Search results

43 results in 0.06s

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to compare solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, of people with different gender, age and occupation; and 3) to suggest solid waste management guidelines for the Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province. It was a survey research. The sample consisted of 203 people living in the Nisachon community. The researcher used a random sampling method to use probability, with simple random methods by drawing a replacement label. The tools used in the research were questionnaires with the reliability of 0.95. The statistics used for data analysis were statistics, frequency (percentage), mean( ) and standard deviation (SD). T-test and One-Way ANOVA test were used when there were significant differences at the level of 0.05, and the differences were analyzed by pairing, and by the method of Scheffé. The research was found as follows: 1) In the Solid Waste Management of the Nisachon Community, including the three aspects, was at the highest level. When considered by sorting the average from descending to the highest, it was found that the reduction of solid waste was with the highest mean value, followed by reuse of solid waste, and reuse of processed solid waste was with the least average. 2) In the Solid Waste Management of the Nisachon community, It was found that people with different gender, age and occupation had no different solid waste management, including 3 aspects. 3) In the Guidelines for Nisachon Community Solid Waste Management, it was suggested as follows: (1) In the Reduction of Solid Waste Should, there should have a policy to encourage people in the Nisachon community to be aware of the problems of solid waste and the benefits of reducing waste and waste disposal correctly, and to make the community cleaner and more livable; (2) In the Reuse of Solid Waste, there should be a policy of using solid waste that had been recycled and reused in the form of good corporate core policies, there should be continuous public action, and publicizing policies into other examples for other communities; and (3) In the Transformation and Reuse of Solid waste, there should be promoting policies in families and providing knowledge about the processing of solid waste to be used and reused or resold to increase income for people in the community and having a policy to promote as examples for other communities
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province; 2) to compare the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon Province, classified with different gender, age and income; and 3) to suggest guidelines for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province. It was a quantitative research. The sample group consisted of 345 elderly people living in Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization. Taro Yamane's formula and simple sampling methods were used for data collection. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.80. The used statistics were frequency, percentage, mean, standard deviation. T-test and One-Way ANOVA test. When differences were found, they were compared in pairs with the LSD (Least Significant Difference) method. The results of research were found as follows: 1. The elderly people who responded to the questionnaires had opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, by sorting the average from descending order to being in the aspect of good health, the aspect of recreation and the aspect of employment and income respectively. 2. The comparison of the hypothesis of the research was found that the elderly with different gender and age had overall no different opinions about the role of local government organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Subdistrict Administrative Organization. But the elderly people with different incomes had different opinions on the elderly welfare management, with statistical significance at the level of 0.05. 3. Suggestions for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, were as follows: 1) In the aspect of good health, there should have training in knowledge about eating, drug use and health care for the elderly, to the elderly people and family members; 2) In the aspect of employment and income generation, there should be more vocational training programs for the elderly people; there should have a lending fund to support the occupation by arranging the product distribution location in the appropriate area; and there should have public relations to help subsidize the products of the elderly people; and 3) in the aspect of recreation, there should increase the stimulus program to encourage the elderly people to exercise more; there should have a public park or health park that was convenient, and safe, and there should have adequate exercise equipment suitable for the elderly people.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to study and compare good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province,classified with different gender, age and occupation; and 3) to suggest good management in local affairs guidelines for community participation in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province.The research instruments were questionnaires. The sample group consisted of 148 community committees in Raikhing Municipality. Samples were randomly selected using Probability Sampling and replacement label for data collection.The usedstatistics were basic statistics such as frequency, percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.) and inference statistics or reference, includingT-test, one-way variance test, F-test (One-Way ANOVA). If a significant differencewas found, test with the difference of the average value in pairs was used by the Scheffé method, and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) The good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, in summary of all three aspects was at a high level. When considering each aspect by sorting the average from descending to the highest, the average value was the aspect of Information and the aspect of hearing opinions, followed by the aspect of planning and co-operation, and the least average aspect was the aspect of evaluation. 2) People with different gender, age and occupation had opinions on good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, with over all no difference. 