Search results

26 results in 0.04s

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
The objectives of this thematic paper were: 1) to study implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality; 2) to study and compare implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, classified with different gender, age and education level and 3) to suggest guidelines for implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. The used tools in the research were questionnaires. The sample group was 251 people who came to use one stop service. Convenience Random Sampling was used in data collection. The statistics used are Use descriptive statistics such as frequency, percentage, average ( ), standard deviation (SD) and inference statistics or reference, such as t-test, one-way variance test, F-test. (One-Way ANOVA). If significant differences were found, the mean difference will be tested in pairs by means of LSD (Least Significant Difference) and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) Implementation of one-stop service policy on Raikhing Municipality was at a high level. Considering each aspect, it was found that the most was the aspect of service personnel, followed by the aspect of facilitation and the lowest was the aspect of service process. 2) In the hypothesis testing, it was found that people with different sex and age had no different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. But the people with different education had different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, as a whole, with statistical significance at the level of 0.05. 3) The people had suggested guidelines for the one stop policy formulation as follows: There should improve the parking place to be sufficient for the people who used the service center; there should explore the needs of the people about the one stop service; and there should be added to serve the elderly and people with disabilities such as wheelchair and drinking water services.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi – Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง กับปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 393 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแคว์ (Chi – Square) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการตัดสินใจของประชาชนกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านนโยบายพรรค รองลงมาคือ ด้านคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และน้อยที่สุด คือ ด้านพรรคการเมือง ตามลำดับ 2) เพศ และอายุของประชาชนไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนระดับการศึกษาของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) เสนอแนวทางการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน ดังนี้ 1) ด้านคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรคิดดีทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมชอบช่วยเหลือสังคม ไม่เคยมีประวัติเสีย และไม่เอาเปรียบผู้อื่น 2) ด้านพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 3) ด้านนโยบายพรรค คือ นโยบายพรรคควรดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนผู้สูงอายุและคนว่างงานให้มีรายได้ ลดราคาสินค้าและค่าครองชีพ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมและมลพิษ ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ไม่ควรจัดเก็บรายได้จากการเพิ่มภาษีจากประชาชน มีสวัสดิการช่วยเหลือผู้พิการ และส่งเสริมสินค้าไทย
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the factors affecting voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province 2) to study the relationship between factors that affected the voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality and personal factors 3) to suggest guidelines for voting decision for parliamentary members of people in Raikhing Municipality. This research was a quantitative research. Sample groups included 393 residents in Raikhing Municipality, who had the right to vote at the age of 18 years. A simple random method was used by drawing lots. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.88 The statistics used for data analysis were frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and testing of Chi-Square. The results of the research were found as follows : 1) The level of public decision making and the factors that affected the voting decision for the parliamentary members of the people in Raikhing Municipality including 3 aspects, were at a high level. When considering each aspect, it was at a high level in all aspects, with the average value in descending order as follows : the highest average value was the party policy, followed by the candidate's qualifications, and the least was the political party, respectively 2) Gender and age of the people did not correlate with the factors that affected the voting decision for parliamentary members. The educational level of the people was related to factors that affected the voting decision for parliamentary members, with statistical significance at the level of 0.05 3) Suggestions for guidelines for voting decision for parliamentary members were as follows : 1) The aspect of qualifications of candidates : Candidates should think well, do good, have morals and ethics, like to help society, never had a bad record, and not taking advantage of others. 2) The aspect of political party, a political party should be credible, work honestly, adhere to morality, and not be biased. 3) The aspect of the party policy, the political policy should be implemented to encourage people, the elderly and the unemployed to have income, to reduce product prices and cost of living, to improve the environment and pollution, to help people to have housing, not to collect income from tax increases from the people, to have welfare for the disabled and to promote Thai products.