Search results

1,872 results in 0.06s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาพุทธกิจ 5 ประการ 2) เพื่อศึกษาพุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารที่เป็นตำรา บทความเชิงวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำมาวิเคราะห์แล้วสรุปผลวิจัยนำเสนอตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) พระพุทธเจ้าทรงประสบผลสำเร็จอย่างสูงในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการวางรากฐานในการเผยแผ่โดยการบำเพ็ญพุทธกิจประจำวัน 5 ประการในทุก ๆ วัน เพราะทรงมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเผยแผ่พระศาสนา มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการในด้านเวลา บุคลากร และองค์กรซึ่งทรงบำเพ็ญควบคู่กันไป พระพุทธองค์ทรงบริหารจัดการได้อย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธกิจประจำวันทั้ง 5 ประการ จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักและแผ่ขยายออกไปในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียได้นั้น เพราะเป็นผลสำเร็จที่เกิดจากการบำเพ็ญพุทธกิจประจำวันที่มีประสิทธิภาพนี้เอง 2) พระพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทธกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 ประการนั้น เป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่า ซึ่งเราสามารถนำเอารูปแบบ วิธีการ หลักธรรม มาใช้เป็นหลักควบคู่กันไปได้อย่างกลมกลืนในการดำเนินชีวิตประจำวัน และในการดำเนินงานในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำงานและการดำเนินชีวิตมีความราบรื่น มีระเบียบวินัย สามารถพัฒนาจิตใจและแก้ปัญหาได้ด้วยสันติวิธี 3) พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถีนั้น กล่าวได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง อันเป็นผลมาจากการทรงงานในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเผยแผ่ การบริหารและการกำกับดูแลคณะสงฆ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบริหารจัดการด้านเวลาได้อย่างลงตัว โดยทรงบำเพ็ญพุทธกิจประจำวันเป็นงานหลัก และทรงงานด้านต่าง ๆ ควบคู่กันไป กล่าวคือ ทรงบริหารจัดการงานหลักและงานรองได้อย่างสอดประสานกันลงตัว ทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีพุทธบริษัท 4 บรรลุธรรมมากมาย จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระอรหันต์ และสาวัตถีเป็นเมืองศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยนั้น
วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาพุทธกิจ 5 ประการ 2) เพื่อศึกษาพุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถี วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารที่เป็นตำรา บทความเชิงวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำมาวิเคราะห์แล้วสรุปผลวิจัยนำเสนอตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) พระพุทธเจ้าทรงประสบผลสำเร็จอย่างสูงในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการวางรากฐานในการเผยแผ่โดยการบำเพ็ญพุทธกิจประจำวัน 5 ประการในทุก ๆ วัน เพราะทรงมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเผยแผ่พระศาสนา มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการในด้านเวลา บุคลากร และองค์กรซึ่งทรงบำเพ็ญควบคู่กันไป พระพุทธองค์ทรงบริหารจัดการได้อย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธกิจประจำวันทั้ง 5 ประการ จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักและแผ่ขยายออกไปในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียได้นั้น เพราะเป็นผลสำเร็จที่เกิดจากการบำเพ็ญพุทธกิจประจำวันที่มีประสิทธิภาพนี้เอง 2) พระพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทธกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 ประการนั้น เป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่า ซึ่งเราสามารถนำเอารูปแบบ วิธีการ หลักธรรม มาใช้เป็นหลักควบคู่กันไปได้อย่างกลมกลืนในการดำเนินชีวิตประจำวัน และในการดำเนินงานในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำงานและการดำเนินชีวิตมีความราบรื่น มีระเบียบวินัย สามารถพัฒนาจิตใจและแก้ปัญหาได้ด้วยสันติวิธี 3) พุทธกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถีนั้น กล่าวได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง อันเป็นผลมาจากการทรงงานในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเผยแผ่ การบริหารและการกำกับดูแลคณะสงฆ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบริหารจัดการด้านเวลาได้อย่างลงตัว โดยทรงบำเพ็ญพุทธกิจประจำวันเป็นงานหลัก และทรงงานด้านต่าง ๆ ควบคู่กันไป กล่าวคือ ทรงบริหารจัดการงานหลักและงานรองได้อย่างสอดประสานกันลงตัว ทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองสาวัตถีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีพุทธบริษัท 4 บรรลุธรรมมากมาย จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระอรหันต์ และสาวัตถีเป็นเมืองศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยนั้น
The thesis entitled “An Analytical Study of the Buddha’s Tasks for Propagating Buddhism in Savatthi" served the purposes: 1) to study the Buddha’s tasks of five duties as a daily routine, 2) to study his tasks for propagating Buddhism in the city called Savatthi, and 3) to analyze values of his tasks for propagating Buddhism in the preceding city. It was derived from the documentary research, collecting data from such secondary sources as the Tipitaka, commentaries, canonical texts, academic articles, and relevant researches. Collected data were brought to analyze and results were subsequently summarized to present findings. Results of research have found the following findings: 1) It was obvious that The Buddha highly succeeded in propagating Buddhism by laying firm foundations for propagating his faith through regular five duties as his daily routines, for he was determined with his clear purposes in propagating it. His tasks were well planned systematically and effectively in various domains like managements of time, personnel and organizations. He concurrently performed his tasks and coped with them harmoniously. That was why Buddhism had become well known and spread to various states of India in those days because it was his great successes of effective managements of his tasks of five daily routines. 2) It was said the Buddha was greatly regarded as monarchs’ and human beings’ great teacher. His tasks of five daily routines for propagating Buddhism was labeled as the priceless model, which we could harmoniously apply the model, methods and rule of his dharma as our refuge to leading our everyday life. To follow the Buddha’s footsteps, it brought about one’s effectiveness of the job and ways of their daily life to be smooth, disciplined, which enabled them to develop their mind and address their problems by peaceful means. 3) As far as the Buddha’s tasks for propagating Buddhism in the city called Savatthi were concerned, he was absolutely successful. It was the result of his duty performances in such many fields as propagation, managements and administration of Sangha Order. In one aspect, the Buddha managed his time excellently by undertaking his daily routines as the main task together with other ones. In other words, the Buddha coped with his main tasks and secondary ones appropriately, culminating in his effective and efficient propagation of Buddhism in the city called Savatthi, As a result, there were a number of four Buddhist adherents attaining arahantship in Savatthai to the extent that it was labelled ‘Savatthi, the City of Arahants’. In fact, it had become the centre of propagating Buddhism in those days.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาธิในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง การรู้ในองค์ประกอบที่สำคัญเป็นกำลังที่ทำให้จิตรู้แจ้งทำลายอาสวะให้สิ้น คือสัมมาสมาธิ หมวดธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญย่อมมีการทำสมาธิเป็นหลักเช่น ไตรสิกขา อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8 ที่สำคัญคืออริยสัจสี่ ความจริงแท้สูงสุดที่มนุษย์ต้องรู้และปฏิบัติตามให้ได้เพื่อความสงบสุขที่แท้จริง 2) สถาบันพลังจิตตานุภาพก่อตั้งโดย พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) อายุ 15 ปีท่านได้บวชเป็นชีปะขาวและท่านได้เดินธุดงค์กับพระอาจารย์กงมาต่อมาได้ไปศึกษาสมาธิกรรมฐานกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์พระกรรมฐานใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีจนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการสอนสมาธิเพราะคำปรารภของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจึงได้เขียนตำราเป็นหนังสือหลักสูตรครูสมาธิใช้เวลาในการเขียนเป็นเวลา 5 ปีจึงสำเร็จเป็นการพัฒนาจิตพัฒนาปัญญาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นหลักสูตรครูสมาธิที่สอนสมาธิให้กับประชาชน ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) ในแต่ละหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 เทอม ๆ ละ 40 วันเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ผลการเรียนหลักสูตรครูสมาธิพบว่า ทำให้เกิดความสงบแก่จิตใจ ทำให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวทำให้เกิดความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจทำให้เกิดความสงบในสังคม 3) วิเคราะห์คุณค่าของการสอนสมาธิกรรมฐานตามแนวทางของสถาบันพลังจิตตานุภาพ พบว่า มีคุณค่าทางด้านผู้นำ คุณค่าด้านความสามัคคี คุณค่าด้านพัฒนาด้านจิตใจ และคุณค่าด้านพัฒนาตนเองจึงนับได้ว่าสมาธิกรรมฐานตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพนั้นมีคุณค่าอย่างแพร่หลายทั้งนี้ยังมีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติกว่าแสนคนได้เปิดสาขาเป็นศูนย์สมาธิ 180 สาขาทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ต่างประเทศอีก 9 สาขาเป็นเวลา 20 ปี
