Search results

1,874 results in 0.04s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพ, 2) เพื่อศึกษาสันติภาพในทรรศนะของดาไลลามะ องค์ที่ 14 และ 3) เพื่อวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะของดาไล ลามะ องค์ที่ 14 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก ตำราที่นิพนธ์โดยองค์ดาไลลามะ องค์ที่ 14 หนังสือแปล และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560 – มิถุนายน 2561 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า: สันติภาพในพุทธศาสนา หมายถึง ความสงบหรือความมีสันติ เป็นสภาวะที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น ความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจของผู้ที่ยังเป็นปุถุชนและอริยชน หรือพระอริยบุคคล โดยในพุทธศาสนาสันติภาพที่แท้จริงเรียกว่าพระนิพพาน สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ ประกอบด้วยหลักอหิงสา การวิสาสะ การศึกษา การให้ความรู้ ที่ประกอบด้วยหลักความเมตตากรุณา สันติภาพไม่ใช่เพียงแค่ไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น แต่หมายถึงการที่มนุษย์เราได้ช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม มีความกรุณาและการมุ่งทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น สองสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ การวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ พบว่า สันติภาพในทรรศนะของพระองค์นั้น มี 2 เป้าหมายคือ 1) เป้าหมายในทางโลก คือ การหาทางเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยการใช้หลักทางสายกลางเพื่อส่งเสริมสันติภาพ คือ อหิงสาและการวิสาสะ 2) เป้าหมายในทางธรรม คือ การบรรลุถึงอิสรภาพของความหลุดพ้นจากกิเลส หรือธรรมชาติสูงสุดของจิตเป็นสภาวะที่จิตหมดจดปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน (สันติภาพถาวร)
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพ, 2) เพื่อศึกษาสันติภาพในทรรศนะของดาไลลามะ องค์ที่ 14 และ 3) เพื่อวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะของดาไล ลามะ องค์ที่ 14 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก ตำราที่นิพนธ์โดยองค์ดาไลลามะ องค์ที่ 14 หนังสือแปล และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560 – มิถุนายน 2561 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า: สันติภาพในพุทธศาสนา หมายถึง ความสงบหรือความมีสันติ เป็นสภาวะที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น ความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจของผู้ที่ยังเป็นปุถุชนและอริยชน หรือพระอริยบุคคล โดยในพุทธศาสนาสันติภาพที่แท้จริงเรียกว่าพระนิพพาน สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ ประกอบด้วยหลักอหิงสา การวิสาสะ การศึกษา การให้ความรู้ ที่ประกอบด้วยหลักความเมตตากรุณา สันติภาพไม่ใช่เพียงแค่ไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น แต่หมายถึงการที่มนุษย์เราได้ช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม มีความกรุณาและการมุ่งทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น สองสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ การวิเคราะห์สันติภาพในทรรศนะขององค์ดาไลลามะ พบว่า สันติภาพในทรรศนะของพระองค์นั้น มี 2 เป้าหมายคือ 1) เป้าหมายในทางโลก คือ การหาทางเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยการใช้หลักทางสายกลางเพื่อส่งเสริมสันติภาพ คือ อหิงสาและการวิสาสะ 2) เป้าหมายในทางธรรม คือ การบรรลุถึงอิสรภาพของความหลุดพ้นจากกิเลส หรือธรรมชาติสูงสุดของจิตเป็นสภาวะที่จิตหมดจดปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน (สันติภาพถาวร)
The objectives of this thesis were as follows 1) to study the concept on peace in Buddhism, 2) to examine the concept on peace in 14th Dalai Lama’s view, and 3) to analyze his concept as such. As the documentary research, it was derived from the qualitative methodology. The sampling groups comprised: The Pitaka, commentaries, texts, books written by 14th Dalai Lama, translated books and relevant research undertakings. Data were collected between October B.E. 2560 and June B.E. 2561. With these data, their contents were analyzed and inductive summaries constructed. The results of research were found that: Peace in Buddhism refers to a state of calmness or tranquility, making no use of violence in every form. It includes physical, verbal and mental peace. It is the state whereby lay Buddhists and enlightened monks can attain. In Buddhism, the actual peace is called ‘Nirvana’, Path of Liberation. The concept on peace in 14th Dalai Lama’s view embraces: non-violence, intimacy, education, provision of knowledge with compassion and loving-kindness. His concept is not because someone acts to bully human fellows, but because they concretely help one another with mercy and intention to perform good deeds to others. According to the concept on peace in his view, both mercy and good intention lead to the actual peace. Analyses of the concept on peace in his view have found two goals. A global goal is finding a way to negotiate conflicts for alleviating disputed situations by applying ‘The Middle Path’ to promoting peace with non-violence and intimacy. Another religious goal is gaining freedom of liberation with no defilements, for it is the state of one’s purified mind without bonds. To put it simply, the second goal is regarded as the permanent peace, i.e. Nirvana.