3) Suggestions for good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : the municipality should hold a meeting to clarify the budget spending each year to the community committee; the municipality should allow the community committee to participate in the recognition of the budget more clearly ; and the municipality should allow the community committee to participate in the examination and evaluation of the work of the municipality more.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนประชากรทั้งหมด 13,286 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการเกิดขยะมูลฝอย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ ส่วน ด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอ ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชน ที่มี อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ ได้แก่ ภาครัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมายเห็นความสำคัญของการแยกประเภทขยะก่อนนำไปทิ้ง ภาครัฐควรจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการลดการเกิดขยะมูลฝอย จัดทำโครงการหรือประสานให้มีการดำเนินโครงการที่เน้นการลดและใช้ประโยชน์ขยะชุมชน จัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการคัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภท ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนประชากรทั้งหมด 13,286 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการเกิดขยะมูลฝอย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ ส่วน ด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอ ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชน ที่มี อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการจัดเก็บขยะมูลฝอยของประชาชนตามหลัก 3R ในเทศบาลตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ ได้แก่ ภาครัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลชะมายเห็นความสำคัญของการแยกประเภทขยะก่อนนำไปทิ้ง ภาครัฐควรจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการลดการเกิดขยะมูลฝอย จัดทำโครงการหรือประสานให้มีการดำเนินโครงการที่เน้นการลดและใช้ประโยชน์ขยะชุมชน จัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการคัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภท ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) To study the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province in terms of sexes, ages, degrees of education, occupations and monthly incomes as differently. 3) To study the suggestion were concerned with promotion on the management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province. The population were people in in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province, totally 13,286 persons, sample size according to the table of R.V. Krejci and D.W.Morgan, got the sample at the number of 372 persons. The instrument for data collection was questionnaire both closed and open-end questions. Data analysis by package computer program, The statistics were used as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, F-test and LSD method. The results reveal that: 1) The management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province by overviews are at high level, when consider in each aspects from more to less find that the aspect of garbage reduce is the highest mean and follow up the aspect of reuse and the aspect of recycle is the lowest mean, respectively. 2) The comparative results of management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province in term of age find that there are different as statistical significance at .001, in term of degree of education find that there are different as statistical significance at .05, in term of sex, occupation and monthly income found that there were not different as statistical significance at .05. 3) The suggestion are concerned with promotion on management of garbage of people according to 3Rs model in Tambol Chamai municipality, Thungsong district, Nakhon Si Thammarat province find that there should have campaign on garbage separation before throwing, to have training for more awareness in reduction of garbage, to have project for making a reduction and using of garbage in community in each types of garbage at home, school, and office for insert on the process of recycle
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำแนกตาม เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของพนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 233 คนใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample Random Sampling)ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน)โดยรวม อยู่ในระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคุ้มครองความปลอดภัย รองลงมา ด้านกฎระเบียบ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2) พนักงานที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) พนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ทำงานในส่วนที่มีฝุ่นละอองในอากาศมากควรใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควันในโรงงาน และควรดูแลเรื่องกลิ่นของสารเคมีควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทเรื่องความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างรัดกุม
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำแนกตาม เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของพนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 233 คนใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample Random Sampling)ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัทไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน)โดยรวม อยู่ในระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคุ้มครองความปลอดภัย รองลงมา ด้านกฎระเบียบ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2) พนักงานที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของบริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) พนักงานบริษัท ไทยนามพลาสติก จำกัด (มหาชน) ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยคือควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ทำงานในส่วนที่มีฝุ่นละอองในอากาศมากควรใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควันในโรงงาน และควรดูแลเรื่องกลิ่นของสารเคมีควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทเรื่องความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างรัดกุม
