Search results

5,381 results in 0.05s

หนังสือ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของครูในการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 โดยจำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไข การบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 116 คน แล้วสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 28 ข้อโดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป และคำนวณจากสูตรสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t ( t-test for Independent Samples) และค่า F-test ( One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความคิดเห็น ระดับสูงที่สุด เรียงลำดับจนถึงต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการเตรียมความพร้อมในการบริหารหลักสูตร ด้านการนิเทศ ติดตาม และด้านการวัดผล และการประเมินผล ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์ ต่างกัน พบว่า โดยรวม บุคลากรที่มีเพศต่างกัน บุคลากรที่มีอายุต่างกัน และประสบการณ์ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะ พบว่า โรงเรียนควรจัดโครงสร้างรายวิชาท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพของหลักสูตรให้สูงขึ้น โรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูจัดทำแผนการสอนที่เป็นปัจจุบันโรงเรียนควรสนับสนุนให้นำ ผลงานของนักเรียนมาแสดงต่อสาธารณชน ผู้บริหารควรสนับสนุนให้ครูนำผลการประเมิน นักเรียนมาแก้ไขปรับปรุงนักเรียนและ หลักสูตรท้องถิ่น
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของครูในการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 โดยจำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไข การบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 116 คน แล้วสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 28 ข้อโดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป และคำนวณจากสูตรสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t ( t-test for Independent Samples) และค่า F-test ( One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความคิดเห็น ระดับสูงที่สุด เรียงลำดับจนถึงต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการเตรียมความพร้อมในการบริหารหลักสูตร ด้านการนิเทศ ติดตาม และด้านการวัดผล และการประเมินผล ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาโพธิ์ชัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์ ต่างกัน พบว่า โดยรวม บุคลากรที่มีเพศต่างกัน บุคลากรที่มีอายุต่างกัน และประสบการณ์ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะ พบว่า โรงเรียนควรจัดโครงสร้างรายวิชาท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพของหลักสูตรให้สูงขึ้น โรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูจัดทำแผนการสอนที่เป็นปัจจุบันโรงเรียนควรสนับสนุนให้นำ ผลงานของนักเรียนมาแสดงต่อสาธารณชน ผู้บริหารควรสนับสนุนให้ครูนำผลการประเมิน นักเรียนมาแก้ไขปรับปรุงนักเรียนและ หลักสูตรท้องถิ่น
The objectives of the research were: 1) to study the administration of local curriculum by the primary schools in the Phochai education development group under the Office of the Primary Education Service, Roi Et Area, 2) to compare the teachers’ opinions about the administration of the local curriculum in the group as mentioned, classified by gender, age and job experiences, and 3) to survey the suggestions and recommendations proposed by the respondents. The samples were 116 in number, acquired by the multi-layered sampling method. The five-rating scale questionnaire was used to collect the data, bearing 28 questions which were divided into 4 aspects, with its reliability of 0.98. The computer program was employed for data analysis, and the statistic tools comprised frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test (One-Way ANOVA). The research results were as follows: 1. The teachers’ opinions towards the administration of local curriculum by the primary schools in the Phochai education development group under the jurisdiction of the Office of Primary Education Service, Roi Et Area 3 were found, in an overall aspect, to be in “Agreement” at the “MUCH” level. In an individual aspect, the item that stood on top of the scale was the aspect of teaching and learning, followed by the preparation for curricular administration, supervision, monitoring, and assessment and evaluation, respectively. 2. The comparison of the teachers’ opinions, classified by gender, age and job experiences, was found to feature a significantly statistical difference at 0.5, depending on the differences in gender, age and job experiences. 3. The suggestions and recommendations proposed by the respondents were as follows: The curricular structure of all local subjects should be drawn up, and they should be developed perpetually. The real time teaching plan should be encouraged. The students’ outstanding performances should be exhibited to the public. The results of assessment and valuation should be used for the improvement and development of the local curriculum.