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตทั่วไป 2) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทและ 3) วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560–มิถุนายน 2561 ผลการวิจัยพบว่า: การดำเนินชีวิตทั่วไป พบว่า เป็นการใช้ชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ ตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น ท่ามกลางและระดับสูง เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท่าที่มนุษย์จะขึ้นได้ถึงได้ ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เมื่อดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมจะทำให้มีความเมตตากรุณาความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เลี้ยงชีพในทางที่สุจริต รู้จักควบคุมตนเองไม่หลงใหลในกามคุณ 5 มีความซื่อตรง และรู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขสงบในการดำเนินชีวิต วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เบญจธรรม หรือกัลยาณธรรม 5 เป็นธรรมของคนดี หมายถึง ธรรมของคนดี 5 ประการ ทั้งศีล 5 และกัลยาณธรรม 5 ประการนี้ เป็นของคู่กัน จึงเรียกว่า ศีลธรรม กล่าวคือ ศีล เป็นข้อห้าม คือ ห้ามทำ ห้ามล่วงละเมิด ส่วนกัลยาณธรรม เป็นข้ออนุญาตให้ทำ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วจะเกิดผลดีแก่ผู้ปฏิบัติ ทุกคน ได้แก่ ศีล 5 หรือเบญจศีลสำหรับทุกคน
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตทั่วไป 2) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทและ 3) วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560–มิถุนายน 2561 ผลการวิจัยพบว่า: การดำเนินชีวิตทั่วไป พบว่า เป็นการใช้ชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ ตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น ท่ามกลางและระดับสูง เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท่าที่มนุษย์จะขึ้นได้ถึงได้ ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เมื่อดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมจะทำให้มีความเมตตากรุณาความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เลี้ยงชีพในทางที่สุจริต รู้จักควบคุมตนเองไม่หลงใหลในกามคุณ 5 มีความซื่อตรง และรู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขสงบในการดำเนินชีวิต วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เบญจธรรม หรือกัลยาณธรรม 5 เป็นธรรมของคนดี หมายถึง ธรรมของคนดี 5 ประการ ทั้งศีล 5 และกัลยาณธรรม 5 ประการนี้ เป็นของคู่กัน จึงเรียกว่า ศีลธรรม กล่าวคือ ศีล เป็นข้อห้าม คือ ห้ามทำ ห้ามล่วงละเมิด ส่วนกัลยาณธรรม เป็นข้ออนุญาตให้ทำ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วจะเกิดผลดีแก่ผู้ปฏิบัติ ทุกคน ได้แก่ ศีล 5 หรือเบญจศีลสำหรับทุกคน
The thesis served its specific purposes: 1) to study a way of leading one’s life in general, 2) to examine the way of leading one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy, and 3) to analyze the way as such. As the documentary research, it was derived from the qualitative methodology. Data were studied out of The Tipitaka, commentaries, books and relevant research undertakings, collected between October B.E. 2560 and June B.E. 2561. Results of the research have found the following findings. Leading one’s life in general has passing their lifestyle following guidelines on criteria of Buddhist morality. These criteria were founded by the Buddha to set standards of human behaviours in the order of the onset, middle to the advanced level, in order to let human beings lead their decent lives according to their ideals as far as human being can reach and access, to have them become a complete human being, with excellent wisdom and the complete bliss. Leading the way of one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy has found that leading one’s life as such let them have loving kindness and mercy towards others, earning their honest living, being well aware of controlling themselves, not indulging in five sexual pleasures, having honesty, and perceiving what should be done and what ought not. As such, they will result in making actors happy and peaceful to leading their own lives. Results of analyzing leading the of one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy has proven that five ennobling virtues are attributes of decent followers. Both five ennobling virtues and five precepts are dual-related. As a consequence, both are literally called ‘precepts (sila) and teachings (dharma)’. Buddhist precepts are commands; do not act, do not abuse, whereas teachings are suggestions; should act, ought to be introduced to practise. Certainly, both commands and suggestions yield good results to everyone.