rule of the Sangha, had a resolution or issued a notice without being contrary to or inconsistent with the law and the discipline of the Sangha. The organization of the Sangha of Nepal was an organization with a successor to religion being organized as an Independent system and a non-profit organization and did not interfere with politics. It was an organization of society and religion that was in accordance with the laws of the state, which Theravada temples were registered directly to the Sangha. 2) As to the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal, there was Buddhist relationship between two countries, such as Somdet Phra Nanasanvara, the Thai Patriarch, went to visit Nepal and there was assistance in the administration of the Nepalese Sangha, Sangha education, welfare education, religious propagation, public facilities and public welfare. 3) Suggestion were as follows: to increase coordination among the religious organizations of both countries For the propagation of Theravada Buddhism to be more effective, and to encourage monks of both countries as missionaries to work together to create more effective methods of propagating Buddhism in foreign countries.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทด้านการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครที่มี อายุพรรษา ระดับการศึกษา และระยะเวลาที่พักอาศัย แตกต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Specified Sampling) คือ การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากพระสงฆ์ ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร จนครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ จนได้ครบจำนวน 122 รูป มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) พระสงฆ์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมทั้ง 2 ด้าน อยู่ในระดับมาก จำแนกแต่ละด้าน พบว่า ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ อยู่ในระดับมาก 2) พระสงฆ์ที่มี อายุพรรษา และการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่พระสงฆ์ที่มีระยะเวลาที่พักอาศัยต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย ได้แก่ ควรใช้ช่วงเวลาหลังจากการลงอุโบสถกรรมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ในการอบรมสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุในปกครอง และ ด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ ได้แก่ ควรเผยแพร่เนื้อหาในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ข้อบังคับ และกฎมหาเถรสมาคมให้พระภิกษุและสามเณรในปกครองได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรรพชา/อุปสมบทใหม่ 4) ผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 1) การปกครองตามพระธรรมวินัยเป็นหัวใจของงานคณะสงฆ์ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ เพราะเป็นการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคมสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันการปกครองคณะสงฆ์ถือเป็นหลักมากสุด และเมือการปกครองฝ่ายบ้านเมืองพัฒนา ขึ้นจึงมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น รวมถึงการะกฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารงานคณะสงฆ์ 2) การปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้อำนาจในการจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ จึงทำให้พระสงฆ์ทุกรูป และไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้อง มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับข้าราชการของแผ่นดินด้วย
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทด้านการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครที่มี อายุพรรษา ระดับการศึกษา และระยะเวลาที่พักอาศัย แตกต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการปกครองของเจ้าอาวาสในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Specified Sampling) คือ การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากพระสงฆ์ ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร จนครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ จนได้ครบจำนวน 122 รูป มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) พระสงฆ์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมทั้ง 2 ด้าน อยู่ในระดับมาก จำแนกแต่ละด้าน พบว่า ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ อยู่ในระดับมาก 2) พระสงฆ์ที่มี อายุพรรษา และการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่พระสงฆ์ที่มีระยะเวลาที่พักอาศัยต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย ได้แก่ ควรใช้ช่วงเวลาหลังจากการลงอุโบสถกรรมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ในการอบรมสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุในปกครอง และ ด้านการปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ ได้แก่ ควรเผยแพร่เนื้อหาในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ข้อบังคับ และกฎมหาเถรสมาคมให้พระภิกษุและสามเณรในปกครองได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรรพชา/อุปสมบทใหม่ 4) ผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อบทบาทการปกครองของเจ้าอาวาส ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 1) การปกครองตามพระธรรมวินัยเป็นหัวใจของงานคณะสงฆ์ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ เพราะเป็นการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคมสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันการปกครองคณะสงฆ์ถือเป็นหลักมากสุด และเมือการปกครองฝ่ายบ้านเมืองพัฒนา ขึ้นจึงมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น รวมถึงการะกฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารงานคณะสงฆ์ 2) การปกครองตามกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้อำนาจในการจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ จึงทำให้พระสงฆ์ทุกรูป และไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้อง มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับข้าราชการของแผ่นดินด้วย
และในการปฏิบัติหน้าที่ของพระสงฆ์ทุกระดับต้องเป็นไปโดยถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ซึ่งในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักการ
This thesis had the following objectives: 1) to study the opinions of the monks on the administrative role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok 2) to compare the opinions of the monks on the administrative role of the abbot in Nong khaem Bangkok with different age, education and the length of time residence, and 3) to study the administrative guidance of the abbot in Nongkhaem, Bangkok. A non-probability sampling method by specific sampling was used to collect data from the monks in Nongkhaem District, Bangkok, according to the number of samples of the monks needed until the total number of 122 monks. It had the whole confidence value of 0.99. The statistics used in data analysis were statistics of frequency (percentage), mean ( ) and standard deviation (SD) and test by One-Way ANOVA was used when it was found significant statistical differences at the level of 0.05, and comparing the differences in pairs was used by the Scheffé method. The results of the research were found as follows: 1) The monks’ opinions about the administrative role of the abbot in Nong khaem District, Bangkok, were in the whole view of three aspects at a high level. Considering each aspect, it was found that in the administration according to the principles of Dhamma and Vinaya and the legal administration of the Sangha, they were at a high level. 2) Monks with different age of being a monk, and education had no different opinions in the whole view on the role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok. But monks with different periods of residence had opinions about the administrative role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok, differing significantly at the level of 0.05. 3) Recommendations of the opinions of monks on the role of the abbot in Nongkhaem District, Bangkok, regarding the administration according to the principle of Dhamma and Vinaya, were that it should be used time after the monks’ listening to the recitation of Patimokkha in every half month, in training and teaching of behaviors in accordance with the principles of Dhamma and Vinaya to monks under the administration; and in the aspect of the legal administration of the Sangha, it should make known the content of the Sangha Act, the Sangha Regulations and Rules for the monks and novices under administration, especially for the newly ordinated ones. 4) Results of interviewing key informants about the opinions of the monks on the role of the abbot in the Nongkhaem District, Bangkok, were as follows: (1) The administration according to Dhamma and Vinaya was the main concern of the Buddhist monks’ work. It was considered to be the most important mission of the monks, because it was about the orderliness of living together in the monastic society. From the past to the present, the administration of the Sangha according to Dhamma and Vinaya had been considered to be the most important principle. When the government of the country was developed and there were the Act of the Sangha for the purposes of enhancing the monks to strictly practice according to Dhamma and Vinaya, as well as the Rules of The Sangha Supreme Council, regulations, orders, rules and regulations to be used as guidelines in the administration of the Sangha. (2) Administration by administrative law of the Sangha was a law enacted to empower the administration of the Sangha administration system. It therefore made monks and laymen who worked for the Sangha’s affairs in the temples and were appointed legally had a legal status as a government officials under the Penal Code, as well as civil servants of the land, and in performing the duties of monks at all levels it should be accurate, convenient, fast and fair.