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการสอนสมาธิตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาธิในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง การรู้ในองค์ประกอบที่สำคัญเป็นกำลังที่ทำให้จิตรู้แจ้งทำลายอาสวะให้สิ้น คือสัมมาสมาธิ หมวดธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญย่อมมีการทำสมาธิเป็นหลักเช่น ไตรสิกขา อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8 ที่สำคัญคืออริยสัจสี่ ความจริงแท้สูงสุดที่มนุษย์ต้องรู้และปฏิบัติตามให้ได้เพื่อความสงบสุขที่แท้จริง 2) สถาบันพลังจิตตานุภาพก่อตั้งโดย พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) อายุ 15 ปีท่านได้บวชเป็นชีปะขาวและท่านได้เดินธุดงค์กับพระอาจารย์กงมาต่อมาได้ไปศึกษาสมาธิกรรมฐานกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์พระกรรมฐานใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีจนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการสอนสมาธิเพราะคำปรารภของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจึงได้เขียนตำราเป็นหนังสือหลักสูตรครูสมาธิใช้เวลาในการเขียนเป็นเวลา 5 ปีจึงสำเร็จเป็นการพัฒนาจิตพัฒนาปัญญาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นหลักสูตรครูสมาธิที่สอนสมาธิให้กับประชาชน ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) ในแต่ละหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 เทอม ๆ ละ 40 วันเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ผลการเรียนหลักสูตรครูสมาธิพบว่า ทำให้เกิดความสงบแก่จิตใจ ทำให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวทำให้เกิดความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจทำให้เกิดความสงบในสังคม 3) วิเคราะห์คุณค่าของการสอนสมาธิกรรมฐานตามแนวทางของสถาบันพลังจิตตานุภาพ พบว่า มีคุณค่าทางด้านผู้นำ คุณค่าด้านความสามัคคี คุณค่าด้านพัฒนาด้านจิตใจ และคุณค่าด้านพัฒนาตนเองจึงนับได้ว่าสมาธิกรรมฐานตามแนวทางสถาบันพลังจิตตานุภาพนั้นมีคุณค่าอย่างแพร่หลายทั้งนี้ยังมีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติกว่าแสนคนได้เปิดสาขาเป็นศูนย์สมาธิ 180 สาขาทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ต่างประเทศอีก 9 สาขาเป็นเวลา 20 ปี
The objectives of this thesis ware as follows 1) to study the teaching style of meditation in Theravada Buddhism, 2) to study the teaching style of meditation according to the Pathumwan Institute, and 3) to analyze the value of meditation according to the guidelines of the Institute of Moral Wisdom. The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1) Concentration in Theravada Buddhism means knowing in the essential elements as the power to enlighten the mind. Is the right concentration Category The main meditations are meditation, such as three organic, five physics, 5 Phayong 7 and 8 is the key Four Noble Truths. The utmost truth that man must know and follow for true peace. 2) Institute of Spirituality, founded by Dhamma Dhamma (Wisaran Sirindhorn), 15 years old, he was ordained as a hedonistic and he went on a pilgrimage with the Master Kong came to study meditation meditation with Luang Pu Pruittat. For 9 years, I was inspired to teach meditation, because of Luang Pu Puangtatto's foreword, so he wrote a book on meditation. It achieved a spiritual development of intelligence for the benefit of the world is of course a meditation teacher who taught meditation to the public. The duration of the 6-month course (200-hour course) is divided into 3 semesters of 40 hours per course. Then take a field test at Doi Inthanon, Chiang Mai for 4 days and 3 nights to complete the course and give a certificate of completion. Make peace of mind. Makes it possible to change selfish emotional behavior, resulting in harmony. Mental stability leads to peace in society. 3) Analyze the value of meditation teaching according to the guidelines of the Institute of Psychic Power. Harmony values Mental development And the value of self-development is that meditation meditation under the Institute of psychic powers is widely available. in Thailand 9 foreign branches for 20 years.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) และ ๓) เพื่อวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และหนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทโดยทั่วไปนั้น จึงเป็นประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตใจ หรือเป็นงานของใจ ในพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญของจิตใจ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อจิตใจสงบ จิตใจก็เป็นสมาธิ เมื่อยกใจจากสมาธิให้สูงขึ้นด้วยการพิจารณาก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นงานของใจโดยเฉพาะ การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท คือ การสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า การพิจารณากรรมฐานขั้นพื้นฐานที่ได้รับมาจากพระอุปัชฌาย์ พิจารณาความไม่สวยงามของร่างกาย พิจารณาปัจจัยสี่ การพิจารณามหาสติปัฏฐานสี่ คือ การนั่ง การเดิน การยืน และการนอนเพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ จากนั้นพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ก็ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ตามที่สงบต่างๆ จนกระทั่งพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้ความรู้แจ้งแทงตลอด การศึกษาวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงทำให้ทราบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร)นั้นได้เริ่มตั้งแต่พรรษาแรกจนถึงพรรษาที่ ๔๓ และแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงแรก คือพรรษาที่ ๑ ถึง ๑๗ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานแบบ สมถกรรมฐาน เมื่อได้สมาธิสูงสุดแล้วก็ทำให้สมาธิเสื่อม หลวงปู่ศรี มหาวีโร จึงได้ยกระดับสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐาน คือ เข้าถึงความรู้แจ้ง เห็นจริงแห่งสังขารตามกฎของไตรลักษณ์
วิทยานิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) และ ๓) เพื่อวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และหนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทโดยทั่วไปนั้น จึงเป็นประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตใจ หรือเป็นงานของใจ ในพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญของจิตใจ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อจิตใจสงบ จิตใจก็เป็นสมาธิ เมื่อยกใจจากสมาธิให้สูงขึ้นด้วยการพิจารณาก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นงานของใจโดยเฉพาะ การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท คือ การสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า การพิจารณากรรมฐานขั้นพื้นฐานที่ได้รับมาจากพระอุปัชฌาย์ พิจารณาความไม่สวยงามของร่างกาย พิจารณาปัจจัยสี่ การพิจารณามหาสติปัฏฐานสี่ คือ การนั่ง การเดิน การยืน และการนอนเพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ จากนั้นพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ก็ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ตามที่สงบต่างๆ จนกระทั่งพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้ความรู้แจ้งแทงตลอด การศึกษาวิเคราะห์การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร) จึงทำให้ทราบว่า การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร)นั้นได้เริ่มตั้งแต่พรรษาแรกจนถึงพรรษาที่ ๔๓ และแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงแรก คือพรรษาที่ ๑ ถึง ๑๗ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานแบบ สมถกรรมฐาน เมื่อได้สมาธิสูงสุดแล้วก็ทำให้สมาธิเสื่อม หลวงปู่ศรี มหาวีโร จึงได้ยกระดับสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐาน คือ เข้าถึงความรู้แจ้ง เห็นจริงแห่งสังขารตามกฎของไตรลักษณ์
