Search results

2,006 results in 0.05s

หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตทั่วไป 2) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทและ 3) วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560–มิถุนายน 2561 ผลการวิจัยพบว่า: การดำเนินชีวิตทั่วไป พบว่า เป็นการใช้ชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ ตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น ท่ามกลางและระดับสูง เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท่าที่มนุษย์จะขึ้นได้ถึงได้ ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เมื่อดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมจะทำให้มีความเมตตากรุณาความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เลี้ยงชีพในทางที่สุจริต รู้จักควบคุมตนเองไม่หลงใหลในกามคุณ 5 มีความซื่อตรง และรู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขสงบในการดำเนินชีวิต วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เบญจธรรม หรือกัลยาณธรรม 5 เป็นธรรมของคนดี หมายถึง ธรรมของคนดี 5 ประการ ทั้งศีล 5 และกัลยาณธรรม 5 ประการนี้ เป็นของคู่กัน จึงเรียกว่า ศีลธรรม กล่าวคือ ศีล เป็นข้อห้าม คือ ห้ามทำ ห้ามล่วงละเมิด ส่วนกัลยาณธรรม เป็นข้ออนุญาตให้ทำ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วจะเกิดผลดีแก่ผู้ปฏิบัติ ทุกคน ได้แก่ ศีล 5 หรือเบญจศีลสำหรับทุกคน
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตทั่วไป 2) เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาทและ 3) วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2560–มิถุนายน 2561 ผลการวิจัยพบว่า: การดำเนินชีวิตทั่วไป พบว่า เป็นการใช้ชีวิตตามแนวทางพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ ตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น ท่ามกลางและระดับสูง เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท่าที่มนุษย์จะขึ้นได้ถึงได้ ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เมื่อดำเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรมจะทำให้มีความเมตตากรุณาความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เลี้ยงชีพในทางที่สุจริต รู้จักควบคุมตนเองไม่หลงใหลในกามคุณ 5 มีความซื่อตรง และรู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขสงบในการดำเนินชีวิต วิเคราะห์การดำเนินชีวิตด้วยเบญจธรรมตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า เบญจธรรม หรือกัลยาณธรรม 5 เป็นธรรมของคนดี หมายถึง ธรรมของคนดี 5 ประการ ทั้งศีล 5 และกัลยาณธรรม 5 ประการนี้ เป็นของคู่กัน จึงเรียกว่า ศีลธรรม กล่าวคือ ศีล เป็นข้อห้าม คือ ห้ามทำ ห้ามล่วงละเมิด ส่วนกัลยาณธรรม เป็นข้ออนุญาตให้ทำ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วจะเกิดผลดีแก่ผู้ปฏิบัติ ทุกคน ได้แก่ ศีล 5 หรือเบญจศีลสำหรับทุกคน
The thesis served its specific purposes: 1) to study a way of leading one’s life in general, 2) to examine the way of leading one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy, and 3) to analyze the way as such. As the documentary research, it was derived from the qualitative methodology. Data were studied out of The Tipitaka, commentaries, books and relevant research undertakings, collected between October B.E. 2560 and June B.E. 2561. Results of the research have found the following findings. Leading one’s life in general has passing their lifestyle following guidelines on criteria of Buddhist morality. These criteria were founded by the Buddha to set standards of human behaviours in the order of the onset, middle to the advanced level, in order to let human beings lead their decent lives according to their ideals as far as human being can reach and access, to have them become a complete human being, with excellent wisdom and the complete bliss. Leading the way of one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy has found that leading one’s life as such let them have loving kindness and mercy towards others, earning their honest living, being well aware of controlling themselves, not indulging in five sexual pleasures, having honesty, and perceiving what should be done and what ought not. As such, they will result in making actors happy and peaceful to leading their own lives. Results of analyzing leading the of one’s life with five ennobling virtues in Theravada Buddhist philosophy has proven that five ennobling virtues are attributes of decent followers. Both five ennobling virtues and five precepts are dual-related. As a consequence, both are literally called ‘precepts (sila) and teachings (dharma)’. Buddhist precepts are commands; do not act, do not abuse, whereas teachings are suggestions; should act, ought to be introduced to practise. Certainly, both commands and suggestions yield good results to everyone.
