Search results

8 results in 0.03s

หนังสือ

    Abstract : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดย ใช้โครงงานเป็นฐาน 2) ปัญหาการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และ 3) เสนอแนวทางแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย เป็นครูจำนวน 5 คนและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 26 คน โรงเรียน อนุบาลหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2560 โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พรรณนา ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน นำ หลักอริยสัจ 4 มาใช้เป็นขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนในวิชาโครงงานโดยใช้หลักเหตุผล ขั้นที่ หนึ่งคือทุกข์ กำหนดปัญหา ขั้นที่สองคือสมุทัย ตั้งสมมุติฐาน ขั้นที่สามคือนิโรธ วิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ ทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ขั้นที่สี่คือมรรค สรุปการแก้ปัญหา (2) ปัญหาพบว่า นักเรียนเกิดความ ท้อแท้ในการทำโครงงาน ไม่นำหลักอริยสัจ 4 มาใช้แก้ปัญหา ครูมีความรู้ความสามารถด้านการ จัดการเรียนรู้น้อย ไม่เข้าใจบทบาทของผู้สอนที่เป็นผู้อ านวยความสะดวก ครูไม่เข้าใจกระบวนการ ของการพัฒนาหลักสูตร (3) แนวทางการแก้ไขปัญหา นักเรียน ควรท ากิจกรรมจิตศึกษาก่อนเรียน เพื่อให้มีสมาธิและสมองตื่นตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างบรรยากาศการเรียนให้สนุกสนาน แนวทาง แก้ปัญหาครู คือจัดอบรมครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 และโครงงาน ศึกษาดูงาน โรงเรียนต้นแบบ ส าหรับแนวทางแก้ปัญหาหลักสูตร ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการจัดทำ หลักสูตร ประเมินผลอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาครู
Abstract : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดย ใช้โครงงานเป็นฐาน 2) ปัญหาการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และ 3) เสนอแนวทางแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย เป็นครูจำนวน 5 คนและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 26 คน โรงเรียน อนุบาลหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2560 โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พรรณนา ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน นำ หลักอริยสัจ 4 มาใช้เป็นขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนในวิชาโครงงานโดยใช้หลักเหตุผล ขั้นที่ หนึ่งคือทุกข์ กำหนดปัญหา ขั้นที่สองคือสมุทัย ตั้งสมมุติฐาน ขั้นที่สามคือนิโรธ วิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ ทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ขั้นที่สี่คือมรรค สรุปการแก้ปัญหา (2) ปัญหาพบว่า นักเรียนเกิดความ ท้อแท้ในการทำโครงงาน ไม่นำหลักอริยสัจ 4 มาใช้แก้ปัญหา ครูมีความรู้ความสามารถด้านการ จัดการเรียนรู้น้อย ไม่เข้าใจบทบาทของผู้สอนที่เป็นผู้อ านวยความสะดวก ครูไม่เข้าใจกระบวนการ ของการพัฒนาหลักสูตร (3) แนวทางการแก้ไขปัญหา นักเรียน ควรท ากิจกรรมจิตศึกษาก่อนเรียน เพื่อให้มีสมาธิและสมองตื่นตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างบรรยากาศการเรียนให้สนุกสนาน แนวทาง แก้ปัญหาครู คือจัดอบรมครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 และโครงงาน ศึกษาดูงาน โรงเรียนต้นแบบ ส าหรับแนวทางแก้ปัญหาหลักสูตร ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการจัดทำ หลักสูตร ประเมินผลอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาครู
Abstract : The objectives of this research were to study (1) condition of learning management based on the Four Noble Truths by using work project; (2) problems learning management based on the Four Noble Truths by using work project; and (3) approaches solution for learning management based on the Four Noble Truths by using work project. The sample of this research included 5 teachers and 26 students from prathomsuka 6 in academic year 2017, Nongpakrang kindergarten school, Mueang district, Chiang Mai province. The data were analyzed through descriptive analysis. The results showed that 1) learning management based on the Four Noble Truths by using work project applied the Four Noble Truths as learning processes in work project by theoretical reasoning, that is, the first step as the Truth of Suffering by determining the problems, the second step as the Truth of the Origin of Suffering by setting hypothesis, the third step as the Truth of the Path to Cessation of Suffering by finding ways and means to test the hypothesis that had been set and the forth step as the Truth of the Cessation of Suffering by summarizing the solutions., 2) the problems showed that the students were disheartened and exhausted in doing the work project because they could not use the Four Noble Truths to solve the problems. The teachers had little knowledge to manage the learning. They could not understand the roles of teachers as facilitators and they did not understand the process of curriculum development., and 3) the guidelines for solution of the problems were that the students should do contemplative education before learning to have concentration and active brain ready for new learning and they should create a positive atmosphere in class. The guidelines for teachers' problem solution were that the teachers should be trained on the management of learning based on the Four Noble Truths and work project and provided with a study tour to the prototype school. Regarding the solution to curriculum problems, all parties were concerned to participate in curriculum preparation, systematic evaluation and teacher development.