The purposes of this thesis were: 1) to study the practices of meditation in Theravada Buddhism, 2) to study those based upon the approaches of Phra Thepvisuddhimongkol (Sri Mahaviro) and 3) to analyze those based upon his approaches. It was the qualitative research whereby its data were collected from Tipitaka and relevant texts. The results of the research were found that: The practices of meditation in general in Theravada Buddhism have to do with mind, the task of training it to be calm. The practices of meditation put the main emphasis on training it since one’s mind is regarded as the prime master and the subject of all deeds. The fact in point is when one’s mind has become absolutely calm, it is far too easy to proceed to concentration. In practice, when the level of mind is raised from concentration to the higher level through meditation, it gains insight into realization. In other words, the practices of meditation in Theravada Buddhism is the only matter of mind in particular. The practices of meditation performed by Phrathepvisuddhimonkol (Sr iMahaviro) was exactly the same as those in Theravada Buddhism. As a matter of his daily routine when performing his mental meditation at dawn and before dust, his undertakings were: paying homage to Triple Gems, reciting discourses (Sutras) to recall Triple Gems’ great contribution, performing his preceptor’s fundamental meditation by taking into account the impermanence of his physique, paying attention to proper consumption for four necessities of life, and focusing on one of four foundations of mindfulness (Satipatthana) in order to raise awareness of sitting, standing and lying postures so as to enable him to gain mindfulness and clear comprehension for leading to the state of calm mind and concentration. In his bids to performing sight mediation, he carried out austere practices (Thutanga), wandering through numerous forests, jungles, caves and serene places of mountains. Eventually, he achieved his concentration and insight. The analytical study on practices of meditation based upon his approaches made it clear that his whole time of practices was divided into two sessions, ranging from the first year of his monkhood to 43th year. His first session for pursuing mental meditation happened between the first and seventeenth years of his monkhood. His last session was dedicated to performing insight meditation due to declines of concentration when his practice reached its highest state. Accordingly, he raised the level of his concentration on insight meditation, thereby succeeding in achieving realization and truth of compounded things (Sangkhara) conducive to Rule of Three Characteristics (Tilakkhana).
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีธรรมชาติของมนุษย์, ๒) เพื่อศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีใจสูง รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการตัดสินใจ และรู้จักเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดจากองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสสารหรือรูป (กาย) และส่วนที่เป็นอสสารหรือนาม (จิตหรือวิญญาณ) กายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากหน่วยพื้นฐาน คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยรับรู้โลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัส ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างจะมีอารมณ์หรือวัตถุที่เป็นของเฉพาะตน จิตหรือวิญญาณของมนุษย์มีอยู่จริง โดยอาศัยร่างกายเป็นที่อยู่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีรูปร่าง จิตเป็นนามธรรมมีความสัมพันธ์กับร่างกาย และมีความสำคัญกว่าร่างกาย มนุษย์มีจิตหรือวิญญาณเป็นธรรมชาติพิเศษ และมีศักยภาพสูงในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นสัตว์ที่มีปัญญาหรือมีเหตุผลในการดำเนินชีวิต ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถดำรงอยู่ในภาวะเดิมตลอดไปได้ (อนิจจตา) และถูกบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอยู่ตลอดเวลา (ทุกขตา) มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสังคมมาแต่กำเนิด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ คอยเป็นแรงผลักดันให้ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม มนุษย์ควรแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อผู้อื่นและสังคม ควรมีมิตรภาพต่อคนรอบข้าง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น เป็นปรากฏการณ์ของกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตลอดเวลา และเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามกฎธรรมนิยาม ไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติของพรหมหรือเทพตนใดมาดลบันดาลให้มนุษย์มีธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีธรรมชาติของมนุษย์, ๒) เพื่อศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท, และ ๓) เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีใจสูง รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการตัดสินใจ และรู้จักเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดจากองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสสารหรือรูป (กาย) และส่วนที่เป็นอสสารหรือนาม (จิตหรือวิญญาณ) กายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากหน่วยพื้นฐาน คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยรับรู้โลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัส ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างจะมีอารมณ์หรือวัตถุที่เป็นของเฉพาะตน จิตหรือวิญญาณของมนุษย์มีอยู่จริง โดยอาศัยร่างกายเป็นที่อยู่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีรูปร่าง จิตเป็นนามธรรมมีความสัมพันธ์กับร่างกาย และมีความสำคัญกว่าร่างกาย มนุษย์มีจิตหรือวิญญาณเป็นธรรมชาติพิเศษ และมีศักยภาพสูงในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นสัตว์ที่มีปัญญาหรือมีเหตุผลในการดำเนินชีวิต ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถดำรงอยู่ในภาวะเดิมตลอดไปได้ (อนิจจตา) และถูกบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอยู่ตลอดเวลา (ทุกขตา) มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสังคมมาแต่กำเนิด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ คอยเป็นแรงผลักดันให้ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม มนุษย์ควรแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อผู้อื่นและสังคม ควรมีมิตรภาพต่อคนรอบข้าง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น เป็นปรากฏการณ์ของกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตลอดเวลา และเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามกฎธรรมนิยาม ไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติของพรหมหรือเทพตนใดมาดลบันดาลให้มนุษย์มีธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้
The thesis objectives were the follows: 1) to study the conception of the Human Nature, 2) to study the Human Nature in Theravada Buddhist Philosophy, and 3) to Analyze the Human Nature in Theravada Buddhist Philosophy. It has been conducted through the qualitative research methodology. The data were mainly collected from the Tipitaka, books, magazines, documents, commentaries and related research works. The results of the research were found that: Humans are high spirits. Know what is useful and not useful. Have a reasonable feeling decision making and know what to choose. Human is an animal that is made up of two parts are: the substance or the body and the substance (mind or spiritual). The human body consists of four basic elements are: earth, water, wind, and the outside world through the senses. Each sensory or emotional object is unique, the mind or soul of man exists, by living the body is a natural place without shape. Spirituality is the relationship with the body and is more important than the body. Human beings have a mind or spiritual nature. They have the potential to develop themselves, an animal with intelligence or reason to live. The nature of the human body has changed. It cannot exist in the same condition forever (invisible) and is subjected to internal changes all the time. Human beings are related to society. Because of humans are creatures with both high and low instincts. To be motivated to be involved in society, human beings should show good behavior towards others and society, and should have friends around. For living together peacefully and the nature of man in view of Theravada Buddhist Philosophy is a phenomenon of the flow of factors. The occurrence is up and down all the time and the flow of factors that depend on each other according to the rules. There is no supernatural power of the Brahma or the goddess to come to human nature.