หนังสือ

    การวิจัยเรื่อง วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิกายวัชรยาน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสง์ 1) เพื่อศึกษาหลักคำสอนในนิกายวัชรยาน 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติตามแนวตันตระในนิการวัชรยาน 3) เพื่อวิเคราะห์วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิการวัชรยาน ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักคำสอนในนิกายวัชรยาน พบว่าคำสอนในพุทธศาสนาวัชรยานไม่ว่าจะเป็นหลักพระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎกไม่ได้มีความแตกต่างไปจากพระพุทธศาสนาเถรวาทแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ฝ่ายเถรวาทมี ฝ่ายวัชรยานก็มีเช่นกัน คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระพุทธศาสนาวัชรยานเกือบจะเป็นหนึ่งเดียว ในบรรดาพระพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบันที่ยังรักษาสมบัติอันมีค่ายิ่งแห่งตันตระประเพณีของพระพุทธศาสนาจากอินเดียไว้ได้ทั้งหมด ตันตระยานปรากฏขึ้นในช่วงสามของชีวิตพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ซึ่งเน้นที่ตันตระวิธีและมันตระยาน นับเป็นมิติพิเศษที่รับรู้ทางรหัสนัยของวัชรยาน คือเน้นที่การปฏิบัติธรรมโดยพื้นฐานว่า พระพุทธเจ้าปรากฏพระองค์กับโยคาวจารอย่างเป็นจริงเป็นจริง ณ ขณะปฏิบัติธรรมนั้น นับเป็นวิธีที่สั่งสอนให้เข้าถึงพุทธภาวะในชาตินี้ หาไม่ก็ภายในอีกไม่กี่ชาติข้างหน้า นับเป็นการเร่งโพธิสัตว์มรรคาของวัชรยาน ที่ผู้ปฏิบัติธรรมอธิษฐานให้ความเป็นสามัญมนุษย์เข้าถึงพุทธภาวะ 2. การปฏิบัติตามแนวตันตระในนิกายวัชรยานพบว่าตันตระแม้จะมีเหตุผลนำไปสู่ความเชื่อและข้อปฏิบัติหลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏในพระพุทธศาสนา หลาย ๆ อย่างเอื้อต่อความเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นของการละเมิดศีล (ดื่มน้ำเมา) การให้ความสำคัญกับเรื่องเพศ ตลอดจนการยอมรับให้พระชินพุทธเจ้าตลอดจนเทพทั้งหลายมีสัญลักษณ์ภาคคู่ที่เรียกว่า ศักติหรือเทวี ภาพพระชินพุทธเจ้ากำลังโอบกอดเทวีของพระองค์ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในงานศิลปะทิเบต แม้แต่ในมณฑลบ่อยครั้งที่เราจะเห็นภาพเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นการศึกษาการปฏิบัติตันตระ เข้าใจจำเป็นที่เราจะต้องศึกษาความเชื่ออันแฝงอยู่ในสัญลักษณ์เหล่านั้นด้วย เป้าหมายของการปฏิบัติตันตระในเบื้องต้นมุ่งหวังเพื่อที่จะดึงความศรัทธาของประชาชนที่ส่วนใหญ่หันไปให้ความเคารพนับถือวิธีการของฮินดูตันตระให้กลับมานับถือพุทธศาสนาเหมือนเดิม แต่เป้าหมายหลักก็คือการนําเสนอหลักการใหม่เพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าเดิม หากมองผิวเผินอาจดูว่ามีความแปลกประหลาด แต่ถ้าเข้าไปศึกษาการปฏิบัติของตันตระแล้วจะเห็นว่ายังคงมุ่งตรงสู่ความหลุดพ้น เหมือนกับนิกายอื่น ๆ เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ดูต่างกัน 3. วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิกายวัชรยานพุทธศาสนิกชนชาวพุทธวัชรยานต่างมีวิถีชีวิตที่ยึดมั่นในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน วิถีชีวิตประจำวันของชาวพุทธวัชรยานจึงมีศาสนาเป็นเครื่องนำทาง ในทุก ๆ วันแทบทุกคนล้วนต้องมีพิธีกรรมทางตันตระเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เช้าก่อนออกจากบ้าน ระหว่างทางเดินจนถึงที่ทำงาน ชาวพุทธวัชรยานบางคนจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนาทั้งเวลายืน เดิน นั่ง นอน ด้วยการท่องมนต์ ทำสมาธิ นับลูกประคำและการแกว่งหรือหมุนกงล้อมนตรา จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมประจำชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
การวิจัยเรื่อง วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิกายวัชรยาน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสง์ 1) เพื่อศึกษาหลักคำสอนในนิกายวัชรยาน 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติตามแนวตันตระในนิการวัชรยาน 3) เพื่อวิเคราะห์วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิการวัชรยาน ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักคำสอนในนิกายวัชรยาน พบว่าคำสอนในพุทธศาสนาวัชรยานไม่ว่าจะเป็นหลักพระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎกไม่ได้มีความแตกต่างไปจากพระพุทธศาสนาเถรวาทแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ฝ่ายเถรวาทมี ฝ่ายวัชรยานก็มีเช่นกัน คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระพุทธศาสนาวัชรยานเกือบจะเป็นหนึ่งเดียว ในบรรดาพระพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบันที่ยังรักษาสมบัติอันมีค่ายิ่งแห่งตันตระประเพณีของพระพุทธศาสนาจากอินเดียไว้ได้ทั้งหมด ตันตระยานปรากฏขึ้นในช่วงสามของชีวิตพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ซึ่งเน้นที่ตันตระวิธีและมันตระยาน นับเป็นมิติพิเศษที่รับรู้ทางรหัสนัยของวัชรยาน คือเน้นที่การปฏิบัติธรรมโดยพื้นฐานว่า พระพุทธเจ้าปรากฏพระองค์กับโยคาวจารอย่างเป็นจริงเป็นจริง ณ ขณะปฏิบัติธรรมนั้น นับเป็นวิธีที่สั่งสอนให้เข้าถึงพุทธภาวะในชาตินี้ หาไม่ก็ภายในอีกไม่กี่ชาติข้างหน้า นับเป็นการเร่งโพธิสัตว์มรรคาของวัชรยาน ที่ผู้ปฏิบัติธรรมอธิษฐานให้ความเป็นสามัญมนุษย์เข้าถึงพุทธภาวะ 2. การปฏิบัติตามแนวตันตระในนิกายวัชรยานพบว่าตันตระแม้จะมีเหตุผลนำไปสู่ความเชื่อและข้อปฏิบัติหลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏในพระพุทธศาสนา หลาย ๆ อย่างเอื้อต่อความเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นของการละเมิดศีล (ดื่มน้ำเมา) การให้ความสำคัญกับเรื่องเพศ ตลอดจนการยอมรับให้พระชินพุทธเจ้าตลอดจนเทพทั้งหลายมีสัญลักษณ์ภาคคู่ที่เรียกว่า ศักติหรือเทวี ภาพพระชินพุทธเจ้ากำลังโอบกอดเทวีของพระองค์ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในงานศิลปะทิเบต แม้แต่ในมณฑลบ่อยครั้งที่เราจะเห็นภาพเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นการศึกษาการปฏิบัติตันตระ เข้าใจจำเป็นที่เราจะต้องศึกษาความเชื่ออันแฝงอยู่ในสัญลักษณ์เหล่านั้นด้วย เป้าหมายของการปฏิบัติตันตระในเบื้องต้นมุ่งหวังเพื่อที่จะดึงความศรัทธาของประชาชนที่ส่วนใหญ่หันไปให้ความเคารพนับถือวิธีการของฮินดูตันตระให้กลับมานับถือพุทธศาสนาเหมือนเดิม แต่เป้าหมายหลักก็คือการนําเสนอหลักการใหม่เพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าเดิม หากมองผิวเผินอาจดูว่ามีความแปลกประหลาด แต่ถ้าเข้าไปศึกษาการปฏิบัติของตันตระแล้วจะเห็นว่ายังคงมุ่งตรงสู่ความหลุดพ้น เหมือนกับนิกายอื่น ๆ เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ดูต่างกัน 3. วิถีชีวิตตามแนวตันตระในนิกายวัชรยานพุทธศาสนิกชนชาวพุทธวัชรยานต่างมีวิถีชีวิตที่ยึดมั่นในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน วิถีชีวิตประจำวันของชาวพุทธวัชรยานจึงมีศาสนาเป็นเครื่องนำทาง ในทุก ๆ วันแทบทุกคนล้วนต้องมีพิธีกรรมทางตันตระเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เช้าก่อนออกจากบ้าน ระหว่างทางเดินจนถึงที่ทำงาน ชาวพุทธวัชรยานบางคนจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนาทั้งเวลายืน เดิน นั่ง นอน ด้วยการท่องมนต์ ทำสมาธิ นับลูกประคำและการแกว่งหรือหมุนกงล้อมนตรา จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมประจำชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
