Search results

1,806 results in 0.05s

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์(ศน.ม) พุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2547
ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์(ศน.ม) พุทธศาสน์ศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2547
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร 2) ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และ 3) แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระวิปัสสนาจารย์วัดพระธาตุศรีจอมทอง จำนวน 5 ราย และผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จำนวน 3 ราย ทำการวิจัยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ขั้นตอนและวิธีการวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการฝึก ซึ่งเป็นการฝึกกราบสติปัฏฐานสี่ การเดินจงกรม การนั่ง และการนอน 2) ขั้นตอนการฝึกอย่างเข้มงวดเรียกว่า การเข้าอธิษฐาน และ 3) ขั้นตอนการทวนญาณ สำหรับปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พบว่า ผู้ปฏิบัติขาดความอดทนและความเพียรต่อเนื่องในการกำหนดอาการพองยุบ และสภาวธรรมอื่นๆ และไม่สามารถกำหนดรู้ทันอารมณ์ขณะปัจจุบันได้ ซึ่งทำให้เห็นผลช้าและไม่สามารถสัมผัสอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนในการปฏิบัติได้ บางรายถึงกับเกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ บางรายก็ยังติดคุ้นชินกับวิธีปฏิบัติเดิมก่อนเข้ามาปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระวิปัสสนาจารย์ก็พยายามให้คำแนะนำปรับแก้การปฏิบัติให้เหมาะกับผู้ปฏิบัติ และคอยให้กำลังใจตลอดเวลาที่ปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจหลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 และสามารถกำหนดทันอารมณ์กรรมฐานได้ดีมากขึ้น รู้ทันต่อสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะกระทบที่กาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้น พบว่า คู่มือหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นคู่มือที่ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้สอนและผู้ปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาคู่มือหลักสูตรนี้มีแจกให้เฉพาะพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ดังนั้น ทางวัดควรพิมพ์แจกให้กับบุคคลทั่วไปนำไปศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่หลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่วนอาคารสถานที่ปฏิบัติ ที่อยู่อาศัยก็ สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร 2) ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และ 3) แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระวิปัสสนาจารย์วัดพระธาตุศรีจอมทอง จำนวน 5 ราย และผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จำนวน 3 ราย ทำการวิจัยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ขั้นตอนและวิธีการวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการฝึก ซึ่งเป็นการฝึกกราบสติปัฏฐานสี่ การเดินจงกรม การนั่ง และการนอน 2) ขั้นตอนการฝึกอย่างเข้มงวดเรียกว่า การเข้าอธิษฐาน และ 3) ขั้นตอนการทวนญาณ สำหรับปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พบว่า ผู้ปฏิบัติขาดความอดทนและความเพียรต่อเนื่องในการกำหนดอาการพองยุบ และสภาวธรรมอื่นๆ และไม่สามารถกำหนดรู้ทันอารมณ์ขณะปัจจุบันได้ ซึ่งทำให้เห็นผลช้าและไม่สามารถสัมผัสอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนในการปฏิบัติได้ บางรายถึงกับเกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ บางรายก็ยังติดคุ้นชินกับวิธีปฏิบัติเดิมก่อนเข้ามาปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระวิปัสสนาจารย์ก็พยายามให้คำแนะนำปรับแก้การปฏิบัติให้เหมาะกับผู้ปฏิบัติ และคอยให้กำลังใจตลอดเวลาที่ปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจหลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 และสามารถกำหนดทันอารมณ์กรรมฐานได้ดีมากขึ้น รู้ทันต่อสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะกระทบที่กาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้น พบว่า คู่มือหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นคู่มือที่ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้สอนและผู้ปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาคู่มือหลักสูตรนี้มีแจกให้เฉพาะพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ดังนั้น ทางวัดควรพิมพ์แจกให้กับบุคคลทั่วไปนำไปศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่หลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่วนอาคารสถานที่ปฏิบัติ ที่อยู่อาศัยก็ สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง
This research is a qualitative research. The objectives of this study were: 1) the procedure and methods of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara, 2) the obstacles of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara and 3) the process for the development of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara. The important data informants were 5 venerable Vipassana masters and 3 vipassana practitioners of wat Phradhatsrichomthong varavihara. The research was conducted during the period from April to August, 2017. The results of the study found that the procedure and methods of the insight meditation according to the four satipatthānas of wat phradhātsrichomthong varavihara were divided into 3 steps: 1) the bodily postured training, which is the four satipatthānas prostrating model and training pay-attention on walking, sitting, standing and sleeping, 2) The austere training process, it is called kaankhao-athitthāna (strict self-indeep meditation training) and 3) the process of perception (ñāņa) or the knowledge revival process. In the other one, the obstacles of the insight meditation practice found that Practitioners have less pay-attention, less patience and less persistence continuously to concentrate on rising–falling of abdomen phenomena. They are unable to determine the present moving mood. Thus, the results are uncovered slow and the indeep-sensitive emotions are far to be touched. Moreover, some are frustrated with the practice and some also are accustomed to the own former original practice before entering the satipatthāna meditation