Search results

89 results in 0.05s

หนังสือ

หนังสือ

    Abstract : สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทย เชื้อชาติลาว บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทยเชื้อชาติลาว บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัย ได้แก่ สมาชิกในชุมชนทุกเพศทุกวัยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และผู้รู้ที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มาก่อน จำนวน 15 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) การเก็บข้อมูลคือ การสำรวจพื้นที่วิจัย การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มย่อย การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของการพรรณนาตามปรากฏการณ์ที่พบเห็น ผลการวิจัยพบว่า ด้านภาษา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต กล่าวคือ ชาวไทยเชื้อสายลาวบ้านสบคำในอดีตใช้ภาษาลาวในการสื่อสารระหว่างกัน ไม่สามารถอ่านและเขียนอักษรภาษาลาวได้ เนื่องจากในอดีตคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมจากภายนอกได้แพร่กระจายเข้ามาสู่ชุมชนจนมีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงวัฒนธรรมทางภาษา จากเดิมคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ได้เรียนหนังสือ ได้เรียนรู้ภาษาอื่นร่วมด้วย เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาของชาวไทยเชื้อสายลาวจึงเกิดการผสมผสานระหว่างภาษาอื่น มีการพูดคุยสื่อสารกันในภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาลาว จนกระทั่งใช้ภาษาไทยกลางมาเป็นภาษาในการสื่อสารระหว่างกัน จนในที่สุดภาษาลาวค่อย ๆ เลือนหายจากสังคมคนรุ่นใหม่ ด้านการแต่งกาย ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะรูปแบบของการนุ่งห่ม มีความทันสมัยและสากลไปกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่นุ่งห่มผ้าเหมือนในอดีต สวมใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัย นิยมใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นค่านิยมที่กำลังพัฒนาและเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการสืบทอดภูมิปัญญาการต่ำหูกของลาวไม่มากก็น้อย การปลูกฝังค่านิยมในการต่ำหูกของผู้หญิงลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ค่อย ๆ เหินห่างจากกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีของเชื้อชาติลาว เนื่องจากปัจจัยด้านระยะทางและสภาวะแวดล้อมใหม่ ด้านการบริโภค มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากสังคมมีการพัฒนา และมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น การบริโภคอาหารจึงเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากอดีตที่หากินของป่าตามธรรมชาติก็เปลี่ยนเป็นการซื้อวัตถุดิบทางท้องตลาด หรือซื้ออาหารที่ขายตามตลาดทั่วไป จะเห็นได้ว่าปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายลาวบริโภคอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น มีการบริโภคอาหารที่หลากหลาย ประกอบกับชุมชนมีร้านค้าขายของชำและมีรถเข้ามาขายอาหารสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ ด้านความเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต กล่าวคือ ในอดีตก่อนจะพบวัดพระธาตุผาเงา ชาวบ้านยังไม่ค่อยเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร หลังจากค้นพบองค์พระธาตุผาเงาและองค์หลวงพ่อผาเงาชาวบ้านจึงเกิดมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อวัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก วัดพระธาตุผาเงาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเป็นศูนย์กลางของสังคม พระสงฆ์นอกจากนำคำสอนของพุทธศาสนาออกไปเผยแผ่ให้กับประชาชนแล้ว ยังช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้านที่เข้ามาวัด
Abstract : สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทย เชื้อชาติลาว บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทยเชื้อชาติลาว บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัย ได้แก่ สมาชิกในชุมชนทุกเพศทุกวัยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และผู้รู้ที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มาก่อน จำนวน 15 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) การเก็บข้อมูลคือ การสำรวจพื้นที่วิจัย การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มย่อย การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของการพรรณนาตามปรากฏการณ์ที่พบเห็น ผลการวิจัยพบว่า ด้านภาษา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต กล่าวคือ ชาวไทยเชื้อสายลาวบ้านสบคำในอดีตใช้ภาษาลาวในการสื่อสารระหว่างกัน ไม่สามารถอ่านและเขียนอักษรภาษาลาวได้ เนื่องจากในอดีตคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมจากภายนอกได้แพร่กระจายเข้ามาสู่ชุมชนจนมีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงวัฒนธรรมทางภาษา จากเดิมคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ได้เรียนหนังสือ ได้เรียนรู้ภาษาอื่นร่วมด้วย เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาของชาวไทยเชื้อสายลาวจึงเกิดการผสมผสานระหว่างภาษาอื่น มีการพูดคุยสื่อสารกันในภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาลาว จนกระทั่งใช้ภาษาไทยกลางมาเป็นภาษาในการสื่อสารระหว่างกัน จนในที่สุดภาษาลาวค่อย ๆ เลือนหายจากสังคมคนรุ่นใหม่ ด้านการแต่งกาย ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะรูปแบบของการนุ่งห่ม มีความทันสมัยและสากลไปกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่นุ่งห่มผ้าเหมือนในอดีต สวมใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัย นิยมใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นค่านิยมที่กำลังพัฒนาและเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการสืบทอดภูมิปัญญาการต่ำหูกของลาวไม่มากก็น้อย การปลูกฝังค่านิยมในการต่ำหูกของผู้หญิงลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ค่อย ๆ เหินห่างจากกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีของเชื้อชาติลาว เนื่องจากปัจจัยด้านระยะทางและสภาวะแวดล้อมใหม่ ด้านการบริโภค มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากสังคมมีการพัฒนา และมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น การบริโภคอาหารจึงเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากอดีตที่หากินของป่าตามธรรมชาติก็เปลี่ยนเป็นการซื้อวัตถุดิบทางท้องตลาด หรือซื้ออาหารที่ขายตามตลาดทั่วไป จะเห็นได้ว่าปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายลาวบริโภคอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น มีการบริโภคอาหารที่หลากหลาย ประกอบกับชุมชนมีร้านค้าขายของชำและมีรถเข้ามาขายอาหารสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ ด้านความเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต กล่าวคือ ในอดีตก่อนจะพบวัดพระธาตุผาเงา ชาวบ้านยังไม่ค่อยเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร หลังจากค้นพบองค์พระธาตุผาเงาและองค์หลวงพ่อผาเงาชาวบ้านจึงเกิดมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อวัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก วัดพระธาตุผาเงาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเป็นศูนย์กลางของสังคม พระสงฆ์นอกจากนำคำสอนของพุทธศาสนาออกไปเผยแผ่ให้กับประชาชนแล้ว ยังช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้านที่เข้ามาวัด
