Search results

1,878 results in 0.04s

หนังสือ

    การศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 73 แห่ง จำแนกเป็นสถานศึกษาระดับประถมศึกษาแต่ละเขตโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified style Sampling) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา/รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 361 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.96 และคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ 2. คุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัดสำนักการ ศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ มาตรฐานที่ 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีสุขภาพที่ดีและมีสุนทรียภาพ และมาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล ตามลำดับ 3. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 29.50 (R2 = 0.295) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมการทำนายได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
การศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 73 แห่ง จำแนกเป็นสถานศึกษาระดับประถมศึกษาแต่ละเขตโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified style Sampling) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา/รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 361 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.96 และคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้ค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ 2. คุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือสังกัดสำนักการ ศึกษา กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ มาตรฐานที่ 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีสุขภาพที่ดีและมีสุนทรียภาพ และมาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล ตามลำดับ 3. การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา กลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 29.50 (R2 = 0.295) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมการทำนายได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂y = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
The objectives of the study were; 1) to study academic administration of primary school administrators in North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration, 2) to study the quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration, and 3) to study academic administration of school administrators affecting the quality of students in the primary schools, North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration. The samples were 73 schools under North Krungthon Group, Department of Education Bangkok Metropolitan Administration. The data were collected by questionnaires regarding the academic administration of school administrator and quality of students from361 respondents consisting of school directors/deputy directors, heads of divisions and teacher. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and stepwise multiple regression analysis. The results of research were found that 1. The academic administration of primary school administrator in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration, was at a high level totally. The average score ranked from the highest to the lowest started with Learning management, followed by Research for improving the quality of education, and Educational quality assurance and academic work respectively. 2. The quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration, was at a high level in total and in aspects. The highest level was on Standard 2: learners have morals, ethics and desirable values, followed by Standard 1: learners have good health and aesthetics, and Standard 4: learners have ability to think systematically, think creatively, and solve problems reasonably. 3. The academic administration of school administrator affected the quality of primary school students in North Krungthon Group, Department of Education, Bangkok Metropolitan Administration with statistically significant figure at 0.01 in curriculum management and educational quality assurance with prediction coefficient value at 29.50 (R2 = 0.295). It could be written in regression equation analysis as follows: Raw Score Equation Y ̂ = 2.010+ 0.252(AT) + 0.236(FT) (R2 = 0.295) Standard Equation Z ̂y = = 0.354 (ZFT) + 0.360 (ZAT) (R2 = 0.295)
หนังสือ

หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุปะสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) แล้วกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างาน/ฝ่าย และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 336 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะการบริหารของผู้บริหาร และการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 มาวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยภาพรวมและรายด้าน ได้ค่าความเชื่อมั่นทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.88 และการหาค่าความเชื่อมั่นการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. ทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านความคิดรวบยอด และทักษะด้านการศึกษาและการสอน ตามลำดับ 2. การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านข้อมูล ด้านสารสนเทศ และด้านการประมวลผล ตามลำดับ 3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่ส่งผล คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.00 (R2 = 