course. The above case, masters have tried studiously to confirm and give them advice how to meditate right practice and comfort them all the time of practicing. As a result, the practitioners have better understanding of the principles of the four trainings of mindfulness. They are really able to focus clearly on the present moment touching the body, sensations, mind and mind-objects. While the process for the development of meditation practice found that the meditation manual being taught is useful and standard utilizing for both teachers and practitioners as the main guided manual but it is not widely published to all. To make the public clearly understand how to practice the satipatthāna meditation and to promote to practice more widely than before, temple should published in public. In addition, the temple has been well organized the atmosphere to appropriate for higher practice meditation; main building, private huts. Thus, this temple has been widely attracting for all genders from all countries until the present.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2552
ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม) สังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2552
หนังสือ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปกครองของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์การปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะการปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารเทศบาลมีอิทธิบาท 4 ในปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านไฟทางสาธารณะ 2) ด้านความสะอาด 3) ด้านการป้องกันสาธารณภัย ผู้บริหารเทศบาลมีความรักและพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นำไปสู่ความสุขในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้า และมีจิตใจจดจ่อต่อหน้าที่ไม่ทอดท้องธุระ และเมื่อเจออุปสรรค์จะต้องพิจารณาโดยรอบขอบ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปกครองของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์การปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะการปกครองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารเทศบาล ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารเทศบาลมีอิทธิบาท 4 ในปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ด้านไฟทางสาธารณะ 2) ด้านความสะอาด 3) ด้านการป้องกันสาธารณภัย ผู้บริหารเทศบาลมีความรักและพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นำไปสู่ความสุขในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้า และมีจิตใจจดจ่อต่อหน้าที่ไม่ทอดท้องธุระ และเมื่อเจออุปสรรค์จะต้องพิจารณาโดยรอบขอบ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วมีการประเมินผลงานทุกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ จุดอ่อนจุดแข็งส่งผลไปสู่ปฏิบัติงานได้สำเร็จ
The objectives of this research were: 1) to study the state of government problems of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province, 2) to analyze the government according Iddhipada Dhamma of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province, and 3) to propose suggestions in the government according Iddhipada Dhamma of municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province. The data of this qualitative research were collected from documents and in-depth interviews with 12 key-informants, and then analyzed and presented by a descriptive method. The results of the study found that: The municipality administrators in Phra Pradaeng district of Samut Prakan province followed the principles of Iddhipada in duty performance in 3 aspects; 1) Public electricity, 2) Area cleanliness and tidiness, and 3) Public disaster prevention. The administrators love and are satisfied with their duty, are diligent and pay attention to their duty. They considered problems around before making decisions, and the operation and performance were evaluated quantitatively and qualitatively to find strength and weakness for further improvement.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการปกครองคณะสงฆ์เถรวาทสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสาร (Documentary research) ทางวิชาการอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาและการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (Structured Interview) ซึ่งนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสำคัญที่กำหนดไว้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ได้ดังต่อไปนี้ ผลการวิจัยพบว่า : 1) การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทประเทศไทย - เนปาล องค์กรมหาเถรสมาคมของไทยมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ การปกครอง วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และองค์กรมหาเถรสมาคมแห่งประเทศเนปาลเป็นองค์กรที่มีผู้สืบทอดต่อพระศาสนาถูกจัดเป็นระบบ มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นองค์กรของสังคมและศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งวัดวาอารามเถรวาทที่ขึ้นทะเบียนตรงต่อมหาเถรสมาคม 2) ความสัมพันธ์การปกครองคณะสงฆ์เถรวาทระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล มีการสร้างความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ไปเยี่ยมชมประเทศเนปาล รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ต่อกันเป็นต้น 3) ข้อเสนอแนะ เพิ่มการประสานงานร่วมมือกันในระดับองค์กรทางศาสนาของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพระภิกษุของทั้งสองประเทศในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมมือกันเพื่อคิดค้นวิธีการ หลักการ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
