Search results

1,934 results in 0.04s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาชุมชน 2) เพื่อศึกษากระบวนการการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์จัดระบบเป็นหมวดหมู่ แล้วสรุปผลวิจัยนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักการพัฒนาชุมชนมีแนวคิด ปรัชญา หลักการและวิธีการที่ชัดเจน แต่แนวทางและรายละเอียดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โอกาส ข้อเท็จจริง และปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละชุมชนเป็นหลัก ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนาคนให้มีความสุขและเพื่อก่อให้เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้ 2. กระบวนการการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล ได้รับความร่วมมือจาก บ้าน วัด รัฐ (โรงเรียน) ในการดำเนินการความร่วมมือ มีการประชุมวางแผนกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชน หาวิธีร่วมกัน เปิดกว้างทางความคิดในการเจรจาตกลง สร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความคิดไปในทางเดียวกัน ผู้นำที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน มีการบริหารงานเพื่อส่วนรวม ร่วมกันรับผิดชอบและรับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้หลักบวร หลักประชาธิปไตย หลักสาราณียธรรม 6 หลักอปริหานิยธรรม 7 และหลักสังคหวัตถุ 4 3. ผลการวิเคราะห์คุณค่าการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล พบว่า มีคุณค่าด้านการสาธารณะสงเคราะห์ คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณค่าด้านการสร้างความสามัคคี คือ การร่วมกันคิด ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ร่วมกันตัดสินใจ และมีคุณค่าด้านการทำนุบำรุงศิลปะ และวัฒนธรรมประเพณี คือ การรักษาฟื้นฟู ภาษา ประเพณี และพิธีทางศาสนา
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาชุมชน 2) เพื่อศึกษากระบวนการการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์จัดระบบเป็นหมวดหมู่ แล้วสรุปผลวิจัยนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักการพัฒนาชุมชนมีแนวคิด ปรัชญา หลักการและวิธีการที่ชัดเจน แต่แนวทางและรายละเอียดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โอกาส ข้อเท็จจริง และปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละชุมชนเป็นหลัก ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนาคนให้มีความสุขและเพื่อก่อให้เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้ 2. กระบวนการการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล ได้รับความร่วมมือจาก บ้าน วัด รัฐ (โรงเรียน) ในการดำเนินการความร่วมมือ มีการประชุมวางแผนกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชน หาวิธีร่วมกัน เปิดกว้างทางความคิดในการเจรจาตกลง สร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความคิดไปในทางเดียวกัน ผู้นำที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน มีการบริหารงานเพื่อส่วนรวม ร่วมกันรับผิดชอบและรับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้หลักบวร หลักประชาธิปไตย หลักสาราณียธรรม 6 หลักอปริหานิยธรรม 7 และหลักสังคหวัตถุ 4 3. ผลการวิเคราะห์คุณค่าการสร้างความร่วมมือตามหลักบวรเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านไร่เจริญผล พบว่า มีคุณค่าด้านการสาธารณะสงเคราะห์ คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณค่าด้านการสร้างความสามัคคี คือ การร่วมกันคิด ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ร่วมกันตัดสินใจ และมีคุณค่าด้านการทำนุบำรุงศิลปะ และวัฒนธรรมประเพณี คือ การรักษาฟื้นฟู ภาษา ประเพณี และพิธีทางศาสนา
The objectives of this thesis were as follows: 1) to study the principle of the community development 2) to study the creative process of the collaboration according to Boworn Principle for the Development of Wat Ban Rai Charoenpol Community and 3) to analyze the value of the creation of the collaboration according to Boworn Principle for the Development of Wat Ban Rai Charoenpol Community. This research was a qualitative study, focused on the documentary studies, mainly in the Tipitaka, the relating research documentaries and the Buddhist scholars’ works. All the data were classified into the system, concluded and presented in the descriptive analysis. The results of the research were found as follows:- 1. There was not the definite principle for the community development because of the detailed pathway of the operation for the community development would depend on mainly the situation, opportunity and specific data of the community not concerning with the principle or concept idea. The highest target of the community development is the development of the people happiness in order to creating the strong community with self-organization. 2. The creative process of the collaboration according to Boworn Principle for the Development of Wat Ban Rai Charoenpol Community have to be co-operated each other of all the sectors in the community including houses temples and schools in order to meeting for setting the target together, collecting the community member ideas for the best community operation by democracy method and open mind negotiation for the good relationship in the organization to build the principle idea in the same way as the community leader for creating the management objective for the society to share the benefit together with responsibility and be happy to accept all of the innovation for houses temples and schools. 3. The value of the creation of the collaboration according to Boworn Principle for the Development of Wat Ban Rai Charoenpol Community are as follows: (1) the value of the public welfare including financial support for buildings and education funds, (2) the value of the harmony creation concerning the meeting for the idea sharing between the community leader school leader and religion leader to solve all of the problems in the community, and (3) the value of the art and culture supports regarding the co-operation between houses temples and schools for the art and culture conservation especially for religious ceremony.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2553