พระสงฆ์จึงเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณและปัญญา วัดและสถาบันสงฆ์ถือเป็นกลไกสำคัญที่เข้าถึงความเป็นอยู่ของประชาชนและมีอิทธิพลต่อสังคมโดยรวมมากที่สุด ด้านประเพณี ประเพณีของชาวไทยเชื้อชาติลาวชุมชนบ้านสบคำ ส่วนใหญ่จะเป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะประเพณีทานข้าวจี่ และประเพณีไหลเรือไฟ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ ประเพณีทานข้าวจี่ในอดีตมีรูปแบบที่เรียบง่ายและใช้วัสดุจากธรรมชาติ และคนในชุมชนจะรวมตัวกันทำข้าวจี่ แต่ปัจจุบันชาวบ้านนิยมทำข้าวจี่ที่บ้าน ชาวบ้านไม่สามารถรวมตัวกันได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะต่างคนต่างมีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย วิธีการทำข้าวจี่ในปัจจุบันมีกระบวนการและวิธีการทำข้าวจี่ได้มีขั้นตอนและกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่วนประเพณีไหลเรือไฟ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเหมือนกัน ในอดีตเรือไฟทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่ แต่ในปัจจุบันวิธีทำเรือไฟมีการนำเอาเทคโนโลยีแนวใหม่ ๆ เข้ามาช่วย มีการดัดแปลงการทำเรือไฟให้แปลกตา ดัดแปลงรูปร่างได้หลากหลาย รวมทั้งมีการจัดประกวดเรือไฟขึ้น จนกลายเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้ามาในชุมชน ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายลาว การเพิ่มของประชากร การพัฒนาของภาครัฐ การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยี ปัจจัยทั้ง 5 ด้านล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายลาวบ้านสบคำมาจนถึงปัจจุบัน
Abstract : The objectives of this thesis were 1) to study the cultural change of the Lao Thai community of Ban Sobkam, Wiang sub-district, Chiang Saen district, Chiangrai province 2) to study the factors causing the cultural change of the Lao Thai community of Ban Sobkam, Wiang sub-district, Chiang Saen district, Chiangrai province. The research sampling subjects consisted of fifteen key informants who are living in the area and the persons concerned. Data collection was made through field survey, observation of community lifestyles, participant observation, in-depth interview, and focus group discussion. Results of the data analysis were presented in explanation as duly perceived. The research findings were as follows: The language aspect: the language has gradually changed due the diffused culture such as Thai and English which widely used in the Thai society nowadays. In the past, the Lao language was strongly used among members in the area, mainly verbally. Since people have been attending Thai school, the usage of the Lao language is getting less day by day. Thai language also has been combined in communicating in their daily lives. This happens in the group of the new generation. Dressing aspect: it is hardly to see people wearing homemade pha sin or long skirt nowadays. In the past, some women preferred weaving cloth and making clothes for their family members. In present, the modernized fashion has been replacing the Lao style of dress. The locals lost their weaving skills which are significantly dealing with the Lao tradition or the way of life transferred by old generation to new generation. Food consumption aspect: the consumption of food is obviously changed too. The villagers are actively adapting themselves to the change happens in the Thai society. They prefer to buy food selling at the store or market rather than collecting it from the forest like in the past. There is a variety of food which they could have as they desire today. Belief aspect: primarily, the locals did not have much faith in Buddhism until they found the sacred ancient Buddhist Stupa and ancient Buddha image (Luang Por Pha Ngao) which drawing attention of the villagers making them believe in Buddhism. Monks who is considered knowledgeable and also a spiritual leader play a great role by delivering the Buddha’s teaching, giving an advice to the people about how to live peacefully and happily in the society. They therefore can apply what they have learned from monks into their daily life. Nowadays, Wat Phra Dhat Pha Ngao becomes the Buddhism learning center for a community and a society. Traditional aspect: grilling sticky rice and fired boat floating traditions have been gradually changing. On grilling rice day, villagers used to gather each other at the temple along with belonging to make grilling rice but today they prefer to do it separately by making it at home instead and the procedure of grilling rice is also more complexity. The fired boat floating tradition is also changes. Villagers used to make fired boat in a simple way by using bamboo tree and banana tree only but today new techniques have been applied, using more materials to make fired boat more colorful and creating more activities such as fired boat contest and boat racing to attract tourists. Therefore, they can make more income to the community. The cultural change of the Lao Thai community of Ban Sobkam, Wiang sub-district, Chiang Saen district, Chiangrai province can be considered by these four factors, namely: the increasing of population, the government development policy, cultural diffusion and technology.
หนังสือ

หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาการบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม) สาขาบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    ฉบับอัดสำนา, สารนิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำนา, สารนิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    สารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพี่อศึกษาการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และค่าความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า บุคลากร ที่มีเพศ อายุการทำงาน ต่างกัน การบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวม แตกต่างกัน บุคลากร ที่มีอายุ ระดับการศึกษา ต่างกัน มีการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 3. บุคลากรมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด คือ ควรรู้จักเป็นผู้มีความยินดีต่อเพื่อนร่วมงานเมื่อเขาได้สร้างชื่อเสียงและคุณงามความดี ควรจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม
สารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ 1) เพี่อศึกษาการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และค่าความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า บุคลากร ที่มีเพศ อายุการทำงาน ต่างกัน การบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวม แตกต่างกัน บุคลากร ที่มีอายุ ระดับการศึกษา ต่างกัน มีการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 3. บุคลากรมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักพรหมวิหารธรรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยบอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด คือ ควรรู้จักเป็นผู้มีความยินดีต่อเพื่อนร่วมงานเมื่อเขาได้สร้างชื่อเสียงและคุณงามความดี ควรจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม
The objectives of this thematic paper (independent study) were as follows: 1) to study opinion of personnel towards the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company; 2) to compare opinion of personnel towards the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company; and 3) to study the suggestions and solutions concerning the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company. The sample were 300 personnel of the Boss (Thailand) Security Guards Company Limited. Research instruments were questionnaires with the reliability value at 0.99. The used statistics were descriptive statistics, frequency, percentage, mean, standard deviation and inferential statistics including T-Test and One-Way ANOVA test. The results of research were found as follows: 1. Opinion of personnel towards the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company, was in the whole at higher level. Having been considered each aspect, they were at higher level of all aspects. 2. The results of hypothesis-test were found that personnel with different genders, and service years, had in the whole different opinion towards the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company. Personnel with different ages, and levels of education, had no different opinion towards the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company. 3. Personnel had suggested some problems and solutions on the administration based on Brahmaviharadhamma of Boss Security (Thailand) Limited Company as follows: Personnel should be happy when their co-workers had succeeded in their excellent works which created good name to the company and there should have some activity organization for enhancing virtues for personnel.
หนังสือ