0.550) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมาการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุปะสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 3) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 56 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) แล้วกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างาน/ฝ่าย และครูผู้สอน รวมทั้งหมด 336 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะการบริหารของผู้บริหาร และการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 มาวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยภาพรวมและรายด้าน ได้ค่าความเชื่อมั่นทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.88 และการหาค่าความเชื่อมั่นการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เท่ากับ 0.97 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า : 1. ทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านความคิดรวบยอด และทักษะด้านการศึกษาและการสอน ตามลำดับ 2. การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านข้อมูล ด้านสารสนเทศ และด้านการประมวลผล ตามลำดับ 3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารส่งผลต่อการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่ส่งผล คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.00 (R2 = 0.550) สามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของสมาการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการคะแนนดิบ = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด) สมการคะแนนมาตรฐาน = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (ทักษะด้านความคิดรวบยอด)
The objectives of this research were: 1) to study administrative skills of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1, 2) to study information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1, and 3) to study administrative skills of school administrators affecting information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1. The data were collected through questionnaires from 336 samples consisting of directors, deputy directors, division heads and teachers in 56 schools under Office of Secondary Educational Service Area 1, and then analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The results of the study found that: 1. The administrative skills in 5 aspects of school administrators under Office of Secondary Educational Service Area 1 were at a high level overall and in aspects. The highest level was on thinking skills, followed by human skills, technical skills, concept learning skills, and skills in education and teaching respectively. 2. The information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 in 4 aspects was at a high level in total and in aspect. The highest level started at filing, followed by information technology, and processing respectively. 3. The administrative skills of school administrators affected information system management in schools under Office of Secondary Educational Service Area 1 with a statistically significant figure at .01 on concept learning skills with predictive coefficient value at 55.00 (R2 = 0.550). It could be written in predictive patterns as follows: Raw score equation = 1.511 + 0.616 (ET) (R2 = 0.550) (Concept learning skills) Standard score equation = 0.742 (ZET) (R2 = 0.550) (Concept learning skills)
หนังสือ

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศ อายุ ประเภทวิชา ระดับชั้นปี ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One–Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD.(Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้สัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ย 3.34 2) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีค่าเฉลี่ย 3.18 3) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.79 และ 4 ) ด้านการชุมนุมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.54 ตามลำดับ (2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาครที่มีประเภทวิชา และระดับชั้นปีต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศและอายุต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า 1) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ควรติดตามข่าวสารทางการเมืองในส่วนของข้อมูลที่มีความสำคัญ และมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ข่าวสารจากทางราชการ 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง ควรเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ทางการเมืองเพราะการรณรงค์ทางการเมืองเป็นกิจกรรมขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 3) ด้านการร่วมชุมนุมทางการเมือง ควรเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น 4) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง ควรใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้งที่สามารถกระทำได้ และควรให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อแสดงให้เห็นว่านักศึกษาเป็นผู้รู้หน้าที่ และรักษาสิทธิที่ตนเองมีตามวิถีทางแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศ อายุ ประเภทวิชา ระดับชั้นปี ที่แตกต่างกัน (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One–Way ANOVA/F–test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการ LSD.