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to compare solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, of people with different gender, age and occupation; and 3) to suggest solid waste management guidelines for the Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province. It was a survey research. The sample consisted of 203 people living in the Nisachon community. The researcher used a random sampling method to use probability, with simple random methods by drawing a replacement label. The tools used in the research were questionnaires with the reliability of 0.95. The statistics used for data analysis were statistics, frequency (percentage), mean( ) and standard deviation (SD). T-test and One-Way ANOVA test were used when there were significant differences at the level of 0.05, and the differences were analyzed by pairing, and by the method of Scheffé. The research was found as follows: 1) In the Solid Waste Management of the Nisachon Community, including the three aspects, was at the highest level. When considered by sorting the average from descending to the highest, it was found that the reduction of solid waste was with the highest mean value, followed by reuse of solid waste, and reuse of processed solid waste was with the least average. 2) In the Solid Waste Management of the Nisachon community, It was found that people with different gender, age and occupation had no different solid waste management, including 3 aspects. 3) In the Guidelines for Nisachon Community Solid Waste Management, it was suggested as follows: (1) In the Reduction of Solid Waste Should, there should have a policy to encourage people in the Nisachon community to be aware of the problems of solid waste and the benefits of reducing waste and waste disposal correctly, and to make the community cleaner and more livable; (2) In the Reuse of Solid Waste, there should be a policy of using solid waste that had been recycled and reused in the form of good corporate core policies, there should be continuous public action, and publicizing policies into other examples for other communities; and (3) In the Transformation and Reuse of Solid waste, there should be promoting policies in families and providing knowledge about the processing of solid waste to be used and reused or resold to increase income for people in the community and having a policy to promote as examples for other communities
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ จำนวน 345 คน โดยใช้สูตรของของทาโร่ ยามาเน และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า: 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ด้านนันทนาการ และด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ข้อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองมะเดื่อ มีดังนี้ 1) ด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้แก่ เพิ่มการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการดูแลสุขภาพอนามัยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัว 2) ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น มีกองทุนให้กู้ยืมสนับสนุนการประกอบอาชีพโดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของผู้สูงอายุ และ 3) ด้านนันทนาการ ได้แก่ ควรเพิ่มโครงการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการดูแลให้มีสวนสาธารณะหรือสวนสุขภาพที่สะดวกปลอดภัยและมีอุปกรณ์การออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ
This thematic paper had the following objectives: 1) to study the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province; 2) to compare the opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon Province, classified with different gender, age and income; and 3) to suggest guidelines for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province. It was a quantitative research. The sample group consisted of 345 elderly people living in Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization. Taro Yamane's formula and simple sampling methods were used for data collection. The used tools in the research were questionnaires with the reliability of 0.80. The used statistics were frequency, percentage, mean, standard deviation. T-test and One-Way ANOVA test. When differences were found, they were compared in pairs with the LSD (Least Significant Difference) method. The results of research were found as follows: 1. The elderly people who responded to the questionnaires had opinions about the role of local administrative organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, by sorting the average from descending order to being in the aspect of good health, the aspect of recreation and the aspect of employment and income respectively. 2. The comparison of the hypothesis of the research was found that the elderly with different gender and age had overall no different opinions about the role of local government organizations in management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Subdistrict Administrative Organization. But the elderly people with different incomes had different opinions on the elderly welfare management, with statistical significance at the level of 0.05. 3. Suggestions for management of social welfare for elderly people of Khlong Maduea Sub-district Administrative Organization, Krathum Baen District, Samut Sakhon province, were as follows: 1) In the aspect of good health, there should have training in knowledge about eating, drug use and health care for the elderly, to the elderly people and family members; 2) In the aspect of employment and income generation, there should be more vocational training programs for the elderly people; there should have a lending fund to support the occupation by arranging the product distribution location in the appropriate area; and there should have public relations to help subsidize the products of the elderly people; and 3) in the aspect of recreation, there should increase the stimulus program to encourage the elderly people to exercise more; there should have a public park or health park that was convenient, and safe, and there should have adequate exercise equipment suitable for the elderly people.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของสตรี (2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของสตรีในพระสุตตันตปิฎก และ (3) เพื่อวิเคราะห์ประโยชน์และคุณค่าภาวะผู้นำของสตรีในพระสุตตันตปิฎก ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า (1) สตรีมีบทบาทในการดำเนินงานและเป็นผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนมากยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจากความเสมอภาคทางด้านสังคมที่ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังจะเห็นได้จากสังคมปัจจุบันที่สตรีเป็นฝ่ายทำงานหาเงินเพื่อจุนเจือครอบครัวเช่นเดียวกับผู้ชายทำให้ศักยภาพของผู้หญิงทัดเทียมกับผู้ชายหรืองานบางอย่างผู้หญิงสามารถทำได้คล้ายผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม หรือ ประเทศ ก็มีสตรีที่มีความรู้ความสามารถดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น (2) วีถีการดำเนินชีวิตของนางวิสาขาและนางสามาวดีเป็นผู้หญิงเก่งฉลาด ควรนำมาเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงสมัยใหม่ มีวิธีการในการจัดการปัญหาได้ อย่างชาญฉลาดและรอบคอบรู้จักการวางตน และมีความอดทน พยายามในการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวสามีและอยู่กับพระพุทธศาสนาอย่างมีความสุขได้ (3) วิจัยนี้สามารถถอดบทเรียนในลักษณะมิติใหม่ที่เป็นหลักการสังคหวัตถุ และหลักการดำเนินชีวิตนางสมาวดี ในอีกมุมมอง คือ การใช้ 4S และ 1L 3P ให้เข้ากับภาวะผู้นำปัจจุบัน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ หลักสังคหวัตถุและหลักการดำเนินชีวิตนางสมาวดีเป็นการนำพา ตนเอง ครอบครัว สังคม ให้ไปสู่สภาวะของความสุขสงบ ร่มเย็นการที่ไม่มีปัญหา เพราะปัญหาได้ผ่านกระบวนการขัดเกลา ของหลักทั้ง 2 ไปแล้วย่อมเกิดความเป็นภาวะผู้นำที่ดีแน่นอน ที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับ สตรียุคสมัยใหม่อีกด้วยเพื่อความเป็นผู้นำพาให้สังคมไปสู่การพัฒนาที่ยั้งยืน
สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของสตรี (2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของสตรีในพระสุตตันตปิฎก และ (3) เพื่อวิเคราะห์ประโยชน์และคุณค่าภาวะผู้นำของสตรีในพระสุตตันตปิฎก ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า (1) สตรีมีบทบาทในการดำเนินงานและเป็นผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนมากยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจากความเสมอภาคทางด้านสังคมที่ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังจะเห็นได้จากสังคมปัจจุบันที่สตรีเป็นฝ่ายทำงานหาเงินเพื่อจุนเจือครอบครัวเช่นเดียวกับผู้ชายทำให้ศักยภาพของผู้หญิงทัดเทียมกับผู้ชายหรืองานบางอย่างผู้หญิงสามารถทำได้คล้ายผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม หรือ ประเทศ ก็มีสตรีที่มีความรู้ความสามารถดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น (2) วีถีการดำเนินชีวิตของนางวิสาขาและนางสามาวดีเป็นผู้หญิงเก่งฉลาด ควรนำมาเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงสมัยใหม่ มีวิธีการในการจัดการปัญหาได้ อย่างชาญฉลาดและรอบคอบรู้จักการวางตน และมีความอดทน พยายามในการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวสามีและอยู่กับพระพุทธศาสนาอย่างมีความสุขได้ (3) วิจัยนี้สามารถถอดบทเรียนในลักษณะมิติใหม่ที่เป็นหลักการสังคหวัตถุ และหลักการดำเนินชีวิตนางสมาวดี ในอีกมุมมอง คือ การใช้ 4S และ 1L 3P ให้เข้ากับภาวะผู้นำปัจจุบัน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ หลักสังคหวัตถุและหลักการดำเนินชีวิตนางสมาวดีเป็นการนำพา ตนเอง ครอบครัว สังคม ให้ไปสู่สภาวะของความสุขสงบ ร่มเย็นการที่ไม่มีปัญหา เพราะปัญหาได้ผ่านกระบวนการขัดเกลา ของหลักทั้ง 2 ไปแล้วย่อมเกิดความเป็นภาวะผู้นำที่ดีแน่นอน ที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับ สตรียุคสมัยใหม่อีกด้วยเพื่อความเป็นผู้นำพาให้สังคมไปสู่การพัฒนาที่ยั้งยืน
This thematic paper had three objectives: (1) to study the leadership of women (2) to study the leadership of women in Suttanta pitaka, and (3) to analyze the benefits and values of women 's leadership in Suttanta pitaka. by using qualitative research model and by studying documents. The results of research was found as follows: (1) Women had a greater role in the operation and leadership of both the public and private sectors due to social equality in which women and men had equal rights. As it could be seen from the present society, women were working to raise money to support their families, as well as men, making women’s potential equal to men or certain jobs. Women could do like men, Whether at the family level, community, society or country. there were women who had the knowledge and ability to hold important positions together. (2) The way of life of Mrs. Visakha and Mrs. Samavati was smart and intelligent. It could be a model for modern women.Both of them had ways to manage problems wisely and carefully, They knew how to behave themselves and had patience. They tried to live with the husband's family and live happily in Buddhism. (3) This research could give the lesson in a new dimension. that was the principle of Sangahavatthu and the principles of Mrs. Samavati in another view, using 4S and 1L 3P to match the current leadership, which was still inequality. The principle of Sangahavatthu and principles of lifestyle of Mrs. Samavati broght the family and society to the state to happiness and peace of refining the core of the two principles, then it was certainly a good leadership. It could be used as a benefit for modern women as well as being a leader for society to sustainable development.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to study and compare good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province,classified with different gender, age and occupation; and 3) to suggest good management in local affairs guidelines for community participation in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province.The research instruments were questionnaires. The sample group consisted of 148 community committees in Raikhing Municipality. Samples were randomly selected using Probability Sampling and replacement label for data collection.The usedstatistics were basic statistics such as frequency, percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.) and inference statistics or reference, includingT-test, one-way variance test, F-test (One-Way ANOVA). If a significant differencewas found, test with the difference of the average value in pairs was used by the Scheffé method, and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) The good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, in summary of all three aspects was at a high level. When considering each aspect by sorting the average from descending to the highest, the average value was the aspect of Information and the aspect of hearing opinions, followed by the aspect of planning and co-operation, and the least average aspect was the aspect of evaluation. 2) People with different gender, age and occupation had opinions on good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, with over all no difference. 3) Suggestions for good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : the municipality should hold a meeting to clarify the budget spending each year to the community committee; the municipality should allow the community committee to participate in the recognition of the budget more clearly ; and the municipality should allow the community committee to participate in the examination and evaluation of the work of the municipality more.