    ส่งคืนแก้ไข
Note: ส่งคืนแก้ไข
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, วิทยานิพนธ์ (ศน.ม.) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ร.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศน.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
Note: ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศน.ม.) สาขารัฐศาสตร์การปกครอง--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2561
หนังสือ

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 จำแนกตาม เพศ ระดับชั้น และเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 353 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบการเรียนรู้ภาอังกฤษ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ(Reliability) 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t – test (Independent Samples) และ F–test (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือรองลงมา คือการเรียนรู้แบบหลีกเลี่ยงส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การเรียนรู้แบบอิสระ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 พบว่า นักเรียนที่มี เพศ ระดับชั้น และเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ต่างกัน มีรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 สรุปได้ดังนี้ ด้านการเรียนรู้แบบแข่งขัน ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้แข่งขันตอบปัญหาในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูควรจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบหลีกเลี่ยง ครูควรนำวีดีทัศน์ในเรื่องที่เรียนมาฉายให้นักเรียนดูทุกชั่วโมง ด้านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ครูควรจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้มีส่วนในการแสดงความคิดเห็นในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบพึ่งพา ครูควรแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยโดยให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกสมาชิกในกลุ่ม ด้านการเรียนรู้แบบอิสระครูควรจัดกิจกรรมการเรียนที่มีการมอบหมายเนื้อหาให้นักเรียนศึกษาตามเอกสารหรือหนังสือแบบเรียน
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 จำแนกตาม เพศ ระดับชั้น และเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 353 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบการเรียนรู้ภาอังกฤษ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ(Reliability) 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t – test (Independent Samples) และ F–test (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือรองลงมา คือการเรียนรู้แบบหลีกเลี่ยงส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การเรียนรู้แบบอิสระ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 พบว่า นักเรียนที่มี เพศ ระดับชั้น และเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ต่างกัน มีรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสหวิทยาเขตสาเกตนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 สรุปได้ดังนี้ ด้านการเรียนรู้แบบแข่งขัน ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้แข่งขันตอบปัญหาในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูควรจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบหลีกเลี่ยง ครูควรนำวีดีทัศน์ในเรื่องที่เรียนมาฉายให้นักเรียนดูทุกชั่วโมง ด้านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ครูควรจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้มีส่วนในการแสดงความคิดเห็นในชั่วโมงเรียน ด้านการเรียนรู้แบบพึ่งพา ครูควรแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยโดยให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกสมาชิกในกลุ่ม ด้านการเรียนรู้แบบอิสระครูควรจัดกิจกรรมการเรียนที่มีการมอบหมายเนื้อหาให้นักเรียนศึกษาตามเอกสารหรือหนังสือแบบเรียน
The objectives of this research were 1) to study an English learning model for junior high school students in the Saket City high school union under the office of The Secondary Educational Service Area Office 27, 2) to compare an English learning model for junior high school students in the Saket City high school union under the office of The Secondary Educational Service Area Office 27, classified by the different sex, class and grade point average (GPA),and 3) to find out the suggestions and recommendations related to an English learning model for junior high school students in the Saket City high school union under the office of The Secondary Educational Service Area Office 27 in semester 2017. The samples were 353, acquired by the purposive sampling method. The five rating scales questionnaire was used to collect the data, bearing 30 questions which were divided into 6 English Learning models, with its reliability of 0.92.The computer program was employed for data analysis, and the statistic tools comprised frequency, percentage, mean and standard deviation, t-test, and F-test (One-way ANOVA). The results of the study were as follows: 1. An English learning model or junior high school students in Sake City under union the office of The Secondary Educational Service Area Office 27 was found to be at the ‘MUCH’ level in both overall and individual aspects. The aspect that maintained the highest average was the participant style, followed by the avoidant style. And the item that was found to be at the lowest of the scale was the independent style . 2. To compare an English learning model for junior high school students in the Saket City high school, classified by the different sex, class and grade point average (GPA) was found that overall an English learning model not different. 3. The suggestions and recommendations proposed by an English learning model for junior high school students in the Saket City high school union under the office of The Secondary Educational Service Area Office 27 could be compiled as follows: For the competitive style should be do the activities for competition in the class, the collaborative style should be organized the class for group activities, the avoidant style should be brought the video about something to study in class for them, the participant style should be do the activities for cooperated with others, the dependent style should be divided students for groups work and they can choose the member in group and the independent style could be do the activities from student’s book.