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาสันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) ศึกษาหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) ศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมด้วยหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นวิจัยทางด้านเอกสาร โดยการศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก หนังสือ เอกสาร ผลงานวิจัยของนักวิชาการ ตลอดจนผลงานของผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง นำเนื้อหามาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาท สันติภาพ หมายถึง การที่จิตใจสงบหลุดพ้นแล้วจากกิเลสตัณหา เป็นสภาพจิตใจที่บรรลุถึงพระนิพพาน สันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ (๑) สันติภาพภายใน คือสภาพจิตใจที่เป็นอิสระจากความคิด หรืออารมณ์ ด้วยการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรค ๘ เพื่อบรรลุถึงสันติภายในจิตใจที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คือ นิพพาน (๒) สันติภาพภายนอก คือสภาวะที่บุคคล สังคม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ฆ่าหรือทำร้ายร่างกายของกันและกัน ด้วยการปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม และกุศลกรรมบถ เพื่อทำให้กาย วาจาสงบ ดังนั้นสันติภาพภายในกับสันติภาพภายนอก จึงแยกกันไม่ออกต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เมตตา คือ ความรักสรรพสัตว์อย่างไม่มีขอบเขต เมตตาเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ให้มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ ให้เบียดเบียนกันทำให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการปฏิบัติเมตตามโนกรรม คือจะคิดสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้คิดด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรม คือจะพูดจาสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้พูดจาด้วยเมตตา และเมตตากายกรรม คือจะกระทำการสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้กระทำด้วยเมตตา ดังนั้นการมีเมตตาอยู่ในจิตใจ จึงเปรียบเสมือนการทำความดีทั้งปวง ด้วยกาย วาจา ใจ มโนกรรมเป็นกรรมที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เพราะเป็นจุด เริ่มต้นของกายกรรมและวจีกรรม การเจริญเมตตาจัดเป็นการปฏิบัติศาสนธรรมที่สำคัญต่อการเสริม สร้างสันติภาพ ๑) ในระดับบุคคล ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในเบญจธรรม เบญจธรรม เป็นธรรมที่ดี สะอาด เพราะกำจัดธรรมที่ไม่สะอาด คือ โทสะ เป็นคุณธรรมคู่กับเบญจศีล เบญจศีลเป็นข้อที่ควรงดเว้น ส่วนเบญจธรรมเป็นข้อควรปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความความเรียบร้อยด้านกายกรรมและวจีกรรม ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ๒) ในระดับสังคม ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในพรหมวิหารธรรม เป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจิตใจ หรือที่เรียกว่า มโนกรรม ทำให้ประชาชนในชุมชนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และส่งเสริมให้ประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เช่นพระพรหม เป็นคุณธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสันติสุข ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสันติภาพในตัวบุคคลจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริง
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาสันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) ศึกษาหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท และ ๓) ศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมด้วยหลักเมตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นวิจัยทางด้านเอกสาร โดยการศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก หนังสือ เอกสาร ผลงานวิจัยของนักวิชาการ ตลอดจนผลงานของผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง นำเนื้อหามาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาท สันติภาพ หมายถึง การที่จิตใจสงบหลุดพ้นแล้วจากกิเลสตัณหา เป็นสภาพจิตใจที่บรรลุถึงพระนิพพาน สันติภาพในพุทธปรัชญาเถรวาท แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ (๑) สันติภาพภายใน คือสภาพจิตใจที่เป็นอิสระจากความคิด หรืออารมณ์ ด้วยการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรค ๘ เพื่อบรรลุถึงสันติภายในจิตใจที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คือ นิพพาน (๒) สันติภาพภายนอก คือสภาวะที่บุคคล สังคม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ฆ่าหรือทำร้ายร่างกายของกันและกัน ด้วยการปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม และกุศลกรรมบถ เพื่อทำให้กาย วาจาสงบ ดังนั้นสันติภาพภายในกับสันติภาพภายนอก จึงแยกกันไม่ออกต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เมตตา คือ ความรักสรรพสัตว์อย่างไม่มีขอบเขต เมตตาเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ให้มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ ให้เบียดเบียนกันทำให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการปฏิบัติเมตตามโนกรรม คือจะคิดสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้คิดด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรม คือจะพูดจาสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้พูดจาด้วยเมตตา และเมตตากายกรรม คือจะกระทำการสิ่งใดประกอบสิ่งใดก็ให้กระทำด้วยเมตตา ดังนั้นการมีเมตตาอยู่ในจิตใจ จึงเปรียบเสมือนการทำความดีทั้งปวง ด้วยกาย วาจา ใจ มโนกรรมเป็นกรรมที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เพราะเป็นจุด เริ่มต้นของกายกรรมและวจีกรรม การเจริญเมตตาจัดเป็นการปฏิบัติศาสนธรรมที่สำคัญต่อการเสริม สร้างสันติภาพ ๑) ในระดับบุคคล ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในเบญจธรรม เบญจธรรม เป็นธรรมที่ดี สะอาด เพราะกำจัดธรรมที่ไม่สะอาด คือ โทสะ เป็นคุณธรรมคู่กับเบญจศีล เบญจศีลเป็นข้อที่ควรงดเว้น ส่วนเบญจธรรมเป็นข้อควรปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความความเรียบร้อยด้านกายกรรมและวจีกรรม ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ๒) ในระดับสังคม ได้แก่ การใช้หลักเมตตาในพรหมวิหารธรรม เป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจิตใจ หรือที่เรียกว่า มโนกรรม ทำให้ประชาชนในชุมชนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และส่งเสริมให้ประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เช่นพระพรหม เป็นคุณธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสันติสุข ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสันติภาพในตัวบุคคลจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริง
The objectives of this thesis were as follows: 1) To study of peace formation in Theravada Buddhist philosophy, 2) To study the principle of metta in Theravada Buddhist philosophy, and 3) To study of peace formation in social by metta’s principle in Theravada buddhist philosophy. This was qualitative research collecting the data from the Tipitaka, documents and research works. The data were analyzed and the presented in a descriptive method. The results of the research were found as follows: In Theravada buddhist philosophy, peace mean the mind is calm are free from already defilements craving. This mind condition to attainment at Nibbana. The peace in Theravada Buddhist philosophy, distribute 2 kind is 1) Inner peace is a mental condition free from thought or emotion with the way middle path practice or the path 8. That attainment of ultimate peace of mind in the goal of life viz Nibbana. 2) Outer peace was the condition that a person, social, do not exploit each other. do not kill or injure of one another, with practice the five precepts, the five ennobling virtues and Wholesome course of action for make the body, the speech is calm. Thus the Inner peace with Outer peace, then separate don't go out must develop go to at the same time. Metta (loving-kindness) is aboundless love for all fellow beings. Metta is the essential principle in Theravada buddhist philosophy to control behavior of the human beings which makes ones to be generous, no injury to each other, the human beings and sentient being to stay together happily and to make peace for social. Metta behavior for Metta Manokamma (mental action) be will think an anything assembles an anything , think with be loving-kindness, Metta Vacakamma (verbal action) be will talk an anything assembles an anything, talk with be loving-kindness, Metta Kayakamma (bodily action) be will do an anything assembles an anything , do with be loving-kindness. Thus having loving-kindness is in the mind, Then compared as doing goodness whole, with a body, word and mind. Manokamma is an essential principle kamma in Buddhism for point action of all human beings because it’s begin of verbal action and bodily action. The practice of metta or loving-kindness is an essential part of the religious training necessary for the promotion of peace. 