Search results

1,934 results in 0.03s

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนนิทานชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการนำคุณธรรม ที่ได้จากการเรียนรู้ เรื่องนิทานชาดกไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการมีหรือไม่มีคุณธรรมด้วยการนำใช้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับนิทานชาดกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดสุขกร จังหวัดสมุทรปราการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การจัดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียน เน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม โดยใช้กระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดจากตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจากประสบการณ์จริง ที่ได้จากการปฏิบัติ จนเกิดทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ผลการนำคุณธรรมที่ได้จากการเรียนรู้นิทานชาดกเรื่อง ตติรชาดก อัมพชาดก มิตตวินทุชาดก ที่สอนคุณธรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการแสดงความเคารพ กราบไหว้ การรู้จักบุญคุณ เชื่อฟังบิดา มารดาและญาติผู้ใหญ่ และการเรียนรู้จากนิทานชาดก เรื่อง ราโชวาทชาดก นันทิวิสาลชาดก สุวัณหังชาดก ได้ให้คำสอนคุณธรรม ในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ ความไม่โลภ ซึ่งนำไปสู่แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตในสังคม 3. จากการวิเคราะห์การนำนิทานชาดกทั้ง 6 เรื่อง มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญจากการนำคุณธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างรู้คุณค่า โดยมีความกตัญญูรู้คุณ เคารพเชื่อฟัง บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ รู้จักการใช้วาจา ที่เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ ไม่มีความโลภ เบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้
The objectives of this thesis were; 1) In order to study the condition teaching Jataka Tales of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 2) to analyze the results of the application of virtues obtained From learning about Jataka Tales to apply in daily life of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province, 3) to analyze the results of having or without virtue by applying it in accordance with the events in real life events and fables of Secondary School Students of Watsukakhon School, Mueang District, Samutparkan Province. The study was a qualitative research by non-participant Observation and in-depth interview. The results of the study found that: 1. Education management focus on students as a center for teaching and learning activities.Adhering to the principle all learners are able to learn and develop themselves and learners are the most important. Teaching and learning focuses on the interests of learners. Aim to cultivate and create desirable characteristics for learners by emphasizing morality good values and integrating knowledge in various matters in a balanced manner. Including skills training and process management of handing situations. Application of knowledge by the students have knowledge and experience in various matters. 2. The result of the application of virture from learning about Jataka Tales to apply in daily life of students is as follows. Jataka Tales about Tatira chadok teaches moral, reverence, can be used in daily life by worshiping parents and relatives. Jataka Tales about Ama chadok teaches morality knowing merit. To use in daily life by expressing gratitude to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Mittawintu chadok teaches obedience to parents can be use in daily life by obeying the teaching of parents. Jataka Tales about Rachowat chadok teaches moral leader of a harmer can be used in daily life with leaders having to behave as a good model. Jataka Tales about Nuntiwisan chadok teaches moral Piyawaja can be used daily life with sweet and pleasant words, listening and listening to the audience Jataka Tales about Suwanahung chadok virtue of greed can be used in daily life with confidence in what we have. Do not anything more than necessary. 3. The analysis of the results of having no virtue by using it in accordance withthe event with the story of Jataka Tales. Most students share the same opinions as follows. Respect is a good social etiquette. Respect can be used in 3 ways in real life: physical verbal and psychological. Gratitude to parent is a worthy thing to do because it makes life happy. Obedience to the parents is a very noble child and creates fuling. Good leaders must behave in 2 ways: to behave well in both body, word and heart and not being a bully. Each person has different backgrounds,both good and bad. There are many Wealthy and poor people, so they must rely on morality to control the behavior of people. In particular, the right words or speech are an anchor for the mind to make society peaceful. A person who knows the fit is not greedy with 4 aharma practices : Keeping the precepts, using mercy,keep giving merit and pray.