หนังสือ

    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบายของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของนโยบายและสิ่งแวดล้อมของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ ของประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 391 คนแล้วใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย ใช้การแจกแจง ไค-สแควร์ (Chi-Square) แล้วทำการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดได้แก่ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศและอาชีพของประชาชน ไม่มีความสัมพันธ์กับต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวม 3 ด้าน ส่วนปัจจัยด้านอายุของประชาชน มีความสัมพันธ์กับ ต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวม 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนเสนอแนวการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คือ ป้ายบอกทางท่องเที่ยวในชุมชน ทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม ด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต คือ ประชาชนควรมีส่วนร่วมของการป้องกัน ฟื้นฟู ส่งเสริม สุขภาพอนามัยและสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมชายหาด ด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน คือ ควรปรับปรุง ระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจำนวน
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบายของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของนโยบายและสิ่งแวดล้อมของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ ของประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 391 คนแล้วใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย ใช้การแจกแจง ไค-สแควร์ (Chi-Square) แล้วทำการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดได้แก่ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศและอาชีพของประชาชน ไม่มีความสัมพันธ์กับต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวม 3 ด้าน ส่วนปัจจัยด้านอายุของประชาชน มีความสัมพันธ์กับ ต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ โดยรวม 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนเสนอแนวการจัดการสิ่งแวดล้อมชายหาดอ่าวประจวบ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คือ ป้ายบอกทางท่องเที่ยวในชุมชน ทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม ด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต คือ ประชาชนควรมีส่วนร่วมของการป้องกัน ฟื้นฟู ส่งเสริม สุขภาพอนามัยและสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมชายหาด ด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน คือ ควรปรับปรุง ระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจำนวน
The objectives of this thematic paper were as follows: 1) to study the policy of Prachuap Khiri Khan Municipality affecting the seaside environment management of Prachuap Bay; 2) to study the relationship between policy and environment of Prachuap Khiri Khan Municipality affecting the environmental management of Prachuap Bay, and people with different gender, age and occupation, and 3) to suggest environmental management guidelines for Prachuap Bay. The tools used in the research were questionnaires. The sample group was 391 people in Prachuap Khiri Khan Municipality and Accidental Sampling was used to collect data. The descriptive statistics were used, such as frequency, percentage, mean, standard deviation, hypothesis testing, Chi-Square distribution, and Correlation Coefficient. The results of the research were found as follows: 1) Policies of Prachuap Khiri Khan Municipality affecting the environmental management of Prachuap Bay, were overall at a high level. Considering each aspect, it was found that the most average values were in the aspect of economic and the aspect of tourism development, followed by the aspect of social development and the aspect of quality of life, and the least average aspect was In the aspect of development of infrastructure systems. 2) Personal factors of gender and occupation, had no relationship with the environmental management of Prachuap Bay, in total 3 aspects. Personal factors of age had a relationship with the environmental management of Prachuap Bay, in total 3 aspects, with statistical significance at the level of 0.05. 3) People suggested the environmental management guidelines of Prachuap Bay as follows: In terms of economic development and tourism, tourist signs in the community should be rearranged in order not to destroy beautiful scenery; In terms of social development and quality of life, people should participate in prevention, rehabilitation, promotion of health, sanitation and sanitation. of beach environment; and in terms of development of infrastructure systems, there should improve the number of disaster prevention and mitigation systems.