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียน 59 โรงเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และการสุ่มตัวอย่างในกลุ่มย่อยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sample) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารและครู รวมทั้งหมด 354 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารกับองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์หาค่าความเที่ยง (Reliability) โดยภาพรวม เท่ากับ .981และรายด้าน เท่ากับ .977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ตามหลักอิทธิบาท, ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลตามหลักอิทธิบาท, ด้านการสร้างแรงบันดาลใจตามหลักอิทธิบาทและด้านการกระตุ้นทางปัญญาตามหลักอิทธิบาท ตามลำดับ 2. การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ยกเว้น ด้านการมีแบบแผนทางความคิด อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย จากสูงสุดไปต่ำสุด คือด้านความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล, ด้านการสร้างและสานวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม, ด้านการคิดเชิงระบบและด้านการมีแบบแผนทางความคิด ตามลำดับ 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 เรียงลำดับความสำคัญ คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ของการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 61.8 (R2 = .618) สามารถเขียนเป็นรูปสมการวิเคราะห์การถดถอยได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ y ̂ = .740+.460 (x4) + .217 (x3) + .148 (x2) (R2 = .618) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂ Y = .454 (x4) +.231 (x3) + .156 (x2) (R2 = .618
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียน 59 โรงเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และการสุ่มตัวอย่างในกลุ่มย่อยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sample) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารและครู รวมทั้งหมด 354 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารกับองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์หาค่าความเที่ยง (Reliability) โดยภาพรวม เท่ากับ .981และรายด้าน เท่ากับ .977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาทของผู้บริหารในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ตามหลักอิทธิบาท, ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลตามหลักอิทธิบาท, ด้านการสร้างแรงบันดาลใจตามหลักอิทธิบาทและด้านการกระตุ้นทางปัญญาตามหลักอิทธิบาท ตามลำดับ 2. การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ยกเว้น ด้านการมีแบบแผนทางความคิด อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย จากสูงสุดไปต่ำสุด คือด้านความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล, ด้านการสร้างและสานวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม, ด้านการคิดเชิงระบบและด้านการมีแบบแผนทางความคิด ตามลำดับ 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 เรียงลำดับความสำคัญ คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ของการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 61.8 (R2 = .618) สามารถเขียนเป็นรูปสมการวิเคราะห์การถดถอยได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ y ̂ = .740+.460 (x4) + .217 (x3) + .148 (x2) (R2 = .618) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂ Y = .454 (x4) +.231 (x3) + .156 (x2) (R2 = .618
The objectives of the study were: 1) to study transformational leadership according to Iddhipāda of school administrators of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration, 2) to study the learning organization of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration, and 3) to study transformational leadership according to Iddhipa ̅da of school administrators resulting to the learning organization of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration. The data were collected through questionnaires, administrators and teachers of South Krungthon Group Schools 354 samples in 59 schools by stratified and simple random sampling. The overall reliability was at .981 and at .977 in aspects. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and stepwise multiple regression analysis. The results of the study found that: 1. The average value of transformational leadership according to Iddhipa ̅da of school administrators of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration was at a highest level in total. In aspects, the highest level was on Idealized Influence, followed by Individualized Consideration, Inspiration Motivation, and Intellectual Stimulation respectively. 2. The average value of learning organization of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration was at a highest level in total and in aspects. The highest level was on Personal Mastery, followed by Building and Sharing Vision, Team Learning, Systematic Thinking, and Mental Model respectively. 3. Transformational Leadership according to Iddhipāda of school administrators resulting to the learning organization of South Krungthon Group Schools under Bangkok Metropolitan Administration with a significantly statistic figure at .01. The most significance was on Individualized Consideration, followed by Intellectual Stimulation, and Inspiration Motivation respectively. The predictive coefficient or the predictive power of being a learning organization was 61.8% (R2 = .618). It can be written in regression equation as follows; Raw Score Equation y ̂ = .740+.460 (x 4) + .217 (x3) + .148 (x2) (R2 = .618) Standard Equation Z ̂ Y = .454 (x 4) +.231 (x3) + .156(x2) (R2 = .618)
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2550
ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2550
หนังสือ

    ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
ฉบับอัตสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำนา,วิทยานิพนธ์(ศน.ม)--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,2550
Note: ฉบับอัดสำนา,วิทยานิพนธ์(ศน.ม)--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,2550