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร 2) ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และ 3) แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระวิปัสสนาจารย์วัดพระธาตุศรีจอมทอง จำนวน 5 ราย และผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จำนวน 3 ราย ทำการวิจัยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ขั้นตอนและวิธีการวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการฝึก ซึ่งเป็นการฝึกกราบสติปัฏฐานสี่ การเดินจงกรม การนั่ง และการนอน 2) ขั้นตอนการฝึกอย่างเข้มงวดเรียกว่า การเข้าอธิษฐาน และ 3) ขั้นตอนการทวนญาณ สำหรับปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พบว่า ผู้ปฏิบัติขาดความอดทนและความเพียรต่อเนื่องในการกำหนดอาการพองยุบ และสภาวธรรมอื่นๆ และไม่สามารถกำหนดรู้ทันอารมณ์ขณะปัจจุบันได้ ซึ่งทำให้เห็นผลช้าและไม่สามารถสัมผัสอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนในการปฏิบัติได้ บางรายถึงกับเกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ บางรายก็ยังติดคุ้นชินกับวิธีปฏิบัติเดิมก่อนเข้ามาปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระวิปัสสนาจารย์ก็พยายามให้คำแนะนำปรับแก้การปฏิบัติให้เหมาะกับผู้ปฏิบัติ และคอยให้กำลังใจตลอดเวลาที่ปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจหลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 และสามารถกำหนดทันอารมณ์กรรมฐานได้ดีมากขึ้น รู้ทันต่อสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะกระทบที่กาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้น พบว่า คู่มือหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นคู่มือที่ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้สอนและผู้ปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาคู่มือหลักสูตรนี้มีแจกให้เฉพาะพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ดังนั้น ทางวัดควรพิมพ์แจกให้กับบุคคลทั่วไปนำไปศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่หลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่วนอาคารสถานที่ปฏิบัติ ที่อยู่อาศัยก็ สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร 2) ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และ 3) แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระวิปัสสนาจารย์วัดพระธาตุศรีจอมทอง จำนวน 5 ราย และผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จำนวน 3 ราย ทำการวิจัยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ขั้นตอนและวิธีการวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการฝึก ซึ่งเป็นการฝึกกราบสติปัฏฐานสี่ การเดินจงกรม การนั่ง และการนอน 2) ขั้นตอนการฝึกอย่างเข้มงวดเรียกว่า การเข้าอธิษฐาน และ 3) ขั้นตอนการทวนญาณ สำหรับปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พบว่า ผู้ปฏิบัติขาดความอดทนและความเพียรต่อเนื่องในการกำหนดอาการพองยุบ และสภาวธรรมอื่นๆ และไม่สามารถกำหนดรู้ทันอารมณ์ขณะปัจจุบันได้ ซึ่งทำให้เห็นผลช้าและไม่สามารถสัมผัสอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนในการปฏิบัติได้ บางรายถึงกับเกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ บางรายก็ยังติดคุ้นชินกับวิธีปฏิบัติเดิมก่อนเข้ามาปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระวิปัสสนาจารย์ก็พยายามให้คำแนะนำปรับแก้การปฏิบัติให้เหมาะกับผู้ปฏิบัติ และคอยให้กำลังใจตลอดเวลาที่ปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจหลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 และสามารถกำหนดทันอารมณ์กรรมฐานได้ดีมากขึ้น รู้ทันต่อสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะกระทบที่กาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารนั้น พบว่า คู่มือหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นคู่มือที่ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้สอนและผู้ปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาคู่มือหลักสูตรนี้มีแจกให้เฉพาะพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ดังนั้น ทางวัดควรพิมพ์แจกให้กับบุคคลทั่วไปนำไปศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่หลักการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่วนอาคารสถานที่ปฏิบัติ ที่อยู่อาศัยก็ สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง
This research is a qualitative research. The objectives of this study were: 1) the procedure and methods of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara, 2) the obstacles of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara and 3) the process for the development of the insight meditation practice according to the four satipatthānas of wat Phradhatsrichomthong varavihara. The important data informants were 5 venerable Vipassana masters and 3 vipassana practitioners of wat Phradhatsrichomthong varavihara. The research was conducted during the period from April to August, 2017. The results of the study found that the procedure and methods of the insight meditation according to the four satipatthānas of wat phradhātsrichomthong varavihara were divided into 3 steps: 1) the bodily postured training, which is the four satipatthānas prostrating model and training pay-attention on walking, sitting, standing and sleeping, 2) The austere training process, it is called kaankhao-athitthāna (strict self-indeep meditation training) and 3) the process of perception (ñāņa) or the knowledge revival process. In the other one, the obstacles of the insight meditation practice found that Practitioners have less pay-attention, less patience and less persistence continuously to concentrate on rising–falling of abdomen phenomena. They are unable to determine the present moving mood. Thus, the results are uncovered slow and the indeep-sensitive emotions are far to be touched. Moreover, some are frustrated with the practice and some also are accustomed to the own former original practice before entering the satipatthāna meditation course. The above case, masters have tried studiously to confirm and give them advice how to meditate right practice and comfort them all the time of practicing. As a result, the practitioners have better understanding of the principles of the four trainings of mindfulness. They are really able to focus clearly on the present moment touching the body, sensations, mind and mind-objects. While the process for the development of meditation practice found that the meditation manual being taught is useful and standard utilizing for both teachers and practitioners as the main guided manual but it is not widely published to all. To make the public clearly understand how to practice the satipatthāna meditation and to promote to practice more widely than before, temple should published in public. In addition, the temple has been well organized the atmosphere to appropriate for higher practice meditation; main building, private huts. Thus, this temple has been widely attracting for all genders from all countries until the present.
หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) รัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.) รัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2559
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ร.ม) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557