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพ, 2) เพื่อศึกษาสันติภาพในทรรศนะของดาไลลามะ องค์ที่ 14 และ 3) เพื่อวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะของดาไล ลามะ องค์ที่ 14 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก ตำราที่นิพนธ์โดยองค์ดาไลลามะ องค์ที่ 14 หนังสือแปล และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560 – มิถุนายน 2561 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า: สันติภาพในพุทธศาสนา หมายถึง ความสงบหรือความมีสันติ เป็นสภาวะที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น ความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจของผู้ที่ยังเป็นปุถุชนและอริยชน หรือพระอริยบุคคล โดยในพุทธศาสนาสันติภาพที่แท้จริงเรียกว่าพระนิพพาน สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ ประกอบด้วยหลักอหิงสา การวิสาสะ การศึกษา การให้ความรู้ ที่ประกอบด้วยหลักความเมตตากรุณา สันติภาพไม่ใช่เพียงแค่ไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น แต่หมายถึงการที่มนุษย์เราได้ช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม มีความกรุณาและการมุ่งทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น สองสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ การวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ พบว่า สันติภาพในทรรศนะของพระองค์นั้น มี 2 เป้าหมายคือ 1) เป้าหมายในทางโลก คือ การหาทางเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยการใช้หลักทางสายกลางเพื่อส่งเสริมสันติภาพ คือ อหิงสาและการวิสาสะ 2) เป้าหมายในทางธรรม คือ การบรรลุถึงอิสรภาพของความหลุดพ้นจากกิเลส หรือธรรมชาติสูงสุดของจิตเป็นสภาวะที่จิตหมดจดปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน (สันติภาพถาวร)
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพ, 2) เพื่อศึกษาสันติภาพในทรรศนะของดาไลลามะ องค์ที่ 14 และ 3) เพื่อวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะของดาไล ลามะ องค์ที่ 14 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก ตำราที่นิพนธ์โดยองค์ดาไลลามะ องค์ที่ 14 หนังสือแปล และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560 – มิถุนายน 2561 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า: สันติภาพในพุทธศาสนา หมายถึง ความสงบหรือความมีสันติ เป็นสภาวะที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น ความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจของผู้ที่ยังเป็นปุถุชนและอริยชน หรือพระอริยบุคคล โดยในพุทธศาสนาสันติภาพที่แท้จริงเรียกว่าพระนิพพาน สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ ประกอบด้วยหลักอหิงสา การวิสาสะ การศึกษา การให้ความรู้ ที่ประกอบด้วยหลักความเมตตากรุณา สันติภาพไม่ใช่เพียงแค่ไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น แต่หมายถึงการที่มนุษย์เราได้ช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม มีความกรุณาและการมุ่งทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น สองสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ การวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ พบว่า สันติภาพในทรรศนะของพระองค์นั้น มี 2 เป้าหมายคือ 1) เป้าหมายในทางโลก คือ การหาทางเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยการใช้หลักทางสายกลางเพื่อส่งเสริมสันติภาพ คือ อหิงสาและการวิสาสะ 2) เป้าหมายในทางธรรม คือ การบรรลุถึงอิสรภาพของความหลุดพ้นจากกิเลส หรือธรรมชาติสูงสุดของจิตเป็นสภาวะที่จิตหมดจดปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน (สันติภาพถาวร)
The objectives of this thesis were as follows 1) to study the concept on peace in Buddhism, 2) to examine the concept on peace in 14th Dalai Lama’s view, and 3) to analyze his concept as such. As the documentary research, it was derived from the qualitative methodology. The sampling groups comprised: The Pitaka, commentaries, texts, books written by 14th Dalai Lama, translated books and relevant research undertakings. Data were collected between October B.E. 2560 and June B.E. 2561. With these data, their contents were analyzed and inductive summaries constructed. The results of research were found that: Peace in Buddhism refers to a state of calmness or tranquility, making no use of violence in every form. It includes physical, verbal and mental peace. It is the state whereby lay Buddhists and enlightened monks can attain. In Buddhism, the actual peace is called ‘Nirvana’, Path of Liberation. The concept on peace in 14th Dalai Lama’s view embraces: non-violence, intimacy, education, provision of knowledge with compassion and loving-kindness. His concept is not because someone acts to bully human fellows, but because they concretely help one another with mercy and intention to perform good deeds to others. According to the concept on peace in his view, both mercy and good intention lead to the actual peace. Analyses of the concept on peace in his view have found two goals. A global goal is finding a way to negotiate conflicts for alleviating disputed situations by applying ‘The Middle Path’ to promoting peace with non-violence and intimacy. Another religious goal is gaining freedom of liberation with no defilements, for it is the state of one’s purified mind without bonds. To put it simply, the second goal is regarded as the permanent peace, i.e. Nirvana.