Search results

57 results in 0.04s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
This thesis had the following objectives : 1) To study the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) To compare the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, classified with different age, a lent age, level of worldly education and a level of religious education; and 3) To suggest guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom. The sample groups were 260 Sangha administrators and ordinary monks who lived in Sam Phran district, Nakhon Pathom Province. The instrument was a questionnaire about the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, One - Way ANOVA test and compared the differences in pairs by the Scheffé method. The results of the research were found as follows : 1. The administrative role of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom, was the overall average at a high level, by sorting from the highest to the lowest aspects as the administration according to the principles of Dhamma and Vinaya, and administration according to the Sangha Act respectively. 2. In comparative study on the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District Nakhon Pathom province, with different age, lent age, level of worldly and religious education, it was found that the Sangha administrators with different level of worldly education and religious education, had different administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, in the whole view, with significantly statistical difference at the level of 0.05. But for the Sangha administrators with different level of worldly education and the level of religious education, it was found that they had no difference. 3. Guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : In terms of administration, it was found that training for monks, and novices should be arranged to have good behavior as monks and novices and training in the subject of Dhamma and Vinaya, ethics, etiquette, and practices related to the ceremony and caring for monks within the temple equally. In addition, there should have training for people in the area regarding rules and regulations of the Sangha. 4. In interview results in dealing with administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, for both aspects, they were found that the Sangha administrators should use the process of monastic rule without having 4 bias; they should adhere to Dhamma and Vinaya as the principle of supreme rule; and they should comply with the provisions of the Sangha Act which involved 6 aspects, namely maintaining peace, education welfare, propagating Buddhism, public facilities, religious education, and public welfare