1) Individual level such as Metta’s principle in Pancadhamma meaning the goodness and the virtues as the means to eradicate Dosa. Five precepts and Pancadhamma are the pairs of each other. Five precepts is the factor for refraining and Pancadhamma is the factor for practicing both of which cause of verbal action and bodily action to the peace. (2) Social Level such as Metta’s principle in Brahmaviharadhamma, the virtues as the means to inside mind or Mettamanokamma in their life, and make people in the community to have the love, the goodwill to each other. There should listen the other’s opinions and should encourage to behave for excellent existence living and being guiltless person as Brahma. That will be virtues to live with one another peace. The relation between building peace will in a person then basically important base to will bring about to building peace in the social actually.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คุณค่าการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 พบว่า เป็นแนวทางในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นทางสายเอกที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อเป็นแนวทางในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นฐานที่ตั้งของสติ ในการระลึกถึงหนทางในการฝึกฝน ปฏิบัติเพื่อกำจัดอุปัทวะกิเลสให้สิ้นไป คือ การตั้งสติพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม เป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทำให้มีอานิสงส์ มีพลังในการเจริญสมาธิทำให้เกิดความสุขระดับโลกียสุข และระดับโลกุตตรธรรมจนถึงพระนิพพาน 2) รูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นคำสอนเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) พบว่า รูปแบบการสอนกรรมฐานของท่านนั้นได้ปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยยึดหลักตามพระไตรปิฎก คือ โพธิปักขิยธรรม ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดอารมณ์ให้เป็นปัจจุบันเป็นไปตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 คือ ให้กำหนด กาย เวทนา จิต และธรรม ซึ่งท่านมีหลักที่ใช้ในการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ 2 ประการ คือ สติกับสัมปชัญญะ คอยควบคุมหรือกำหนดจิต ให้จิตรู้หน้าที่การงานโดยถูกต้อง แล้วเหลืออยู่หนึ่งเดียว คือความไม่ประมาท เมื่อจิตไม่ประมาทแล้วย่อมดำเนินวิถีชีวิตด้วยความถูกต้อง ในการปฏิบัติกรรมฐานท่านให้ผู้เข้าปฏิบัติได้เพ่งพิจารณาไปที่ท้องแล้วกล่าวตามการหายใจเข้า ออก คือ ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสำนักวัดอัมพวัน ในขณะที่สอนกรรมฐานท่านจะบรรยายธรรมเกี่ยวกับเรื่อง กฎแห่งกรรม รวมทั้งอานิสงส์ของการสวดมนต์บทพาหุงมหากา ซึ่งเป็นเครื่องเจริญสติอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธนิยมสวดกันอย่างแพร่หลาย 3) วิเคราะห์คุณค่าการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นคำสอนเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) พบว่า มีคุณค่าด้านการเผยแผ่หลักธรรมและคำสอน คุณค่าด้านบุคลิกลักษณะ และคุณค่าด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี นับได้ว่าคุณค่าทุกด้านของท่านมีคุณค่าอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมีผู้ศรัทธาเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั่วทุกประเทศ ในการปฏิบัติกรรมฐานนั้นมีคุณค่าและประโยชน์มากมายเท่าที่รู้จากประสบการณ์ของหลวงพ่อและจากการสอบอารมณ์ของผู้ที่มาปฏิบัติกรรมฐาน พอสรุปได้ 3 ประการ ดังนี้ 1) ระลึกชาติได้ 2) เห็นกฎแห่งกรรม และ 3) เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาชีวิตได้
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 2) เพื่อศึกษารูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คุณค่าการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 พบว่า เป็นแนวทางในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นทางสายเอกที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อเป็นแนวทางในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นฐานที่ตั้งของสติ ในการระลึกถึงหนทางในการฝึกฝน ปฏิบัติเพื่อกำจัดอุปัทวะกิเลสให้สิ้นไป คือ การตั้งสติพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม เป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทำให้มีอานิสงส์ มีพลังในการเจริญสมาธิทำให้เกิดความสุขระดับโลกียสุข และระดับโลกุตตรธรรมจนถึงพระนิพพาน 2) รูปแบบการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นคำสอนเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) พบว่า รูปแบบการสอนกรรมฐานของท่านนั้นได้ปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยยึดหลักตามพระไตรปิฎก คือ โพธิปักขิยธรรม ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดอารมณ์ให้เป็นปัจจุบันเป็นไปตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 คือ ให้กำหนด กาย เวทนา จิต และธรรม ซึ่งท่านมีหลักที่ใช้ในการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ 2 ประการ คือ สติกับสัมปชัญญะ คอยควบคุมหรือกำหนดจิต ให้จิตรู้หน้าที่การงานโดยถูกต้อง แล้วเหลืออยู่หนึ่งเดียว คือความไม่ประมาท เมื่อจิตไม่ประมาทแล้วย่อมดำเนินวิถีชีวิตด้วยความถูกต้อง ในการปฏิบัติกรรมฐานท่านให้ผู้เข้าปฏิบัติได้เพ่งพิจารณาไปที่ท้องแล้วกล่าวตามการหายใจเข้า ออก คือ ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสำนักวัดอัมพวัน ในขณะที่สอนกรรมฐานท่านจะบรรยายธรรมเกี่ยวกับเรื่อง กฎแห่งกรรม รวมทั้งอานิสงส์ของการสวดมนต์บทพาหุงมหากา ซึ่งเป็นเครื่องเจริญสติอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธนิยมสวดกันอย่างแพร่หลาย 3) วิเคราะห์คุณค่าการสอนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเน้นคำสอนเรื่องกรรมของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) พบว่า มีคุณค่าด้านการเผยแผ่หลักธรรมและคำสอน คุณค่าด้านบุคลิกลักษณะ และคุณค่าด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี นับได้ว่าคุณค่าทุกด้านของท่านมีคุณค่าอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมีผู้ศรัทธาเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั่วทุกประเทศ ในการปฏิบัติกรรมฐานนั้นมีคุณค่าและประโยชน์มากมายเท่าที่รู้จากประสบการณ์ของหลวงพ่อและจากการสอบอารมณ์ของผู้ที่มาปฏิบัติกรรมฐาน พอสรุปได้ 3 ประการ ดังนี้ 1) ระลึกชาติได้ 2) เห็นกฎแห่งกรรม และ 3) เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาชีวิตได้
The objectives of this thesis ware as follows 1) To study the Model on Meditation Teaching in Satipatthana 4, 2) To study the Model on Meditation Teaching in Satipatthana 4 Approach by Stressing the Teaching of Kamma of Phradhamsinghaburacariya (Charan Thitadhammo) and 3) To study values of Meditation Teaching in Satipatthana 4 Approach by Stressing the Teaching of Kamma of Phradhamsinghaburacariya (Charan Thitadhammo). The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1) Meditation Teaching in Satipatthana 4 Astring that Lord Buddha had taught the monks among them. To guide the Vipassana meditation. As a base of consciousness In recognition of the way in training. Aupatwa practices to eliminate damage to the guest is to calm the mind and body perception justified as a way of liberation from suffering and destruction. The effects of meditation practice, made a New Song. Meditation has the power to evoke joy at Longchamp. Lo and Gangut sq fair to Nirvana. 2) The Model on Meditation Teaching in Satipatthana 4 Approach by Stressing the Teaching of Kamma of Phradhamsinghaburacariya (Charan Thitadhammo) was formed to teach meditation you have to follow the guidelines Satipatthana 4. The principle is based on the Holy scriptures phothipakkhithrrm. The operator sets the mood for a modern approach to the problem of consciousness is to set out the four mental health, compassion and fairness which are primarily used in the practice of meditation are two kinds: the smallness of consciousness. To control or define mental Know the job correctly. Then the remaining one Is a precaution When I would not underestimate the mental lifestyle with accuracy. While meditation teaches you to lectures about karma and merits of the arms of prayer epic. This is one of the Buddhist mindfulness widely popular hymns. 3) The values of Meditation Teaching in Satipatthana 4 Approach by Stressing the Teaching of Kamma of Phradhamsinghaburacariya (Charan Thitadhammo). : found valuable in disseminating the principles and doctrines. Values personality And values to behave as role models. It is considered particularly valuable has been widely popular with the practice of meditation all over the country. The practice of meditation is valuable and useful as you know from experience pastor and from the mood of the practice of meditation can be summarized three reasons :1) national memorial 2) the law of action and 3) the wisdom to solve life issues.