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาสันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) ศึกษาหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) ศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมด้วยหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นวิจัยทางด้านเอกสาร โดยการศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก หนังสือ เอกสาร ผลงานวิจัยของนักวิชาการ ตลอดจนผลงานของผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง นำเนื้อหามาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาท สันติภาพ หมายถึง การที่จิตใจสงบหลุดพ้นแล้วจากกิเลสตัณหา เป็นสภาพจิตใจที่บรรลุถึงพระนิพพาน สันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ (๑) สันติภาพภายใน คือสภาพจิตใจที่เป็นอิสระจากความคิด หรืออารมณ์ ด้วยการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรค ๘ เพื่อบรรลุถึงสันติภายในจิตใจที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คือ นิพพาน (๒) สันติภาพภายนอก คือสภาวะที่บุคคล สังคม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ฆ่าหรือทำร้ายร่างกายของกันและกัน ด้วยการปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม และกุศลกรรมบถ เพื่อทำให้กาย วาจาสงบ ดังนั้นสันติภาพภายในกับสันติภาพภายนอก จึงแยกกันไม่ออกต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เมตตา คือ ความรักสรรพสัตว์อย่างไม่มีขอบเขต เมตตาเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ให้มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ ให้เบียดเบียนกันทำให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการปฏิบัติเมตตามโนกรรม คือจะคิดสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้คิดด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรม คือจะพูดจาสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้พูดจาด้วยเมตตา และเมตตากายกรรม คือจะกระทำการสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้กระทำด้วยเมตตา ดังนั้นการมีเมตตาอยู่ในจิตใจ จึงเปรียบเสมือนการทำความดีทั้งปวง ด้วยกาย วาจา ใจ มโนกรรมเป็นกรรมที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เพราะเป็นจุด เริ่มต้นของกายกรรมและวจีกรรม การเจริญเมตตาจัดเป็นการปฏิบัติศาสนธรรมที่สำคัญต่อการเสริม สร้างสันติภาพ ๑) ในระดับบุคคล ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในเบญจธรรม เบญจธรรม เป็นธรรมที่ดี สะอาด เพราะกำจัดธรรมที่ไม่สะอาด คือ โทสะ เป็นคุณธรรมคู่กับเบญจศีล เบญจศีลเป็นข้อที่ควรงดเว้น ส่วนเบญจธรรมเป็นข้อควรปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความความเรียบร้อยด้านกายกรรมและวจีกรรม ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ๒) ในระดับสังคม ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในพรหมวิหารธรรม เป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจิตใจ หรือที่เรียกว่า มโนกรรม ทำให้ประชาชนในชุมชนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และส่งเสริมให้ประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เช่นพระพรหม เป็นคุณธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสันติสุข ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสันติภาพในตัวบุคคลจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริง
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาสันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) ศึกษาหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) ศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมด้วยหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นวิจัยทางด้านเอกสาร โดยการศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก หนังสือ เอกสาร ผลงานวิจัยของนักวิชาการ ตลอดจนผลงานของผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง นำเนื้อหามาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาท สันติภาพ หมายถึง การที่จิตใจสงบหลุดพ้นแล้วจากกิเลสตัณหา เป็นสภาพจิตใจที่บรรลุถึงพระนิพพาน สันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ (๑) สันติภาพภายใน คือสภาพจิตใจที่เป็นอิสระจากความคิด หรืออารมณ์ ด้วยการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรค ๘ เพื่อบรรลุถึงสันติภายในจิตใจที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คือ นิพพาน (๒) สันติภาพภายนอก คือสภาวะที่บุคคล สังคม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ฆ่าหรือทำร้ายร่างกายของกันและกัน ด้วยการปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม และกุศลกรรมบถ เพื่อทำให้กาย วาจาสงบ ดังนั้นสันติภาพภายในกับสันติภาพภายนอก จึงแยกกันไม่ออกต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เมตตา คือ ความรักสรรพสัตว์อย่างไม่มีขอบเขต เมตตาเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ให้มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ ให้เบียดเบียนกันทำให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการปฏิบัติเมตตามโนกรรม คือจะคิดสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้คิดด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรม คือจะพูดจาสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้พูดจาด้วยเมตตา และเมตตากายกรรม คือจะกระทำการสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้กระทำด้วยเมตตา ดังนั้นการมีเมตตาอยู่ในจิตใจ จึงเปรียบเสมือนการทำความดีทั้งปวง ด้วยกาย วาจา ใจ มโนกรรมเป็นกรรมที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เพราะเป็นจุด เริ่มต้นของกายกรรมและวจีกรรม การเจริญเมตตาจัดเป็นการปฏิบัติศาสนธรรมที่สำคัญต่อการเสริม สร้างสันติภาพ ๑) ในระดับบุคคล ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในเบญจธรรม เบญจธรรม เป็นธรรมที่ดี สะอาด เพราะกำจัดธรรมที่ไม่สะอาด คือ โทสะ เป็นคุณธรรมคู่กับเบญจศีล เบญจศีลเป็นข้อที่ควรงดเว้น ส่วนเบญจธรรมเป็นข้อควรปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความความเรียบร้อยด้านกายกรรมและวจีกรรม ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ๒) ในระดับสังคม ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในพรหมวิหารธรรม เป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจิตใจ หรือที่เรียกว่า มโนกรรม ทำให้ประชาชนในชุมชนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และส่งเสริมให้ประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เช่นพระพรหม เป็นคุณธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสันติสุข ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสันติภาพในตัวบุคคลจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริง
The objectives of this thesis were as follows: 1) To study of peace formation in Theravada Buddhist philosophy, 2) To study the principle of metta in Theravada Buddhist philosophy, and 3) To study of peace formation in social by metta’s principle in Theravada buddhist philosophy. This was qualitative research collecting the data from the Tipitaka, documents and research works. The data were analyzed and the presented in a descriptive method. The results of the research were found as follows: In Theravada buddhist philosophy, peace mean the mind is calm are free from already defilements craving. This mind condition to attainment at Nibbana. The peace in Theravada Buddhist philosophy, distribute 2 kind is 1) Inner peace is a mental condition free from thought or emotion with the way middle path practice or the path 8. That attainment of ultimate peace of mind in the goal of life viz Nibbana. 2) Outer peace was the condition that a person, social, do not exploit each other. do not kill or injure of one another, with practice the five precepts, the five ennobling virtues and Wholesome course of action for make the body, the speech is calm. Thus the Inner peace with Outer peace, then separate don't go out must develop go to at the same time. Metta (loving-kindness) is aboundless love for all fellow beings. Metta is the essential principle in Theravada buddhist philosophy to control behavior of the human beings which makes ones to be generous, no injury to each other, the human beings and sentient being to stay together happily and to make peace for social. Metta behavior for Metta Manokamma (mental action) be will think an anything assembles an anything , think with be loving-kindness, Metta Vacakamma (verbal action) be will talk an anything assembles an anything, talk with be loving-kindness, Metta Kayakamma (bodily action) be will do an anything assembles an anything , do with be loving-kindness. Thus having loving-kindness is in the mind, Then compared as doing goodness whole, with a body, word and mind. Manokamma is an essential principle kamma in Buddhism for point action of all human beings because it’s begin of verbal action and bodily action. The practice of metta or loving-kindness is an essential part of the religious training necessary for the promotion of peace. 1) Individual level such as Metta’s principle in Pancadhamma meaning the goodness and the virtues as the means to eradicate Dosa. Five precepts and Pancadhamma are the pairs of each other. Five precepts is the factor for refraining and Pancadhamma is the factor for practicing both of which cause of verbal action and bodily action to the peace. (2) Social Level such as Metta’s principle in Brahmaviharadhamma, the virtues as the means to inside mind or Mettamanokamma in their life, and make people in the community to have the love, the goodwill to each other. There should listen the other’s opinions and should encourage to behave for excellent existence living and being guiltless person as Brahma. That will be virtues to live with one another peace. The relation between building peace will in a person then basically important base to will bring about to building peace in the social actually.