หนังสือ

    งานวิจัยเรื่องภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตาม เพศ อายุ และระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม 3) เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 125 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t – test (Independent Samples) และการทดสอบค่า F – test (One - way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการเปรียบความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามอายุ โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านกาลัญญุตา จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่างสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีดังนี้ ปัญหาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่รู้จักเหตุผล ใช้ความคิดของตนเองมากเกินไปในการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาขาดการวางแผนในการบริหารสถานศึกษาในด้านต่างๆ และผู้บริหารสถานศึกษาใช้อารมณ์มากเกินไปในการบริหารงาน พูดจาไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหาร มีข้อเสนอแนะคือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้หลักเหตุผลให้ตรงกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา ผู้บริหารสถานศึกษาควรวางแผนการบริหารสถานศึกษา โดยคิดวิเคราะห์ผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาควรมีปิยะวาจา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ในการสนทนาและการบริหารงาน
งานวิจัยเรื่องภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตาม เพศ อายุ และระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม 3) เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 125 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t – test (Independent Samples) และการทดสอบค่า F – test (One - way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการเปรียบความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามอายุ โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านกาลัญญุตา จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาม่วงสว่างสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีดังนี้ ปัญหาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่รู้จักเหตุผล ใช้ความคิดของตนเองมากเกินไปในการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาขาดการวางแผนในการบริหารสถานศึกษาในด้านต่างๆ และผู้บริหารสถานศึกษาใช้อารมณ์มากเกินไปในการบริหารงาน พูดจาไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหาร มีข้อเสนอแนะคือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้หลักเหตุผลให้ตรงกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา ผู้บริหารสถานศึกษาควรวางแผนการบริหารสถานศึกษา โดยคิดวิเคราะห์ผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาควรมีปิยะวาจา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ในการสนทนาและการบริหารงาน
The objectives of the research were 1) to study the Buddhism-oriented leadership of school administrators of the Muangswang education development group under the Office of Primary Education Service, Roi Et Area 3, 2) to compare the opinions of the teachers and education-related staff members towards the Buddhism-oriented leadership of school administrators of the Muangswang education development group as mentioned, classified by gender, age and education, and 3) to survey the prevalent problems and suggestions proposed by the teachers and education-related staff members in the said schools. The samples were totally 125 in number, consisting of teachers and education-related personnel of the schools in the said area. The device used for data collection was the five-rating scale questionnaire with reliability at the rate of 0.96, and the statistical tools employed for data analysis were frequency, percentage, mean, S.D., t-test (Independent Samples) and f-test (One way ANOVA). In case the significantly statistical difference was found, the LSD method was used to test the difference. The research results were as follows: 1) The Buddhism-oriented leadership of the school administrators of the Muangswang Education Development Group under the Office of Primary Education Service. Roi Et Area 3 were found, on both overall and individual aspects, to stand at the ‘MUCH’ level. 2) The comparison of the respondents’ related opinions, classified by gender, was found to show no statistically significant difference in both overall and individual aspects. The comparison classified by age was found, in both overall and individual dimensions, to show the statistically significant difference at the same rate of .05 except Kalaññutã (Knowledge of time). The comparison classified by education was found, in both overall and individual aspects, to show the statistically significant difference at the same rate of .05. 3) The problems found comprised the administrators’ reliance on their own judgment instead of the reasoning principle, lack of the PDCA theory applied in the administration, and absence of tender manners in both physical and verbal actions. The suggestions proposed by the respondents were the following: (1) The administrators were recommended to bring into practice the principle of reasoning or participatory administration and the theory of both PDCA and SWOT. (2) The respect of other opinions, tender speech and good human relations were suggested to be applied in the administration.