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาล, 2) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการบริหารที่ว่าด้วยการสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมให้มีประสิทธิภาพตามหลักกฎหมาย โดยอาศัยหลัก 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของรัฐหรือในองค์การ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและองค์การ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2) การบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือ การดำเนินการของผู้บริหารในการนำเอาหลักธรรมที่ปรากฏในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 สังคหวัตถุ 4 ไปใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือมีคุณค่า ด้านความยุติธรรมในองค์การ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำในองค์การ และด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาล, 2) ศึกษาการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลเป็นการบริหารที่ว่าด้วยการสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมให้มีประสิทธิภาพตามหลักกฎหมาย โดยอาศัยหลัก 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของรัฐหรือในองค์การ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและองค์การ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2) การบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือ การดำเนินการของผู้บริหารในการนำเอาหลักธรรมที่ปรากฏในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 สังคหวัตถุ 4 ไปใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3) วิเคราะห์คุณค่าการบริหารองค์การด้วยหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางพระพุทธศาสนา คือมีคุณค่า ด้านความยุติธรรมในองค์การ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำในองค์การ และด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
The objectives of this thesis ware as follows 1) to study the Organization Administration by the Principle of Good Governance, 2) to study the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach and 3) to analyze the value of the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach. The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1) The Principle of Good Governance for the Organization Administration is the good method for the management of the whole country including public sector, business sector, private sector and people sector to achieve the everyone happiness and well-being by the six principles as follows : (1) the principle of law (2) the principle of virtue (3) the principle of openness and transparency (4) the principle of participation (5) the principle of accountability and (6) the principle of effectiveness. 2) The Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach is the management of the organization following the Buddhist Doctrines to achieve effectively the given objectives including Brahmavihara 4, Iddhipada 4, Sappurisa-dhamma 7, Noble Eightfold Path and Raja-dhamma. 3) The results of the analysis of the values of the Organization Administration by the Principle of Good Governance according to Buddhist Approach are the value of the justice, the value of the reduction of the inequality and the value of the efficiency and effectiveness in the organization.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาชีวประวัติและบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประกอบด้วย หลักการในการเผยแผ่ ลีลาการ เผยแผ่ พุทธวิธีในการเผยแผ่ เทคนิควิธีในการถ่ายทอดความรู้ และเทคนิคการเผยแผ่โดยวิธีเทศนา 2. พระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) เป็นพระเถระของกัมพูชาซึ่งได้ถือกำเนิดใน ตำบลโคกโพธ์ อำเภอบุรีชลศา จังหวัดตาแก้ว ท่านมีรูปแบบ ลักษณะเด่น คุณสมบัติ เทคนิค ลีลาการเผยแผ่ หลักการในการเผยแผ่ กระบวนการในการสร้างนักเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นใหม่ และช่องทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สื่อที่ท่านใช้คือสื่อสมัยใหม่ที่แตกต่างจากพระนักเทศน์ทั่วไป ท่านได้สร้างผลงานทั้งด้านการเขียนหนังสือ ด้านการเทศน์ และสร้างนักเทศน์ ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือ ท่านต้องการให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น สอนให้คนในสังคมรู้จักการตอบแทนบุญคุณของพ่อ แม่ ตลอดจนกระทั่งถึงการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่ประเทศกัมพูชาให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเนื่องจากการถูกทำลายโดยระบบเขมรแดง 3. ผลการวิเคราะห์คุณค่าบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) คือ มีคุณค่าด้านความเป็นผู้นำ คุณค่าด้านการสร้างสมานฉันท์ คุณค่าด้านการรักษาพุทธพจน์ คุณค่าด้านธรรมประยุกต์ และคุณค่าด้านการปลูกฝังคุณธรรม ซึ่งเป็นคุณค่าที่สามารถทำให้ประชาชน คนวัยหนุ่มสาวเข้าใจหลักธรรมอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า และสามารถนำเอาหลักธรรมนั้นประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาชีวประวัติและบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) และ 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2560-กันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประกอบด้วย หลักการในการเผยแผ่ ลีลาการ เผยแผ่ พุทธวิธีในการเผยแผ่ เทคนิควิธีในการถ่ายทอดความรู้ และเทคนิคการเผยแผ่โดยวิธีเทศนา 2. พระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) เป็นพระเถระของกัมพูชาซึ่งได้ถือกำเนิดใน ตำบลโคกโพธ์ อำเภอบุรีชลศา จังหวัดตาแก้ว ท่านมีรูปแบบ ลักษณะเด่น คุณสมบัติ เทคนิค ลีลาการเผยแผ่ หลักการในการเผยแผ่ กระบวนการในการสร้างนักเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นใหม่ และช่องทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สื่อที่ท่านใช้คือสื่อสมัยใหม่ที่แตกต่างจากพระนักเทศน์ทั่วไป ท่านได้สร้างผลงานทั้งด้านการเขียนหนังสือ ด้านการเทศน์ และสร้างนักเทศน์ ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือ ท่านต้องการให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น สอนให้คนในสังคมรู้จักการตอบแทนบุญคุณของพ่อ แม่ ตลอดจนกระทั่งถึงการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่ประเทศกัมพูชาให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเนื่องจากการถูกทำลายโดยระบบเขมรแดง 3. ผลการวิเคราะห์คุณค่าบทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสาน สุเจีย (วชิรปญฺโ) คือ มีคุณค่าด้านความเป็นผู้นำ คุณค่าด้านการสร้างสมานฉันท์ คุณค่าด้านการรักษาพุทธพจน์ คุณค่าด้านธรรมประยุกต์ และคุณค่าด้านการปลูกฝังคุณธรรม ซึ่งเป็นคุณค่าที่สามารถทำให้ประชาชน คนวัยหนุ่มสาวเข้าใจหลักธรรมอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า และสามารถนำเอาหลักธรรมนั้นประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
The objectives of this thesis ware as follows 1) to study the role of the Buddhist Propagation, 2) to study the bio-history and the role of the Buddhist propagation of Phra San Sochea (Vachirapañño), and 3) to analyze the value of the role of the Buddhist Propagation of Phra San Sochea (Vachirapañño). The sample groups were the Tipitaka Commentaries. Texts and relevant researches. The thesis was the documentary qualitative research works. All the data, collected during January-September 2017, were then analyzed by content analysis and analytic induction. The results of research are found as follows: 1. The roles of the Buddhist Propagation are composed of the principles of the propagation, the styles of the propagation, the Buddhist Methods of the propagation, the teaching methods and techniques of the knowledge and the propagation techniques by teaching method. 2. Phra San Sochea (Vachirapañño), the senior Cambodian Buddhist Monk was born in Tambon Cokpho, Burichonsa District, Takaew Province. He has been teaching his Buddhist followers with the outstanding characteristics including a new model of the propagations, a wide varieties of teaching styles and a lot of interesting techniques creating not only the high volume of the new young Cambodian Buddhist followers but also being the new model leaders for training the Cambodian Buddhist young blood monk propagators. He is an expert in using the new information technology medias such as line and facebook for supporting his teaching operation together with writing the articles and books with the objectives to teach the young Cambodian people for understanding the Buddhist doctrines to respect and properly practices return to their parents and also rehabilitation of Buddhism in Cambodia after destruction by Khmer Rouge. 3. The results of the analysis of the values of the role of the propagation of Phra San Sochea (Vachirapañño) consists of the value of the leadership, the value of the unity, the value of the restoration of the Buddhist Speech, the value of the application of Dhamma and the value of the establishment of the virtue (moral principle). These values are used for the understanding of the young Cambodian people in the real Buddha Doctrines leading to the right practices for their better way of life.