This study is an analysis ofThe Way of Life According to Trantra Tradition in Vajrayana Buddhism. This study is qualitative research which aims of study about 1) To study the teaching of Vajrayana Buddhism, 2) To study the Tantra practices according to Vajranaya tradition and 3) To analyze the way of life according to the tantra tradition in Vajrayana Buddhism. The study shows that 1. Inrespect of Vajrayana teaching, Vajrayana followers view their school as not different from Theravada in terms of sharing the monastic codes (Vinaya), discourses (Sutta), and the higher doctrine (Abhidhamma). In addition, It can be said that Vajrayana has its own identity that can preserve the knowledge on Tantra transmitted from India. The esoteric practice of Vajrayana focuses on many aspects such as the Buddhas can reveal their bodies to the practitioners in meditation, while the enlightenment can also be reached in this very life. In consequence, the way of Bodhisattva can be accelerated, in which the practitioners can have determination to attain the Buddha-hood in the form of human beings. 2. Regarding the guideline of Vajranaya, various practices such as drinking alcohol, sexual conduct, and the acceptance of Buddha in the forms of deities (the Buddha embracing his spouse for example), can be assumed as irrational and distorted based on the Theravada idea. In fact, the purpose of Tantra practice is aimed to attract people who are interested in Hindu Tantra to Buddhism. However, according to the Buddhist Tanta in Vajrayana, though this kind of practice is odd, but it is the direct way to enlightenment, which is claimed to be faster and easier than the practices of other schools. Therefore, it still focuses on enlightenment, though the way is different, as can be found in other Buddhist schools. 3. In terms of the way of life according to Vajranaya, Vajranaya followers live their lives on the Vajranaya’s way. They practice Vajranaya in daily life, from waking to sleeping, including the time when they go to work. The rituals can be performed in the positions of standing, walking, sitting, and laying down, by chanting, meditating, counting the Mala, as well as turning around the mantra bells and prayer wheel. These practices ultimately become their culture and identity.
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ๒) เพื่อศึกษาหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ๓) เพื่อเปรียบเทียบหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับระบอบการปกครองประชาธิปไตย งานวิจัยฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ๑) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ประกอบด้วย ๑. หลักธรรมในการปกครอง ได้แก่ หลักราชสังคหวัตถุ หลักสาราณียธรรม หลักนิติธรรม หลักจักรวรรดิวัตร หลักทศพิธราชธรรม หลักอปริหานิยธรรม หลักอคติ ๔ และหลักพรหมวิหาร ๒. หลักคุณธรรมของผู้ปกครอง ประกอบด้วย หลักโสภณธรรม หลักพหุปการธรรม หลักโลกปาลธรรม หลักสิกขาบุพพภาคธรรม หลักอุปัญญาตธรรม และหลักอัปปมาทธรรม และพระพุทธศาสนามีหลักเสียงข้างมาก คือ ใช้เสียงข้างมาก เป็นเกณฑ์ตัดสิน เรียกว่า วิธีเยภุยยสิกา การตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ฝ่ายใดได้รับเสียงข้างมากสนับสนุน ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ ๒) หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน หรือของคนส่วนมาก หรือการยึดมั่นต่อหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากและให้ความสำคัญแก่เสียงข้างน้อย หลักการของความเสมอภาคทางการเมือง หรือ ความเสมอภาคโดยกฎหมายของประชาชนในประเทศนั้น หลักของสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งการพูด การพิมพ์ การเขียน และการรวมกลุ่ม ซึ่งจะต้องได้รับการคุ้มครอง หรือปกป้องจากกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน และหลักของความเป็นภราดรภาพของคนในสังคม ๓) เปรียบเทียบหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับระบอบประชาธิปไตย โดยยึดหลักพระพุทธศาสนากับหลักระบอบประชาธิปไตยเป็นของประชาชน หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักการปกครองโดยกฎหมาย และหลักเสียงข้างมากนั้น โดยรวมหลักอำนาจอธิปไตย เป็นหลักยึดในใจของตน ถือเป็นหลักธรรมใหญ่ที่สามารถทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันได้ในสังคม นอกจากนี้ ศีล ๕ ยังเป็นมูลฐาน ให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย และสร้างความมีเมตตาต่อกันในสังคมด้วย ดังนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่คู่ควรแก่การนำไปปฏิบัติ ซึ่งบุคคลควรมีสิ่งเหล่านี้ประกอบ เพื่อส่งผลให้หลักการ วิธีการ กระบวนการบริหารในสังคมมีการพัฒนาไปในทางที่เจริญได้โดยง่าย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ๒) เพื่อศึกษาหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ๓) เพื่อเปรียบเทียบหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับระบอบการปกครองประชาธิปไตย งานวิจัยฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ๑) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ประกอบด้วย ๑. หลักธรรมในการปกครอง ได้แก่ หลักราชสังคหวัตถุ หลักสาราณียธรรม หลักนิติธรรม หลักจักรวรรดิวัตร หลักทศพิธราชธรรม หลักอปริหานิยธรรม หลักอคติ ๔ และหลักพรหมวิหาร ๒. หลักคุณธรรมของผู้ปกครอง ประกอบด้วย หลักโสภณธรรม หลักพหุปการธรรม หลักโลกปาลธรรม หลักสิกขาบุพพภาคธรรม หลักอุปัญญาตธรรม และหลักอัปปมาทธรรม และพระพุทธศาสนามีหลักเสียงข้างมาก คือ ใช้เสียงข้างมาก เป็นเกณฑ์ตัดสิน เรียกว่า วิธีเยภุยยสิกา การตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ฝ่ายใดได้รับเสียงข้างมากสนับสนุน ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ ๒) หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน หรือของคนส่วนมาก หรือการยึดมั่นต่อหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากและให้ความสำคัญแก่เสียงข้างน้อย หลักการของความเสมอภาคทางการเมือง หรือ ความเสมอภาคโดยกฎหมายของประชาชนในประเทศนั้น หลักของสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งการพูด การพิมพ์ การเขียน และการรวมกลุ่ม ซึ่งจะต้องได้รับการคุ้มครอง หรือปกป้องจากกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน และหลักของความเป็นภราดรภาพของคนในสังคม ๓) เปรียบเทียบหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับระบอบประชาธิปไตย โดยยึดหลักพระพุทธศาสนากับหลักระบอบประชาธิปไตยเป็นของประชาชน หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักการปกครองโดยกฎหมาย และหลักเสียงข้างมากนั้น โดยรวมหลักอำนาจอธิปไตย เป็นหลักยึดในใจของตน ถือเป็นหลักธรรมใหญ่ที่สามารถทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันได้ในสังคม นอกจากนี้ ศีล ๕ ยังเป็นมูลฐาน ให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย และสร้างความมีเมตตาต่อกันในสังคมด้วย ดังนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่คู่ควรแก่การนำไปปฏิบัติ ซึ่งบุคคลควรมีสิ่งเหล่านี้ประกอบ เพื่อส่งผลให้หลักการ วิธีการ กระบวนการบริหารในสังคมมีการพัฒนาไปในทางที่เจริญได้โดยง่าย