(Least Significant Difference) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้สัมภาษณ์จากผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ย 3.34 2) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีค่าเฉลี่ย 3.18 3) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.79 และ 4 ) ด้านการชุมนุมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย 2.54 ตามลำดับ (2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาครที่มีประเภทวิชา และระดับชั้นปีต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยรวมทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีเพศและอายุต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า 1) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ควรติดตามข่าวสารทางการเมืองในส่วนของข้อมูลที่มีความสำคัญ และมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ข่าวสารจากทางราชการ 2) ด้านการรณรงค์ทางการเมือง ควรเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ทางการเมืองเพราะการรณรงค์ทางการเมืองเป็นกิจกรรมขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 3) ด้านการร่วมชุมนุมทางการเมือง ควรเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์โดยจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น 4) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง ควรใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้งที่สามารถกระทำได้ และควรให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อแสดงให้เห็นว่านักศึกษาเป็นผู้รู้หน้าที่ และรักษาสิทธิที่ตนเองมีตามวิถีทางแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
This thesis has the following objectives: (1) to study the level of political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province, (2) to compare the level of political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province based on their gender, age, subject major, and year in study, and (3) to propose development guidelines for political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province. The data were collected by questionnaires from 274 samples and analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test (Independent Sample) and F-test (OneWay ANOVA). In case, there were significant different levels, LSD (Least Significant Difference) was used. The qualitative data were collected by in-depth interviews with 5 school administrators obtained by purposive selection. The findings indicated that: 1. The political participation of students in vocational schools in Samutsakhon Province was at a moderate level overall. The level could be ranged from the highest to the lowest level as follows: Political Voting 3.34, Political News Tracking 3.18, Political Campaign 2.79, and Political Congregation 2.54 respectively. 2. The students in vocational schools in Samutsakhon province with different subject majors and years in study had political participation differently with a significantly different statistic figure at the 0.05 level. While the students having different genders and ages, did not have different level of political participation. 3. Guidelines for promoting political participation of students in vocational schools in Samutsakhon province were found that; 1) The students should follow important political news through reliable sources such as government news, 2) Political Campaign is the political activity in which everyone should take part, 3) Political Congregation must comply with the constitutional requirements and must not cause trouble to others, and 4) In election voting, the students should vote on every election and realize the importance of election in order to indicate that they understand their political role and rights.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง 2) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและจริยธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมของนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบศึกษาค้นคว้าเอกสาร จากวรรณกรรมมหาภารตะ เอกสารวิชาการ รวมทั้งเอกสารอื่นๆ อันเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการเชิงบรรยายแล้วนำข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์มานำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง จริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยการขัดเกลาทางสังคม ผ่านกฎเกณฑ์ กฎหมายจารีตปะเพณี ค่านิยมของสัคม ความประพฤติที่ถูกหล่อหลอมด้วยการศึกษาจาก หลักศีลธรรม หลักปรัชญา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของตนเองและประโยชน์สุดต่อตนเอง สังคมและประเทศชาตินอกจากนี้จริยธรรมนั้น ยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อเลือกประพฤติปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความถูกต้องเหมาะสมดีงาม มีลักษณะที่สังคมนั้นพึงประสงค์ก่ อให้เกิดความสงบสุข เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ เหนือสิ่งอื่นใดจริยธรรมนั้นสิ่งที่แสดงออกถึงความยอมรับนับถือคนในสังคมซึ่งทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ 2) จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณกรรมมหาภารตะ พบว่า วรรณกรรมมหาภารตะเป็นเรื่องราวระหว่างตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซึ่งสืบสายโลหิตเดียวกัน ฝ่ายปาณฑพ ประกอบด้วยพี่น้อง 5 คน ฝ่ายเการพ ประกอบด้วยเหล่าพี่น้อง ทั้ง 100 คน ความขัดแย้งของสองตระกูลนี้ ได้สั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ตั้งแต่การทะเลาะเบาะแว้งกันตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งนั้นขยายตัวไปสู่เครือญาติและพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย จนไม่สามารถยุติลงได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่าย ได้ทำการรวบรวมพันธมิตรไพร่พล กองทัพ มาเผชิญหน้ากันและได้ทําสงครามกันที่ทุ่งราบกุรุเกษตร ใกล้แม่น้ำยมุนา เป็นเวลา 18 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายปาณฑพ 3) จากการศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะพบว่าในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องหลักการของการเป็นนักปกครอง โดยมีการกล่าวถึง ส่วนในเรื่องจริยธรรมในตัวของนักปกครองนั้นผู้วิจัยพบว่านักปกครองในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นได้ให้ความสำคัญต่อการทำหน้าที่ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกตัญญู ความสามารถในการจูงใจคน การรู้จักใช้บุคคลความเชี่ยววชาญในการรบ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่หน้าปกครองผู้ปกครองนั้นต้องนำไปประพฤติปฏิบัติซึ่งเป็นหลักของนักปกครองที่ที่กล่าวมานี้สามารถใช้ในปัจจุบันได้