หนังสือ

    ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศษ.ม.) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
Note: ฉบับอัดสำเนา, สารนิพนธ์ (ศษ.ม.) การบริหารการศึกษา--มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2558
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาท้องถิ่นตมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีเพศ อายุ และอาชีพต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน ในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนจำนวน 362 คน แล้วใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งการสุ่มแบบบังเอิญเป็นการแจกแบบสอบถามให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยบังเอิญไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นใคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเทศบาล ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต และน้อยสุดคือ ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามลำดับ 2) ประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลหนองพลับตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีเพศ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลหนองพลับโดยรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลหนองพลับแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลหนองพลับตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เสนอแนวทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยให้เทศบาลควรให้ความรู้และแจ้งให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจว่ามีการประชาสัมพันธ์เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ/กิจกรรม ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ ควรให้ประชาชนได้รับทราบ รับรู้ข้อมูลและมีความเข้าใจในการบริหาร ส่งเสริมความสัมพันธ์ ความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ การจัดระเบียบพื้นที่ บริเวณตลาดสดของเทศบาลควรดูแลความสะอาดและบริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนของเทศบาล ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ดังต่อไปนี้การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาท้องถิ่นตมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีเพศ อายุ และอาชีพต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน ในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนจำนวน 362 คน แล้วใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งการสุ่มแบบบังเอิญเป็นการแจกแบบสอบถามให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยบังเอิญไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นใคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเทศบาล ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต และน้อยสุดคือ ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามลำดับ 2) ประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลหนองพลับตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีเพศ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลหนองพลับโดยรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลหนองพลับแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลหนองพลับตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เสนอแนวทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยให้เทศบาลควรให้ความรู้และแจ้งให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจว่ามีการประชาสัมพันธ์เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ/กิจกรรม ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ ควรให้ประชาชนได้รับทราบ รับรู้ข้อมูลและมีความเข้าใจในการบริหาร ส่งเสริมความสัมพันธ์ ความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา ด้านส่งเสริมคุณภาพอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ การจัดระเบียบพื้นที่ บริเวณตลาดสดของเทศบาลควรดูแลความสะอาดและบริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนของเทศบาล ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ดังต่อไปนี้การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน
This thematic paper had the following objectives: 1) to study local development based on sufficiency economy of people in Nongphlap Municipality, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province; 2) to compare local development in sufficiency economy of people in Nongphlap Sub-district Municipality, Huahin District, Prachuap Khiri Khan Province, classified with different gender, age and occupation; and 3) to study local development based on sufficiency economy of the people In Nongphlap Municipality, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province. It was a survey research. The sample group consisted of 362 people and an accidental sampling method was used to collect data. It was accidentally randomized distribution of questionnaires to people living in Nongphlap Municipality, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province, accidentally not specific to who it was. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.95. The statistics used in data analysis were statistics, frequency (percentage), mean ( ) and standard deviation (SD), T-test and one-way ANOVA. When there were significant differences at the level of 0.05, the differences were analyzed in pairs by Scheffé’s method. The results of the research were found as follows: 1)Sustainable natural resource and environmental management of Nongphlap Sub-district Municipality, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province, including 3 aspects was at a high level. Considering each aspect by sorting by average from descending to highest, it was found that the aspect of management of natural resources and the environment was followed by the aspect of development of public health and quality of life, and the least was the aspect of professional quality promotion, art, culture and local wisdom, respectively. 2) People in the municipality Nongphlap Sub-district, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province, with different gender and occupation, had opinions about the role of infrastructure development of Nongplap Sub-district Municipality as a whole not different. When considering each aspect, it was found that people with different occupations had different opinions about the role of infrastructure development of Nongplap Municipality, with statistical significance at 0.05. 3)People in Nongphlap Sub-district Municipality, Nongphlap Sub-district, Huahin District, Prachuap Khiri khan Province, had suggested guidelines for the management of natural resources and the environment sustainably by allowing the municipality to educate and inform the public and understand that there was a public relations opportunity for people to participate in the project / activity proposal. In the aspect of professional quality promotion art, culture and local wisdom, it was suggested to let people know, recognize information and have an understanding of management, and to promote relationships, and cooperation with communities in educational development. In the aspect of professional quality promotion, art, culture and local wisdom, it was suggested to organize the area of the municipality's bazaar, to maintain cleanliness and health services for the people of the municipality In health promotion, disease prevention, medical treatment, and public health restoration.