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาการเรียนรู้พระพุทธศาสนากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551, 2. เพื่อศึกษาสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามทัศนะของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2, และ 3. เพื่อวิเคราะห์สาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามทัศนะของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2, การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพซึ้งเน้นการวิจัยทางเอกสารโดยศึกษาจากพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐและจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยปรากฏว่า ความหมายและความสำคัญของหลักสูตรมีความสำคัญมากต่อการเรียนการสอนความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ทำให้ทราบความสำคัญและความจำเป็นที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ และฝึกการใช้ให้ชำนาญตามหลักการของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการศึกษาพุทธวิธีการสอนตามแนวทางในพระไตรปิฎกนั้น สามารถนำไปเป็นความรู้และแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ทัศนะของครูผู้สอน เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 2 เพื่อที่จะเป็นข้อสารสนเทศนำไปปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ทำให้บุคคลเกิดการพัฒนาทุกด้าน คือ ทำให้เกิดความเจริญความดีงามและความถูกต้อง หรืออาจเรียกได้ว่ามีความเจริญงอกงามในด้านความคิด ความรู้ ความชำนาญ อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีการพัฒนาทุกด้าน คือ ทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีโรค และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนา ย่อมส่งผลถึงการพัฒนาสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สรุปผลการเปรียบเทียบทัศนะคติของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ด้านความเหมาะสมของหลักสูตร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, ด้านความรู้สึกและการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, และด้านแนวโน้มพฤติกรรมการนำไปสอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทัศนะคติของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนเพศชายกับครูผู้สอนเพศหญิง โดยส่วนรวมและรายด้านทุก ๆ ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนเพศชายมีทัศนะคติถูกต้องน้อยกว่าครูผู้สอนเพศหญิง ทัศนะของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนที่มีสถานภาพโสดกับครูผู้สอนที่มีสถานภาพสมรส โดยส่วนรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนที่มีสถานภาพโสดมีทัศนะคติน้อยกว่าครูผู้สอนที่มีสถานภาพสมรส, ทัศนะของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี กับครูผู้สอนที่มีอายุ 41 ปีขึ้นไป โดยส่วนรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีทัศนะคติน้อยกว่าครูผู้สอนที่มีอายุ 41 ปีขึ้นไป
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาการเรียนรู้พระพุทธศาสนากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551, 2. เพื่อศึกษาสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามทัศนะของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2, และ 3. เพื่อวิเคราะห์สาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามทัศนะของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2, การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพซึ้งเน้นการวิจัยทางเอกสารโดยศึกษาจากพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐและจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยปรากฏว่า ความหมายและความสำคัญของหลักสูตรมีความสำคัญมากต่อการเรียนการสอนความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ทำให้ทราบความสำคัญและความจำเป็นที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ และฝึกการใช้ให้ชำนาญตามหลักการของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการศึกษาพุทธวิธีการสอนตามแนวทางในพระไตรปิฎกนั้น สามารถนำไปเป็นความรู้และแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ทัศนะของครูผู้สอน เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 2 เพื่อที่จะเป็นข้อสารสนเทศนำไปปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ทำให้บุคคลเกิดการพัฒนาทุกด้าน คือ ทำให้เกิดความเจริญความดีงามและความถูกต้อง หรืออาจเรียกได้ว่ามีความเจริญงอกงามในด้านความคิด ความรู้ ความชำนาญ อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีการพัฒนาทุกด้าน คือ ทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีโรค และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนา ย่อมส่งผลถึงการพัฒนาสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สรุปผลการเปรียบเทียบทัศนะคติของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ด้านความเหมาะสมของหลักสูตร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, ด้านความรู้สึกและการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, และด้านแนวโน้มพฤติกรรมการนำไปสอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทัศนะคติของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนเพศชายกับครูผู้สอนเพศหญิง โดยส่วนรวมและรายด้านทุก ๆ ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนเพศชายมีทัศนะคติถูกต้องน้อยกว่าครูผู้สอนเพศหญิง ทัศนะของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนที่มีสถานภาพโสดกับครูผู้สอนที่มีสถานภาพสมรส โดยส่วนรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนที่มีสถานภาพโสดมีทัศนะคติน้อยกว่าครูผู้สอนที่มีสถานภาพสมรส, ทัศนะของครูผู้สอนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ระหว่างครูผู้สอนที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี กับครูผู้สอนที่มีอายุ 41 ปีขึ้นไป โดยส่วนรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีทัศนะคติน้อยกว่าครูผู้สอนที่มีอายุ 41 ปีขึ้นไป
This research has the following objectives: 1. To study the learning Buddhism. Learning social studies Religion and Culture According to the Core Curriculum for Basic Education Curriculum 2551 2. To study the perceptions of teachers learning Buddhism. Learning social studies 3. religions and cultures and to compare perceptions of teacher learning Buddhism. Learning social studies Religion and Culture Primary Educational Service Area Office 2 Sarakham district. This research is a qualitative and quantitative research which focuses on research papers the study of the Holy tipitaka of siam’s Scriptures Siamrath. the documents and related research results appear. The meaning and importance of the course. about Buddhism and learning of Buddhism. learning social studies Religion and Culture Curriculum for Basic Education Act of 2551 makes note of importance. And the need that we have to learn to understand and practice the principles of Buddhism practiced by the Buddhist teaching. According to the Holy Scriptures Able to educate and guide the study analyzes perceptions of teachers about learning Buddhism. In elementary schools in the office area, elementary District 2 University to become an information technology to improve educational programs makes the development of all aspects. Is causing a boom and decency, accuracy or could be called a growth in terms of knowledge, expertise emotions of human beings as a perfect man. The development of all aspects of the body healthy. No disease and can perform quality. When a human being developed will result in the development of society, both nationally and internationally. Results comparing the attitudes of teachers about learning Buddhism and the appropriateness of the course. Overall is moderate Emotional and psychological changes. Overall, the outlook is moderate and its teaching behavior. Overall at a low level Attitudes of teachers about learning Buddhism between male teachers and female teachers as a whole and individual aspects. Different aspects statistically significant at the .05 level. The teachers are male attitude was more female teachers, teachers' attitudes about learning Buddhism. The teachers who are single. The teachers were married by the collective and individual aspects of each. The difference was statistically significant at the .05 level. The teacher attitude, single, married, older teachers, teachers' attitudes about learning Buddhism. Teachers aged between 20-40 years with a teacher aged 41 years and over as a whole and all its aspects. The difference was statistically significant at the.05 level. The teachers are aged between 20-40 years, with attitudes than teachers older 41 years and over.