The objectives of this research are: 1) to study Buddhist principles relating to democracy, 2) to study the principles of democracy, and 3) to compare Buddhist principles and democratic sytem. The data of this qualitative documentary research were collected from the Tipitaka and related documents. The results of the research were found that: 1) Buddhist principles relating to democracy consist of; 1. Principles in government or administration are Rajasangahavatthu, Saraniyadhamma, Nitidhamma, Cakkavattidhamma, Dasabidharajadhamma, Aparihaniya dhamma, Agati and Brahmaviharadhamma, and 2.Moral principles of rulers or administrators are Sobhanadhamma, Bahupakaradhamma, Lokapala dhamma, Sikkhapubbabhagadhamma, Upannatadhamma and Appamadadhamma. Buddhism has a majority vote as a decision criterion called Yebhunnasika method. According to the majority vote, the party obtaining the majority support wins the game. 2) Demovratic principles emphasizes the sovereignty of the people or majority of people. It also adheres to the principle of majority rule and giving importance to the minority, the principle of political equality or equality by law of people in the country, principles of the natural freedoms of human beings, including speaking, typing, writing and assembling, which must be equally protected by law and the principles of brotherhood of people in society. 3) In the comparison of Buddhist principles and democratic sytem, Dharma principles in Buddhism, democratic principles, principles of liberty, principles of equality, rule of law, the majority principle, and the principle of sovereignty are the significant principle that enable people to coexist in society. Furthermore, the 5 precepts are also the foundation for democracy and create loving-kindness and compassion to each other in society. The Dhamma principles in Buddhism should be implemented and practiced in order to develop and mobilize principles, methods and processes in administration in society.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2556
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2556
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2557
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2556
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาสังคมวิทยา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2556
หนังสือ

    ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต 3. เพื่อวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีลักษณะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลักษณะการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมีลักษณะเป็นภูเขาสลับพื้นราบประกอบอาชีพทำไร่และปลูกผักนานาชนิดและเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้รับประทาน สถานที่สำคัญของชุมชนได้แก่ “หอแหย่” มีลักษณะคล้ายศาลาและมีบริเวณกว้าง สำหรับไว้ประกอบพิธีกรรมและการละเล่นต่างๆของชุมชน หลักพุทธปรัชญาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตของชนเผ่า ได้แก่ ศีล โดยเฉพาะศีล 5 ข้อที่เป็นหลักปฏิบัติต่อกันของคนในชุมชน สมาธิ คือการมุ่งมั่นแน่วแน่ในการประกอบอาชีพและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ปัญญา รู้และเข้าใจในการปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวที การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการปลูกฝังให้ชุมชนประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ทั้งทางด้านภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นต่อๆไป
ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต 3. เพื่อวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีลักษณะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลักษณะการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมีลักษณะเป็นภูเขาสลับพื้นราบประกอบอาชีพทำไร่และปลูกผักนานาชนิดและเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้รับประทาน สถานที่สำคัญของชุมชนได้แก่ “หอแหย่” มีลักษณะคล้ายศาลาและมีบริเวณกว้าง สำหรับไว้ประกอบพิธีกรรมและการละเล่นต่างๆของชุมชน หลักพุทธปรัชญาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตของชนเผ่า ได้แก่ ศีล โดยเฉพาะศีล 5 ข้อที่เป็นหลักปฏิบัติต่อกันของคนในชุมชน สมาธิ คือการมุ่งมั่นแน่วแน่ในการประกอบอาชีพและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ปัญญา รู้และเข้าใจในการปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวที การดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าลาหู่ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการปลูกฝังให้ชุมชนประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ทั้งทางด้านภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นต่อๆไป
The objectives of this research were: 1) to study the lifestyle of the Lahu tribe, 2) to study the principles of Theravada Buddhist philosophy about living a life, and 3) to analyze the lifestyle of the Lahu tribe according to Theravada Buddhist philosophy. The population in this research were 7community leaders and village scholars in Mae Suai district of Chiang Rai Province. The research results were found as follows: The Lahu people live together in group on the mountainous area. They work on farm, plant vegetables and raise animals for food. The sacred place in community is called “Ho Yae” similar to a pavillian with wide space for performing rituals and activies of the people in community. The significant principle of Buddhist philosophy in living a life of Lahu people is Sila or precept, especially the five precepts, for interaction with each other in community, Samadhi to focus on their career and preserving the tribal traditions and cultures, and Panna or wisdom to realize and understand the ancestors’ ways of life on the principle of gratitude. The lifestyle of Lahu people according to Theravada Buddhist philosophy is to implant the Buddhist practice and the ancestors’ ways of life to younger generations on tribal language, tradition, custom and culture.
หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร จำนวน 44 แห่ง เป็นหน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ผู้ให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 6 คน คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งสิ้น จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต (Athematic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การทดสอบสมมติฐาน ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน ด้านการพัฒนาและฝึกอบรม ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง และด้านการวางแผนอัตรากำลัง ตามลำดับ 2. การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความสัมพันธ์ของบุคลากรในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ด้านระบบการให้ผลตอบแทน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ด้านความสำเร็จในการทำงาน ตามลำดับ 3. การบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการวางแผนอัตรากำลังและด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนายได้ร้อยละ 29.0 (R^2 = .290) สามารถเขียนเป็นรูปสมการวิเคราะห์การถดถอย ได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y_tot = 2.273 + .262(X_1) + .233(X_5) (R^2 = .290) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂_y = .316(Z_x1) + .282(Z_x5) (R^2 = .290)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาการบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร จำนวน 44 แห่ง เป็นหน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ผู้ให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 6 คน คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งสิ้น จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต (Athematic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การทดสอบสมมติฐาน ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า: 1. การบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน ด้านการพัฒนาและฝึกอบรม ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง และด้านการวางแผนอัตรากำลัง ตามลำดับ 2. การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความสัมพันธ์ของบุคลากรในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ด้านระบบการให้ผลตอบแทน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ด้านความสำเร็จในการทำงาน ตามลำดับ 3. การบริหารงานบุคคลเชิงบูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการวางแผนอัตรากำลังและด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนายได้ร้อยละ 29.0 (R^2 = .290) สามารถเขียนเป็นรูปสมการวิเคราะห์การถดถอย ได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y_tot = 2.273 + .262(X_1) + .233(X_5) (R^2 = .290) สมการคะแนนมาตรฐาน Z ̂_y = .316(Z_x1) + .282(Z_x5) (R^2 = .290)
The purposes of this research were: 1) to study the integrative personnel management with Brahama Vihara Dhamma of school administrators in schools under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration, 2) to study the performance of teachers in schools under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration and, 3) to study the integrative personnel management with Brahama Vihara Dhamma of school administrators affecting to performance of teachers in schools under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration. The samples used as unit of analysis were selected from six informants as the directors of schools administrators, government teacher, teachers and educational personnel under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration of 44 schools totally number of 264 person. The research instruments used for data collection was a questionnaire. The statistics used in data analyzing were frequencies (Frequency), percent (Percentage), average (Mean), standard deviation (S.D.) and stepwise multiple regression analysis. The results of the research ware as follows: 1. The integrative personnel management with Brahama Vihara Dhamma of school administrators under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration in overall average was found as the ‘Most’ level by average from highest to lowest level that is the salary promotion, training and development, performance appraisal, recruitment and appointment, and human resource planning respectively. 2. The performance of teachers in schools under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration in overall average was found at a high level by average from highest to lowest level that is the influence employee organization relationships, advancement in the position and career, system of remuneration system, to be respected, the nature of the work performed, work environment, and success in work respectively. 3. The integrative personnel management with Brahama Vihara Dhamma of school administrators in the field human resource planning and salary promotion respectively influenced on; the performance of teachers in schools under the office of the Non-formal and Informal education Bangkok Metropolitan Administration was statistically significant at the 0.01 levels. The coefficient of prediction or power of prediction at 29.0 (R^2 = .290) and it can be written as a regression analysis equation as follows; The raw score Y ̂_tot = 2.273 + .262(X_1) + .233(X_5) (R^2 = .290) The standard equation Z ̂_y = .316(Z_x1) + .282(Z_x5) (R^2 = .290)
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์เรื่องเปรียบเทียบความจริงระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธปรัชญาเถรวาท มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความจริงในวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท 3.
วิทยานิพนธ์เรื่องเปรียบเทียบความจริงระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธปรัชญาเถรวาท มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความจริงในวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท 3.
เพื่อเปรียบเทียบความจริงระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธปรัชญาเถรวาท ผลของการวิจัย พบว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์มีวิวัฒนาการมาจากความสงสัยในปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ด้วยหลักการเช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์คือความรู้ในความสงสัยในธรรมชาติ มีมาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาอาศัยอยู่บนโลกนี้ แต่ตามที่มีหลักฐานทางวิชาการที่ปรากฏ ก็นับได้ว่าเริ่มต้นเมื่อราว 2,500 กว่าปี มาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มาสมัยกรีกรุ่งเรือง จนมาถึงสมัยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทางดาราศาสตร์ย้อนหลังไปจากการสังเกตปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ของเอกภพ สรุปได้ว่า ในความว่างเปล่าอันเป็นอนันต์มีพลังงานดั้งเดิมอยู่ แล้วมีวิวัฒนาการจากพลังงานมาเป็นเอกภพ จักรวาล และโลก ทำให้เกิดมีสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์รวมถึงมาเป็นมนุษย์ที่ทรงภูมิปัญญามากกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่น ต่อมาวิวัฒนาการของมนุษย์ทำให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ส่งสืบต่อมา จากความรู้ที่เป็นความจริงในช่วงเวลานั้นๆ ตราบที่ยังไม่มีความจริงอื่นมาหักล้างได้ จนในปัจจุบันที่เกิดทฤษฎีกลศาสตร์ฟิสิกส์สัมพัทธภาพ และทฤษฎีกลศาสตร์ฟิสิกส์ควอนตัม และประยุกต์มาเป็นทฤษฎีพลังงานจิต ที่ได้รวมเอาโครงสร้างพื้นฐานทางทฤษฎีทั้งสองดังกล่าวข้างต้น ที่ได้รวมเอาผู้สังเกตการณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของทฤษฎี เพื่อมาอธิบายพฤติกรรมของสภาวะทางควอนตัม ที่อยู่ในรูปของ อนุภาค-คลื่น ที่มีพฤติกรรมเหมือนจิตใจของมนุษย์ จึงสรุปได้ว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์มี 2 สิ่ง คือ หนึ่ง ผู้สังเกตการณ์, ผู้มีส่วนร่วม, ผู้เห็นเหตุการณ์ หรือ คือจิตใจของมนุษย์ สอง คือ ปรากฏการณ์ ความจริงทางพุทธปรัชญาเถรวาทมีวิวัฒนาการมาจากความอยากรู้ในวัฏฏะสงสารของพระพุทธเจ้าเมื่อประมาณ 2,500 ปี กว่ามาแล้ว อันเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของการเกิดขึ้นของศาสนา ที่มีเกิดขึ้นมาตั้งแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลก ตามความนิยามที่ว่ามนุษย์กลัวในความไม่รู้ แต่จากหลักฐานทางวิชาการที่ปรากฏในพระไตรปิฎก พบว่า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วทรงได้ประกาศและตั้งพระศาสนา มีพระสาวกในระดับต่างๆรู้แจ้งเห็นจริงตาม อันเป็นเครื่องยืนยันการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ว่ามนุษย์สามารถปฏิบัติได้ในชาตินี้ มีการเรียบเรียงจัดทำรวบรวมองค์ความรู้ในความจริงไว้ในพระไตรปิฎก มีการส่งต่อรักษาเพื่อคงความบริสุทธิ์ในคำสอนไว้ให้ได้มากและนานที่สุด จากการศึกษาพบว่าพระพุทธองค์ทรงใช้การปฏิบัติภาวนาทางจิต โดยทรงยึดหลักทางสายกลาง ทรงพิจารณาด้วยหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท แล้วจึงทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ สาวกที่รู้แจ้งตามเป็นไปได้หลากหลายเหตุปัจจัย และหลายหลักธรรมมิจำเป็นต้องเหมือนกันก็สามารถรู้แจ้งตามได้ การตรัสรู้หรือการบรรลุธรรมคือการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ จึงสรุปได้ว่าความจริงทางพุทธปรัชญาเถรวาทมี 2 สิ่ง คือ หนึ่ง ผู้รู้, ธาตุรู้ หรือ คือจิตใจของมนุษย์ สอง คือ สภาวะธรรม หรือ ธรรมธาตุ จากการศึกษาเปรียบเทียบความจริงระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า ความจริงทั้งสองศาสตร์มีความตรงกัน ต่างกันเพียงรูปแบบการอธิบายทางภาษาวิชาการ ดังนี้ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ มี 2 สิ่ง คือ หนึ่ง ผู้สังเกตการณ์, ผู้มีส่วนร่วม, สอง คือ ปรากฏการณ์ ส่วน ความจริงทางพุทธปรัชญาเถรวาท มี 2 สิ่ง คือ หนึ่ง ผู้รู้, ธาตุรู้ หรือ คือจิตใจของมนุษย์ สอง
คือ สภาวะธรรม หรือ ธรรมธาตุ
Thesis on a comparison facts in science and in Theravada Buddhist Philosophy It has 3 objectives: 1. to study the facts in science 2. to study the facts in Theravada Buddhist philosophy 3. to a comparison facts in science and in Theravada Buddhist Philosophy. The results of the research revealed that scientific facts have evolved from doubts about natural phenomena. With such a principle it can be said that science is the knowledge of nature's doubts. It has existed since human beings were born to live on this planet. But according to the academic evidence that appears It can be counted that it started at about more than 2,500 years have passed since ancient Greece. to the prosperous Greek era until the present day of science from the study of scientists who have studied astronomy dating back to observing the astronomical phenomena of the universe, it was concluded that in the infinite emptiness there exists primordial energy. Then evolved from energy to the universe, the universe and the world, resulting in the existence of both plants and animals as well as being human beings who are more intelligent than other animal species. Subsequently, human evolution has resulted in the creation of a body of knowledge that has been passed on. from the knowledge that was true at that time as long as there is no other truth to refute Until now, the theory of mechanics, physics, relativity. and the theory of quantum physics mechanics. and applied it to the theory of psychic energy that combines the above two theoretical infrastructures. that included the observer as an integral part of the theory. to explain the behavior of quantum states in the form of particles-waves that behaves like a human mind therefore, it can be concluded that there are two kinds of scientific truths: one is the observer, the participant, the eyewitness or the human mind; the second is the phenomenon. Over 2,500 years ago, it was part of the evolution of the emergence of religion. that have arisen since humans lived on earth by definition, humans are afraid of ignorance. But from the academic evidence that appears in the Tripitaka found that when he had enlightened, he proclaimed and established a religion. There are disciples of different levels, enlightened accordingly. Which confirms the Buddha's enlightenment that human beings can practice in this life It has been compiled and compiled to collect the body of knowledge in the truth in the Tripitaka. It has been passed on to preserve the purity of the teachings as much as possible for as long as possible. From the study, it was found that the Buddha used the practice of spiritual meditation. By adhering to the middle path his highness considered with the principle of supremacy and then he enlightened the four noble truths An enlightened disciple was possible for a variety of reasons. and many dharmas do not have to be the same, they can be enlightened accordingly. Enlightenment or enlightenment is access to the truth of nature. Thus, it can be concluded that there are two truths in Theravada Buddhist philosophy, namely, the one who knows, the knowledge element or the human mind, and the second is the dharma state or the dharma element. From a comparison facts in science and in Theravada Buddhist Philosophy, it was found that the truths of the two sciences were synonymous. The difference is only in the form of explanation in academic language as follows: Scientific truth has 2 things: one is an observer, participant, an eyewitness two is a phenomenon. One is the one who knows, the element knows or is the human mind; the second is the state of Dharma or the Dharma element.