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) To study the opinions of employees on the effectiveness of safety performance, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited; 2) to compare the opinions of employees on the efficiency of the safety system, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited, classified by gender, age and work experience; and 3) to suggest guidelines for the safety of company employees of Thai Nam Plastic Public Company Limited. The used tools in the research were questionnaires. The sample consisted of 233 employees of Thai Nam Plastics Public Company Limited. A Sample Random Sampling was used to collect data. The descriptive statistics were used such as frequency, percentage, average ( ), standard deviation (SD) and inference statistics or reference, such as t-test, one-way variance test, F-test. (One-Way ANOVA). If a significant difference was found, test in the difference of the average value in pairs was used by the Scheffé method and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) Workers of Thainam Plastic Public Company Limited had opinions on the efficiency of the safety system, and occupational health of Thai Nam Plastics Public Company Limited, being overall at a high level. The highest mean was In the aspect of safety protection, followed by the aspect of regulations, and the lowest mean was the aspect of working environment. 2) Workers of Thai Nam Plastic Public Company Limited with different gender, age and work experience had no different opinions about the effectiveness of the safety system. And occupational health of the company Thainam Plastic Public Company Limited, both in total aspects and each aspect. 3) Workers of Thai Nam Plastic Public Company Limited had suggested guidelines for occupational safety and health as follows: there should install air purifiers in the work area in the area where there was a lot of dust in the air; there should wear a dust mask in the factory; and should care about the smell of chemicals; and there should follow the rules of the company on safety and occupational health.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน และ 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตาราง Krejcie and Morgan จากจำนวนประชากรทั้งหมด จำนวน 7,448 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 364 คน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 5 หมู่บ้าน 12 ชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 7,448 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านปิยวาจา (การพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะ) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านทาน (การเสียสละ) ด้านสมานัตตตา (ความเป็นผู้สม่ำเสมอ) และ ด้านอัตถจริยา (การช่วยเหลือกัน) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราชของประชาชนที่มี เพศต่างกัน ไม่แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประชาชนที่มีอายุ และอาชีพต่างกัน แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนประชาชนที่มีระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนต่างกัน แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสนอแนะมากที่สุดคือ ด้านอัตถจริยา การช่วยเหลือกัน) ได้แก่ ข้อที่ว่า เทศบาลตำบลจันดี ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน เช่น การทำบุญตักบาตรร่วมกันในวันสำคัญทางศาสนา เป็นต้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน และ 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตาราง Krejcie and Morgan จากจำนวนประชากรทั้งหมด จำนวน 7,448 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 364 คน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 5 หมู่บ้าน 12 ชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 7,448 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านปิยวาจา (การพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะ) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านทาน (การเสียสละ) ด้านสมานัตตตา (ความเป็นผู้สม่ำเสมอ) และ ด้านอัตถจริยา (การช่วยเหลือกัน) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราชของประชาชนที่มี เพศต่างกัน ไม่แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประชาชนที่มีอายุ และอาชีพต่างกัน แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนประชาชนที่มีระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนต่างกัน แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมในการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสนอแนะมากที่สุดคือ ด้านอัตถจริยา การช่วยเหลือกัน) ได้แก่ ข้อที่ว่า เทศบาลตำบลจันดี ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน เช่น การทำบุญตักบาตรร่วมกันในวันสำคัญทางศาสนา เป็นต้น
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) To study an application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province. 2) To compare an application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province in terms of sexes, ages, degrees of education, occupations and monthly incomes as differently. And 3) To study the suggestion to promote an application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province The population were composed of people in Jandee sub district municipality, Chawang district, Nakhon Si Thammarat province totally 7,448 persons, sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, got the sample at the number of 364 persons, the instrument for data collection was questionnaire both closed and open ended question, The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test and F-test. The findings were as follows. 1) An application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province by overviews in four aspects are at high level, while consider in each aspects from more to less find that the aspect of Piyavaca(politespeech) is the highest mean and follow up the aspect of Dana (giving), the aspect of Samanattata (consistently) and the aspect of Atthacariya (helping) is lowest mean respectively. 2) The comparative result of application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province in terms of sexes find that there are not different as statistically significance at .05.in term of ages and occupations find that there are different as statistically significance at .001. degrees of education and monthly incomes find that there are different as statistically significance at .001. 3) The suggestion on promote in application of sangahavatthu dhamma in public service providing of chandee sub-district municipality, chawang district, nakhon si thammarat province find that the aspect of Atthacariya is the highest frequency i.e. the municipality should provide activity for relationship between official and people ex. give alms to a Buddhist monk etc.