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้ ๑) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาบทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย และ ๓) เพื่อวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย โดยศึกษาจากเอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพระสงฆ์ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ชีวิตของพุทธศาสนิกชนผูกพันกับพระสงฆ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระสงฆ์จึงมีบทบาทด้านต่างๆ เพื่อเกื้อกูลต่อชุมชน ดังนี้ ๑) บทบาทด้านการศึกษา ๒) บทบาทด้านการเผยแผ่ ๓) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ๔) บทบาทด้านการพัฒนาจิตใจ ๕) บทบาทด้านสืบสานวัฒนธรรม และ ๖) บทบาทด้านส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น พบว่า ดำเนินการอนุรักษ์ใน ๒ ลักษณะ คือ การอนุรักษ์โดยตรง ได้แก่ การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งมีบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามพรากของเขียวหรือต้นไม้ ห้ามบ้วนนำลายลงในน้ำ ห้ามขุดดิน เป็นต้น และการอนุรักษ์โดยอ้อม ได้แก่ การอยู่ตามธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัย โดยอาศัยธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ฯลฯ เป็นสถานที่สัปปายะในการปฏิบัติธรรม ผลการวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย พบว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น ยึดหลักการใช้สอยอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย โดยเน้นการทำลายน้อยที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ของสิ่งสิ่งแวดล้อมให้หมดไป ถ้าสิ่งแวดล้อมอยู่ในความสมดุล ความบริสุทธิ์สดใสตามธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะเกื้อกูลและก่อประโยชน์ร่วมกัน
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้ ๑) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ๒) เพื่อศึกษาบทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย และ ๓) เพื่อวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย โดยศึกษาจากเอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพระสงฆ์ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ชีวิตของพุทธศาสนิกชนผูกพันกับพระสงฆ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระสงฆ์จึงมีบทบาทด้านต่างๆ เพื่อเกื้อกูลต่อชุมชน ดังนี้ ๑) บทบาทด้านการศึกษา ๒) บทบาทด้านการเผยแผ่ ๓) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ๔) บทบาทด้านการพัฒนาจิตใจ ๕) บทบาทด้านสืบสานวัฒนธรรม และ ๖) บทบาทด้านส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น พบว่า ดำเนินการอนุรักษ์ใน ๒ ลักษณะ คือ การอนุรักษ์โดยตรง ได้แก่ การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งมีบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามพรากของเขียวหรือต้นไม้ ห้ามบ้วนนำลายลงในน้ำ ห้ามขุดดิน เป็นต้น และการอนุรักษ์โดยอ้อม ได้แก่ การอยู่ตามธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัย โดยอาศัยธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ฯลฯ เป็นสถานที่สัปปายะในการปฏิบัติธรรม ผลการวิเคราะห์บทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของพระสงฆ์ไทย พบว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไทยนั้น ยึดหลักการใช้สอยอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย โดยเน้นการทำลายน้อยที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ของสิ่งสิ่งแวดล้อมให้หมดไป ถ้าสิ่งแวดล้อมอยู่ในความสมดุล ความบริสุทธิ์สดใสตามธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะเกื้อกูลและก่อประโยชน์ร่วมกัน
The objectives of this thesis were: 1) to study the role of Buddhist monks, 2) to study the role of environmental protection of Thai monks according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to analyze the role of environmental protection of Thai monks according to Theravada Buddhist philosophy. The data were mainly collected from the Tipitaka, books, magazines, documents, commentaries and related research works. The results of the research were found that: The role of monks is considered as the center of Buddhist mind. The life of Buddhists is bound to the monks in some way. Monks have different roles. 1) Educational role 2) Role of propagation 3) Role in social work 4) Role in mental development 5) Role in cultural heritage and 6) Role in promoting and preserving the environment. The role of conservationists in the conservation of the environment is to conserve the environment, such as forests, rivers, air, etc., which prescribe conservation of greenery or trees. Do not put the stripes into the water, do not dig the soil, etc., and indirect conservation, including natural dependency. By nature, such as forests, etc., is a place to practice meditation. To analyze the role of environmental protection in the Buddhist philosophy of Theravada Buddhist monks in Thailand. The principle of economical use is not superfluous. With minimal emphasis on destruction but most beneficial. To eliminate the problem of rotten water, air pollution and the problems of forest resource destruction of the environment. If the environment is in balance. Natural brightness all human beings and all living things will support and contribute together.
หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 336 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่า เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3.การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 คือ การบังคับบัญชา การวางแผนการ ควบคุมงาน การจัดองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถทำนายการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้ร้อยละ77.6 และเขียนในรูปของสมการทำนายคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 จำนวน 56 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 336 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่า เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3.การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 คือ การบังคับบัญชา การวางแผนการ ควบคุมงาน การจัดองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถทำนายการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้ร้อยละ77.6 และเขียนในรูปของสมการทำนายคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)
The objectives of this research were ; 1) to study administration levels of school administrators, 2) to study levels of the learning organization, and 3) to study admi-nistration of school administrators affecting to the learning organization under Office of Secondary Educational Service Area 9. The data were collected by questionnaires from 336 samples in 56 schools under Office of Secondary Educational Service Area 9, and then analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation and the multiple regression equation. The results of the research were as follows: 1. The administration level of administrators in the schools under Office of Secondary Educational Service Area 9 was at a high level overall. 2. The level of learning organization of the schools under Office of Secon-dary Educational Service Area 9 was at a high level overall. 3. The administrator’s administration affecting the learning organization of the schools under Office of Secondary Educational Service Area 9 was on commanding, work control planning, and organization management with a statistical significance level at 0.01, and it could predict the learning organization at 77.6 per cent. It could be written in equations for multiple regression analysis in the form of a standard score as follows: Z┴^y = .306 (Zx3) + .231 (Zx1) + .264 (Zx5) + .216 (Zx2)