This thesis had the following objectives : 1) to study the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand 2) to study the administration of the Theravada Sangha of the Democratic Republic of Nepal and 3) to study the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal. The tools used in the research were the academic documents that were the work of Buddhist educators and structured interviews were used. The information obtained from documents and interviews was analyzed and interpreted according to the key issues already identified, and the results of the analysis were summarized. The results of the research were found as follows: 1) As to the administration of Theravada Buddhist monks in Thailand and Nepal, the Thai Sangha organization had the power to enact the rule of the Sangha, had a resolution or issued a notice without being contrary to or inconsistent with the law and the discipline of the Sangha. The organization of the Sangha of Nepal was an organization with a successor to religion being organized as an Independent system and a non-profit organization and did not interfere with politics. It was an organization of society and religion that was in accordance with the laws of the state, which Theravada temples were registered directly to the Sangha. 2) As to the relationship of the Theravada Buddhist monks between Thailand and the Democratic Republic of Nepal, there was Buddhist relationship between two countries, such as Somdet Phra Nanasanvara, the Thai Patriarch, went to visit Nepal and there was assistance in the administration of the Nepalese Sangha, Sangha education, welfare education, religious propagation, public facilities and public welfare. 3) Suggestion were as follows: to increase coordination among the religious organizations of both countries For the propagation of Theravada Buddhism to be more effective, and to encourage monks of both countries as missionaries to work together to create more effective methods of propagating Buddhism in foreign countries.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม แตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการและพระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 260 รูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอ สามพราน สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการปกครองตามหลักพระธรรมวินัย และด้านการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ พรรษา ระดับการศึกษาทางโลก และระดับการศึกษาทางธรรม พบว่า พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ ระดับการศึกษาโลก และระดับการศึกษาทางธรรม ไม่พบความแตกต่างกัน 3. เสนอแนวทางการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในด้านการปกครอง พบว่า ควรจัดให้มีการอบรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดให้มีสมณสัญญาและอบรมในเรื่องพระธรรมวินัย จรรยา มารยาท การปฏิบัติอันเกี่ยวกับพิธีและมีการดูแลพระสงฆ์ภายในวัดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันนอกจากนี้จัดอบรมให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ 4. ผลการสัมภาษณ์ บทบาทการปกครองของพระสังฆาธิการในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้ง 2 ด้าน พบว่า พระสังฆาธิการควรใช้กระบวนการในการปกครองสงฆ์ปราศจากอคติทั้ง 4 ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองสูงสุดและต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การศึกษาสงเคราะห์, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, การสาธารณูปการ, การศาสนศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
This thesis had the following objectives : 1) To study the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) To compare the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, classified with different age, a lent age, level of worldly education and a level of religious education; and 3) To suggest guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom. The sample groups were 260 Sangha administrators and ordinary monks who lived in Sam Phran district, Nakhon Pathom Province. The instrument was a questionnaire about the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, One - Way ANOVA test and compared the differences in pairs by the Scheffé method. The results of the research were found as follows : 1. The administrative role of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom, was the overall average at a high level, by sorting from the highest to the lowest aspects as the administration according to the principles of Dhamma and Vinaya, and administration according to the Sangha Act respectively. 2. In comparative study on the administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District Nakhon Pathom province, with different age, lent age, level of worldly and religious education, it was found that the Sangha administrators with different level of worldly education and religious education, had different administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom province, in the whole view, with significantly statistical difference at the level of 0.05. But for the Sangha administrators with different level of worldly education and the level of religious education, it was found that they had no difference. 3. Guidelines for the administration of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : In terms of administration, it was found that training for monks, and novices should be arranged to have good behavior as monks and novices and training in the subject of Dhamma and Vinaya, ethics, etiquette, and practices related to the ceremony and caring for monks within the temple equally. In addition, there should have training for people in the area regarding rules and regulations of the Sangha. 4. In interview results in dealing with administrative roles of Sangha administrators in Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, for both aspects, they were found that the Sangha administrators should use the process of monastic rule without having 4 bias; they should adhere to Dhamma and Vinaya as the principle of supreme rule; and they should comply with the provisions of the Sangha Act which involved 6 aspects, namely maintaining peace, education welfare, propagating Buddhism, public facilities, religious education, and public welfare