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลางอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมคุณภาพให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ทั้งหมด 360 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้บริการอย่างทันเวลา ให้บริการมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประชาชน ที่มีเพศต่างกัน ได้รับคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีอาชีพต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ เจ้าหน้าที่ควรมีการจัดลำดับก่อนหลังในการให้บริการ ควรให้บริการทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ค่อยช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการมีความกระตือรือร้นและตั้งใจในการบริการ เจ้าหน้าที่ควรให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการติดต่อขอใช้บริการ และควรแจ้งระยะเวลาในการให้บริการจัดรูปแบบของการบริการต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจง่าย แจ้งข้อมูลต่าง ๆ มีการปรับปรุงระบบอยู่เสมอและทันสมัยช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลางอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมคุณภาพให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ทั้งหมด 360 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบปลายปิดและแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test ค่า F - test และทดสอบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้บริการอย่างทันเวลา ให้บริการมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประชาชน ที่มีเพศต่างกัน ได้รับคุณภาพการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน อายุต่างกัน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีอาชีพต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการให้บริการของงานกองช่างในองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ เจ้าหน้าที่ควรมีการจัดลำดับก่อนหลังในการให้บริการ ควรให้บริการทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ค่อยช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการมีความกระตือรือร้นและตั้งใจในการบริการ เจ้าหน้าที่ควรให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการติดต่อขอใช้บริการ และควรแจ้งระยะเวลาในการให้บริการจัดรูปแบบของการบริการต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจง่าย แจ้งข้อมูลต่าง ๆ มีการปรับปรุงระบบอยู่เสมอและทันสมัยช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น
The objectives of this thematic paper were as follows : 1) To study The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province. 2) To compare The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province. in terms of sexes, ages, degrees of education, occupations and monthly incomes as differently. 3) To study the suggestion to promote The quality of service providing of technician division in tambal Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province.The population were composed of people in Changklang sub district administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat provincetotally 360 persons sample size according to the table of R.V. Krejcie and D.W.Morgan, got the sample at the number of 186 persons, the instrument for this research was questionnaire both closed and open ended question. Data analysis by package computer program The statistics were analyzed as follows, frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t–test, F-test and LSD method. The results reveal that 1) The quality of service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province by overviews in five aspects are at high level, while consider in each aspects from more to less find that the aspect of equal service is the highest mean and follow up the aspect of ample service and the aspect of adequate service is lowest mean respectively. 2) The result ofquality for service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat province by all are not different, in terms of sexes, ages and occupations reveal that there are different asstatistical significance at .05, and monthly incomesfind that there are different as statistical significance at .05 3) The suggestion to promote in quality of service providing of technician division in tambol Changklang administrative organization, Changklang district, Nakhon Si Thammarat provincefind that there should keep queue for service providing, there should service as adequate and taking care of recipient as enthusiasm and give easy for all form of service, public information throughout reduction of process.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi – Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi – Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the factors affecting voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province 2) to study the relationship between factors that affected the voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality and personal factors 3) to suggest guidelines for voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality. This research was a quantitative research. Sample groups included 393 residents in Raikhing Municipality, who had the right to vote at the age of 18 years. A simple random method was used by drawing lots. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.88 The statistics used for data analysis were frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and testing of Chi-Square. The results of the research were found as follows : 1) The level of public decision making and the factors that affected the voting decision for the parliamentary members of the people in Raikhing Municipality including 3 aspects, were at a high level. When considering each aspect, it was at a high level in all aspects, with the average value in descending order as follows : the highest average value was the party policy, followed by the candidate's qualifications, and the least was the political party, respectively 2) Gender and age of the people did not correlate with the factors that affected the voting decision for parliamentary members. The educational level of the people was related to factors that affected the voting decision for parliamentary members, with statistical significance at the level of 0.05 3) Suggestions for guidelines for voting decision for parliamentary members were as follows : 1) The aspect of qualifications of candidates : Candidates should think well, do good, have morals and ethics, like to help society, never had a bad record, and not taking advantage of others. 2) The aspect of political party, a political party should be credible, work honestly, adhere to morality, and not be biased. 3) The aspect of the party policy, the political policy should be implemented to encourage people, the elderly and the unemployed to have income, to reduce product prices and cost of living, to improve the environment and pollution, to help people to have housing, not to collect income from tax increases from the people, to have welfare for the disabled and to promote Thai products.
หนังสือ