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้ ๑) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาบทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย และ ๓) เพื่อวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย โดยศึกษาจากเอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพระสงฆ์ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ชีวิตของพุทธศาสนิกชนผูกพันกับพระสงฆ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระสงฆ์จึงมีบทบาทด้านต่างๆ เพื่อเกื้อกูลต่อชุมชน ดังนี้ ๑) บทบาทด้านการศึกษา ๒) บทบาทด้านการเผยแผ่ ๓) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ๔) บทบาทด้านการพัฒนาจิตใจ ๕) บทบาทด้านสืบสานวัฒนธรรม และ ๖) บทบาทด้านส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น พบว่า ดำเนินการอนุรักษ์ใน ๒ ลักษณะ คือ การอนุรักษ์โดยตรง ได้แก่ การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งมีบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามพรากของเขียวหรือต้นไม้ ห้ามบ้วนนำลายลงในน้ำ ห้ามขุดดิน เป็นต้น และการอนุรักษ์โดยอ้อม ได้แก่ การอยู่ตามธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัย โดยอาศัยธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ฯลฯ เป็นสถานที่สัปปายะในการปฏิบัติธรรม ผลการวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย พบว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น ยึดหลักการใช้สอยอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย โดยเน้นการทำลายน้อยที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ของสิ่งสิ่งแวดล้อมให้หมดไป ถ้าสิ่งแวดล้อมอยู่ในความสมดุล ความบริสุทธิ์สดใสตามธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะเกื้อกูลและก่อประโยชน์ร่วมกัน
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้ ๑) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาบทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย และ ๓) เพื่อวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย โดยศึกษาจากเอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพระสงฆ์ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ชีวิตของพุทธศาสนิกชนผูกพันกับพระสงฆ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระสงฆ์จึงมีบทบาทด้านต่างๆ เพื่อเกื้อกูลต่อชุมชน ดังนี้ ๑) บทบาทด้านการศึกษา ๒) บทบาทด้านการเผยแผ่ ๓) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ๔) บทบาทด้านการพัฒนาจิตใจ ๕) บทบาทด้านสืบสานวัฒนธรรม และ ๖) บทบาทด้านส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น พบว่า ดำเนินการอนุรักษ์ใน ๒ ลักษณะ คือ การอนุรักษ์โดยตรง ได้แก่ การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งมีบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามพรากของเขียวหรือต้นไม้ ห้ามบ้วนนำลายลงในน้ำ ห้ามขุดดิน เป็นต้น และการอนุรักษ์โดยอ้อม ได้แก่ การอยู่ตามธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัย โดยอาศัยธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ฯลฯ เป็นสถานที่สัปปายะในการปฏิบัติธรรม ผลการวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย พบว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น ยึดหลักการใช้สอยอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย โดยเน้นการทำลายน้อยที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ของสิ่งสิ่งแวดล้อมให้หมดไป ถ้าสิ่งแวดล้อมอยู่ในความสมดุล ความบริสุทธิ์สดใสตามธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะเกื้อกูลและก่อประโยชน์ร่วมกัน
The objectives of this thesis were: 1) to study the role of Buddhist monks, 2) to study the role of environmental protection of Thai monks according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to analyze the role of environmental protection of Thai monks according to Theravada Buddhist philosophy. The data were mainly collected from the Tipitaka, books, magazines, documents, commentaries and related research works. The results of the research were found that: The role of monks is considered as the center of Buddhist mind. The life of Buddhists is bound to the monks in some way. Monks have different roles. 1) Educational role 2) Role of propagation 3) Role in social work 4) Role in mental development 5) Role in cultural heritage and 6) Role in promoting and preserving the environment. The role of conservationists in the conservation of the environment is to conserve the environment, such as forests, rivers, air, etc., which prescribe conservation of greenery or trees. Do not put the stripes into the water, do not dig the soil, etc., and indirect conservation, including natural dependency. By nature, such as forests, etc., is a place to practice meditation. To analyze the role of environmental protection in the Buddhist philosophy of Theravada Buddhist monks in Thailand. The principle of economical use is not superfluous. With minimal emphasis on destruction but most beneficial. To eliminate the problem of rotten water, air pollution and the problems of forest resource destruction of the environment. If the environment is in balance. Natural brightness all human beings and all living things will support and contribute together.