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานโรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 27 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 106 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน (Taro Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 มีความคลาดเคลื่อน 0.05 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 42 ข้อ ซึ่งได้หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานได้ใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับ มาก พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการพัฒนาทั้งระบบ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการกระจายอำนาจ 2) การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามเพศ และระดับการศึกษา พบว่า การมีส่วนร่วมรายด้านไม่แตกต่างกัน และการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน รายด้านแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วมและ ด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 1 คู่ คือ ผู้ประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 5 ปี กับผู้ประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี ส่วนคู่อื่นไม่แตกต่างกันข้อเสนอแนะและแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการบริหารตนเอง ด้านการบริการแบบมีส่วนร่วมด้านภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ด้านการพัฒนาทั้งระบบ และด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ พบว่า ให้มีการสำรวจปริมาณงานและอัตรากำลังในการดำเนินงานเพื่อวางแผนการบริหารงาน ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาพัฒนาตนเองด้านวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรมีส่วนร่วมในการวางแผนการบริหารโรงเรียนให้เด่นชัดมากกว่านี้ บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาในการมีส่วนร่วมในการวางแผนการบริหารให้มากขึ้น
สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานโรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 27 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 106 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน (Taro Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 มีความคลาดเคลื่อน 0.05 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 42 ข้อ ซึ่งได้หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานได้ใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับ มาก พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการพัฒนาทั้งระบบ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการกระจายอำนาจ 2) การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามเพศ และระดับการศึกษา พบว่า การมีส่วนร่วมรายด้านไม่แตกต่างกัน และการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน รายด้านแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วมและ ด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 1 คู่ คือ ผู้ประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 5 ปี กับผู้ประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี ส่วนคู่อื่นไม่แตกต่างกันข้อเสนอแนะและแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการบริหารตนเอง ด้านการบริการแบบมีส่วนร่วมด้านภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ด้านการพัฒนาทั้งระบบ และด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ พบว่า ให้มีการสำรวจปริมาณงานและอัตรากำลังในการดำเนินงานเพื่อวางแผนการบริหารงาน ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาพัฒนาตนเองด้านวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรมีส่วนร่วมในการวางแผนการบริหารโรงเรียนให้เด่นชัดมากกว่านี้ บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาในการมีส่วนร่วมในการวางแผนการบริหารให้มากขึ้น
เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการสถานศึกษา ควรมีระบบตรวจสอบการบริหารงานทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษามากกว่านี้ การบริหารงานควรคำนึงถึงประโยชน์ของสถานศึกษาเป็นสำคัญมีการกำหนดแผนพัฒนา ดำเนินการและมีการรายงานผล ประเมินผลแล้วนำไปใช้ในปรับปรุงในการปฏิบัติงาน
The thematic paper served its purposes: 1) to study teachers’ and educational personnel’s participation in the school-based administration at Suwannaphum Wittayalai School under Secondary Education Service Area Office 27, 2) to compare their participation as such to their different genders, educational qualifications and working experiences, 3) to collect suggestions for and guidelines on upgrading their participation in school-based administration. The sampling groups employed for the research were: teachers and educational personnel at their school. They made up 86 subjects selected by Taro Yamane’s table at the reliability of 95 per cent and the error of 0.05. The device used for data collection was the five-rating scale questionnaire containing forty-two questions, each of which had its reliability of IOC at 0.97. Statistical units utilized for data analyses embraced: percentages, arithmetic means, standard deviations, t-tests และ F-tests. Research findings have found the following results. 1) Teachers’ and educational personnel’s participations in the school-based administration at their school mentioned above have been rated at the high scale in the overall aspect. In terms of each aspect taken into consideration, the highest scale of their participation as such was its entire system developments whereas the lowest one was its decentralization. 2) According to data on sampling groups’ different genders and educational qualifications, their participations in the school-based administration have found no significant differences in each aspect. These data, therefore, are not conducive to the determined hypotheses. In contrast, data on their different working experiences have shown striking differences with the statistical significance at .05. As a result, they are conducive to the determined hypotheses. Likewise, clear distinction of data has found in one pair with their working experiences below five years, and in another pair over 10 years. As for other pairs, statistical data do not vary. Their suggestions that follows as guidelines on school-based administration in six aspects Involve: decentralization, self-administration, participative administration, supportive leadership, the entire system development, and accountable onus. First, it is absolutely necessary to undertake surveys of job quantities and staffing rates for administrative planning. Secondly, teachers and educational personnel ought to be encouraged and supported to further their studies in succession for the sake of the career ladder of their own. Thirdly, they should have been clearer aware of their administrative roles in the school-based administration than they really are. Fourthly, administrative roles of the school panel have to be increased. Fifthly, the administrative panel must open more opportunities to take on the board teachers’ and educational personnel’s opinions. Sixthly, they should have more scrutiny systems of external and internal administrations than they currently do. Finally, they usually focus on their school benefits as the top priority. In theory, they must examine development plans and implement. In practice, it is imperative to report outcomes and evaluate them to enhance work performance.