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติโยคะ 8 ในปรัชญาโยคะ 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับการปฏิบัติโยคะ 8 ในปรัชญาโยคะ ข้อมูลเอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปผลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า : 1) กัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สมถกัมมัฏฐานกับวิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานหมายถึงที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต หรืออุบายหรือกลวิธีเหนี่ยวนำจิต สมถกัมมัฏฐาน คืออุบายหรือวิธีการที่ทำให้จิตเกิดความสงบเป็นสมาธิ สมถกัมมัฏฐาน 40 กอง แบ่งตามประเภทและการปฏิบัติได้เป็น 7 หมวดคือ กสิณ10 อสุภะ10 อนุสติ10 อัปปมัญญา 4 อรูป 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน ผลจากการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ทำให้เกิดองค์ฌาน 5 เมื่อฝึกปฏิบัติดี แล้วสามารถได้ถึงฌาน 5 และอภิญญา การปฏิบัติสมถกัมมมัฏฐานนั้น ควรฝึกโดยมีสัมมาทิฏฐิ 2) โยคะ 8 ในปรัชญาโยคะถือเป็นแบบแผนของโยคะที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โยคะสูตรที่ได้รวบรวมไว้ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว โดยท่านปตัญชลี ในการฝึกปฏิบัติโยคะนั้นก็จะมีการบริหารกายในท่าต่าง ๆ มีการเตรียมร่างกายก่อนฝึก การฝึกปฏิบัติโยคะนั้นก็มีทั้งประโยชน์และโทษ คือช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีความสมดุล บุคลิกภาพร่างกายดี มีสติ มีสมาธิ 3) ผลการศึกษาเปรียบเทียบพบว่า มีความคล้ายคลึงและความแตกต่าง 6 ด้านดังนี้ (1) ด้านความเป็นมา เกิดในฃมภูทวีปในเวลาใกล้กัน (2) เป้าหมาย เน้นความสงบของจิตใจ (3) ด้านประเภท สมถกัมมัฏฐานนั้น จะแยกประเภทตามวิธีที่ปฏิบัติ ที่เรียกว่า กัมมัฏฐาน 40 อย่าง ซึ่งจะมีมากว่าโยคะที่แยกประเภทตามสำนัก (4) ด้านการปฏิบัติ มีสมาธิ เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ ความแตกต่างคือ ในการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานนั้นส่วนมาก ท่าทางในการปฏิบัติใช้อิริยาบท 4 เป็นหลักจะเป็นการนั่ง หรือยืนเพื่อการสำรวมกาย ให้มีสติระลึกรู้ แต่ในการปฏิบัติโยคะนั้น จะมีท่าต่าง ๆ จะเป็นการกำหนดจิตไปในท่าต่าง ๆ ให้มีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา (5) ด้านผลของการปฏิบัติ ทำให้จิตใจสงบ เป็นกระบวนการที่ใช้พัฒนาจิตใจให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานนั้น จะเกิดขึ้นตามลำดับของการปฏิบัติแล้วจะมีผลเกิดขึ้นตามขั้นตอนของการเจริญสมถกัมมัฏฐาน แต่โยคะแล้วสมาธิ คือผลสูงสุดที่ได้จากการฝึกโยคะ เป็นการรวมกายและใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวเพื่อการหลุดพ้น (โมกขษะ) (6) ด้านประโยชน์และโทษ ทำให้สุขภาพทางร่างกาย และจิตใจดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ดีขึ้น ไม่ตกใจกลัว เพราะเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติขั้นสูงสุดต่อไป
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติโยคะ 8 ในปรัชญาโยคะ 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับการปฏิบัติโยคะ 8 ในปรัชญาโยคะ ข้อมูลเอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปผลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า : 1) กัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สมถกัมมัฏฐานกับวิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานหมายถึงที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต หรืออุบายหรือกลวิธีเหนี่ยวนำจิต สมถกัมมัฏฐาน คืออุบายหรือวิธีการที่ทำให้จิตเกิดความสงบเป็นสมาธิ สมถกัมมัฏฐาน 40 กอง แบ่งตามประเภทและการปฏิบัติได้เป็น 7 หมวดคือ กสิณ10 อสุภะ10 อนุสติ10 อัปปมัญญา 4 อรูป 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน ผลจากการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ทำให้เกิดองค์ฌาน 5 เมื่อฝึกปฏิบัติดี แล้วสามารถได้ถึงฌาน 5 และอภิญญา การปฏิบัติสมถกัมมมัฏฐานนั้น ควรฝึกโดยมีสัมมาทิฏฐิ 2) โยคะ 8 ในปรัชญาโยคะถือเป็นแบบแผนของโยคะที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โยคะสูตรที่ได้รวบรวมไว้ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว โดยท่านปตัญชลี ในการฝึกปฏิบัติโยคะนั้นก็จะมีการบริหารกายในท่าต่าง ๆ มีการเตรียมร่างกายก่อนฝึก การฝึกปฏิบัติโยคะนั้นก็มีทั้งประโยชน์และโทษ คือช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีความสมดุล บุคลิกภาพร่างกายดี มีสติ มีสมาธิ 3) ผลการศึกษาเปรียบเทียบพบว่า มีความคล้ายคลึงและความแตกต่าง 6 ด้านดังนี้ (1) ด้านความเป็นมา เกิดในฃมภูทวีปในเวลาใกล้กัน (2) เป้าหมาย เน้นความสงบของจิตใจ (3) ด้านประเภท สมถกัมมัฏฐานนั้น จะแยกประเภทตามวิธีที่ปฏิบัติ ที่เรียกว่า กัมมัฏฐาน 40 อย่าง ซึ่งจะมีมากว่าโยคะที่แยกประเภทตามสำนัก (4) ด้านการปฏิบัติ มีสมาธิ เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ ความแตกต่างคือ ในการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานนั้นส่วนมาก ท่าทางในการปฏิบัติใช้อิริยาบท 4 เป็นหลักจะเป็นการนั่ง หรือยืนเพื่อการสำรวมกาย ให้มีสติระลึกรู้ แต่ในการปฏิบัติโยคะนั้น จะมีท่าต่าง ๆ จะเป็นการกำหนดจิตไปในท่าต่าง ๆ ให้มีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา (5) ด้านผลของการปฏิบัติ ทำให้จิตใจสงบ เป็นกระบวนการที่ใช้พัฒนาจิตใจให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานนั้น จะเกิดขึ้นตามลำดับของการปฏิบัติแล้วจะมีผลเกิดขึ้นตามขั้นตอนของการเจริญสมถกัมมัฏฐาน แต่โยคะแล้วสมาธิ คือผลสูงสุดที่ได้จากการฝึกโยคะ เป็นการรวมกายและใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวเพื่อการหลุดพ้น (โมกขษะ) (6) ด้านประโยชน์และโทษ ทำให้สุขภาพทางร่างกาย และจิตใจดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ดีขึ้น ไม่ตกใจกลัว เพราะเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติขั้นสูงสุดต่อไป