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง 2) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและจริยธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมของนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบศึกษาค้นคว้าเอกสาร จากวรรณกรรมมหาภารตะ เอกสารวิชาการ รวมทั้งเอกสารอื่นๆ อันเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการเชิงบรรยายแล้วนำข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์มานำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับจริยธรรมของนักปกครอง จริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยการขัดเกลาทางสังคม ผ่านกฎเกณฑ์ กฎหมายจารีตปะเพณี ค่านิยมของสัคม ความประพฤติที่ถูกหล่อหลอมด้วยการศึกษาจาก หลักศีลธรรม หลักปรัชญา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของตนเองและประโยชน์สุดต่อตนเอง สังคมและประเทศชาตินอกจากนี้จริยธรรมนั้น ยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อเลือกประพฤติปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความถูกต้องเหมาะสมดีงาม มีลักษณะที่สังคมนั้นพึงประสงค์ก่ อให้เกิดความสงบสุข เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ เหนือสิ่งอื่นใดจริยธรรมนั้นสิ่งที่แสดงออกถึงความยอมรับนับถือคนในสังคมซึ่งทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ 2) จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณกรรมมหาภารตะ พบว่า วรรณกรรมมหาภารตะเป็นเรื่องราวระหว่างตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซึ่งสืบสายโลหิตเดียวกัน ฝ่ายปาณฑพ ประกอบด้วยพี่น้อง 5 คน ฝ่ายเการพ ประกอบด้วยเหล่าพี่น้อง ทั้ง 100 คน ความขัดแย้งของสองตระกูลนี้ ได้สั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ตั้งแต่การทะเลาะเบาะแว้งกันตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งนั้นขยายตัวไปสู่เครือญาติและพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย จนไม่สามารถยุติลงได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่าย ได้ทำการรวบรวมพันธมิตรไพร่พล กองทัพ มาเผชิญหน้ากันและได้ทําสงครามกันที่ทุ่งราบกุรุเกษตร ใกล้แม่น้ำยมุนา เป็นเวลา 18 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายปาณฑพ 3) จากการศึกษาวิเคราะห์จริยธรรมนักปกครองที่ปรากฏในวรรณกรรมมหาภารตะพบว่าในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องหลักการของการเป็นนักปกครอง โดยมีการกล่าวถึง ส่วนในเรื่องจริยธรรมในตัวของนักปกครองนั้นผู้วิจัยพบว่านักปกครองในวรรณกรรมมหาภารตะนั้นได้ให้ความสำคัญต่อการทำหน้าที่ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกตัญญู ความสามารถในการจูงใจคน การรู้จักใช้บุคคลความเชี่ยววชาญในการรบ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่หน้าปกครองผู้ปกครองนั้นต้องนำไปประพฤติปฏิบัติซึ่งเป็นหลักของนักปกครองที่ที่กล่าวมานี้สามารถใช้ในปัจจุบันได้
The objectives of this thesis paper were as follows: 1) to study the concepts and theories of ethics of the rulers, 2) to study the background and ethics in Mahabharata epic, and 3) to analyze the advantage and value of ethics of rulers in Mahabharata epic. The data of this qualitative research were collected from Mahabharata epic, academic documents and others concerned documents. The data were analyzed, classified and presented in a descriptive method. The results of the research were found as follows: 1) The concepts and theories based on ethics of the rulers were set in the mankind by nature and needed to be developed by behavioral conditions through socialization, regulations, laws, traditions, cultures, and social values by learning in morality and philosophy with the purpose of oneself happiness and social advantages. Moreover, the ethics can be used in decision to do the right things needed by society for the benefit by oneself, others and society. Above all, the ethics can be expressed by acceptance of people in society as the ways of life and happy life. 2) The Mahabharata literature is a struggle story between two groups of cousins, Kaurava and Pandava princes. Both sides share the same blood. The Pandavas have five siblings, while the Kaurava faction has 100 brothers and sisters. The conflict of these two families has accumulated since childhood and become more intense when they grew up .Their conflicts spread to their relatives and allies. Since the conflicts could not be solved both families gathered allies, armies and troops for the battle at Kurukshetra near the Yamuna River for 18 days. The battle destroyed countless lives of the people of both sides and the battle ended with the victory of the Pandavas. 3) The benefits and ethical values of the rulers appeared in the Mahabharata consisted of the principles of being a ruler. The rulers in the Mahabharata literature paid attention to the duty sacrifice, honesty, ethical courage, gratitude, ability to motivate people, knowing the right man in the right job, having combat skills, and being humble that the rulers could apply in their duty performance today.