The objective of this thesis were as follows are 1) to study the restful meditation in Buddhism , 2) to study the practice of yoga 8 in yoga philosophy 3) to compare the performance restful meditation in Buddhism to practice Yoga 8 in yoga philosophy documents. Including the Tripitaka, commentary, textbooks, related research papers And Internet information The data were analyzed and summarized inductive. The results of the study found that : 1) Meditation in Buddhism is divided into 2 categories restful meditation with Vipassana. Kammatthana refers to the location of the work of the mind. Or a trick or a mind-inducing strategy. Equation is a trick or method that brings the mind into peace and concentration. 40 equations divided by type and practice can be divided into 7 categories, namely, Kasin 10, Assumption 10, Convention 10 Appmanya 4, Figure 4, Waste, Contract. And Jatat Vawatthan. Results from the practice of equation Causing contemplation 5 when practicing good practice Then able to reach contemplation 5 and Apinya, the practice of equation with that Should be practiced with intellect. 2) Yoga 8 in Yoga Philosophy is a widely known form of yoga. That is the storyline in Sutra Yoga that was compiled approximately 2000 years ago by Than Pantanchalee. In practicing yoga, there will be exercises in various postures, preparing the body before training. Practicing yoga has its benefits and harms. Is to help keep the body and mind in balance Personality, good body, mindfulness, concentration. 3) The results of the comparative study found that There are 6 similarities and differences : (1) Background Born in the India continent in close time. (2) The goal emphasizes the peace of mind. (3) that type of equation They are categorized according to the 40 practice known as the kammat, more than yoga by school. (4) In practice, concentration is the basis for practice. The difference is In the practice of equations, most Stance in action, use the gesture in chapter 4 as the basis for sitting. Or stand for the exercise To be conscious But in the practice of yoga, there will be different postures that will determine the mind in different postures to be conscious of mind all the time. (5) Performance aspects Calm the mind It is a process used to develop the mind to create a balance between body and mind. Practice that equation It takes place in order of action, and then it takes effect according to the steps of the equation. But yoga and meditation Is the maximum result obtained from yoga practice It is the unification of body and mind for liberation (Mokkasa). (6) benefits and harm Make physical health And a better mind They are more efficient in performing various duties, not panic because they are always conscious. Is the basis for the next highest level of practice
หนังสือ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 351 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงของเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริการที่ดี ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน ด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพครู 2) ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมและด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา มีความพากเพียรพยายามและตั้งใจทำงานให้ดี ให้บริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร เต็มใจต้อนรับ และสร้างความประทับใจอันดี มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำตนเองได้ สามารถพัฒนาตนเองตรงตามสภาพเป็นจริง มีความเป็นหนึ่งเดียวกับทีม สร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้ไปในทิศทางที่ปรารถนา
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 351 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงของเนื้อหา เท่ากับ 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริการที่ดี ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน ด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพครู 2) ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมและด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักของครูผู้สอนยุคดิจิทัลในสถานศึกษา มีความพากเพียรพยายามและตั้งใจทำงานให้ดี ให้บริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร เต็มใจต้อนรับ และสร้างความประทับใจอันดี มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำตนเองได้ สามารถพัฒนาตนเองตรงตามสภาพเป็นจริง มีความเป็นหนึ่งเดียวกับทีม สร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้ไปในทิศทางที่ปรารถนา
This thesis aimed to 1) study the core competencies in the digital age for Teachers in Schools 2) compare the core competencies in the digital age for teachers in schools, classified by gender, educational level, and work experience 3) study guideline for the development of the core competencies in the digital age for teachers in schools. The samples used in this research were 351 teachers schools under the Roi - Et elementary educational service area office 2. The tools used were a questionnaire, a five level estimation scale, with the content validity of 0.67–1.00. The confidence factor was .89, and the semi-structured interview form. The result of this research found that 1) the core competencies in the digital age for teachers in schools overall was at a high level, ranked from the areas with high averages to the low : teamwork, good service, self-development, focusing on the achievement in performance, ethical, and code of ethics of teaching profession 2) result of comparison the core competencies in the Digital Age for Teachers in Schools, classified by gender, educational level, and work experience overall and aspects, the difference was statistically significant at the .05 level 3) result of guideline for the development of the core competencies in the digital age for teachers in schools : have perseverance and work hard, serving with smile, friendly, willing to welcome and make impression, has the ability to lead himself, able to develop themselves according to their actual conditions, have unity with the team, build and sustain society in the desired direction.